เรียนรู้เรื่องศาสนาจากปัญหาข้องใจ(ตอนที่ 6)
“มงคลในแบบกับมงคลนอกแบบ” คืออะไร?
 |
ที่มา: https://goo.gl/sh82ar
|
ถาม: มงคล คืออะไร เคยได้ยินเขาว่า “มงคลในแบบกับมงคลนอกแบบ” หมายความว่าอย่างไร และมงคล เช่น ด้ายมงคล ซึ่งสวมเวลาแต่งงาน เป็นต้น มีอิทธิพลต่อมนุษย์ได้จริงหรือ
ตอบ: คำว่า มงคล เราได้ยินได้ฟังกันมาตั้งแต่โบราณแล้ว จนไม่คิดอยากจะแปลกันว่าหมายถึงอะไร เพราะชินหู คำนี้เป็นภาษาบาลี เป็นภาษาแขก แต่เรานำมาพูดมาเขียนกันจนชินแล้วอย่างว่า เลยกลายเป็นภาษาไทยมานานแล้วด้วย
มงคล แปลอย่างภาษาชาวบ้านฟังกันรู้เรื่องว่า “เหตุให้ถึงความเจริญ” หรือ “สิ่งที่สามารถนำความสุขความเจริญให้แก่ชีวิตมนุษย์” คราวนี้ก็มาถึงปัญหาต่อไปว่า ก็เหตุหรือสิ่งนั้นคืออะไรล่ะ ก็ต้องแจงกันมากหน่อยอีกข้อหนึ่ง
คือทุกคนทั้งผู้ถามและผู้ตอบ ต่างก็ต้องการความสุขความเจริญด้วยกันทั้งนั้นแหละ ไม่มีพิเศษยกเว้นใครทั้งสิ้น ข้อนี้ไม่มีใครปฏิเสธเมื่อต้องการความสุขความเจริญก็ต้องแสวงหากัน ตอนแสวงหานี่แหละเริ่มผิดแผกกันไป ต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างหา ต่างคนต่างไป ไม่ดำเนินไปตามทางเดียวกันทั้งหมด
หลายคนคิดว่า ความสุขความเจริญจะมีได้ ต้องขยันทำมาหากินเก็บหอมรอบริบไว้ เงินทองทรัพย์สมบัติจึงจะมีพอกินพอใช้ให้เป็นสุข ให้เจริญได้ จึงต่างคนต่างก็แสวงหาทรัพย์สินเงินทองกันตามความเชื่อความเข้าใจของตัว ได้สมประสงค์บ้าง ได้ไม่สมประสงค์บ้าง
 |
ที่มา: https://goo.gl/sh82ar
|
|
 |
ที่มา: https://goo.gl/sh82ar
|
หลายคนคิดว่า ต้องมีของดีอยู่ในตัว เช่น ต้องมีลักษณะดี มีอักษรชื่อดี มีสัตว์ดีอยู่ในบ้าน มีว่าน มีต้นไม้ มีเครื่องรางของขลัง มีวัตถุมงคลอยู่ในบ้าน เงินทองจึงจะไหลมาเทมา
|
สิ่งต่างๆ ที่มนุษย์คิดว่าจะบันดาลให้เกิดความสุขความเจริญดังกล่าวมาทั้งหมดนี้แหละชาวโลกสมมติเรียกกันว่า “มงคล”
ทีนี้ก็พอจะได้ความหมายมงคลในแบบกับมงคลนอกแบบได้แล้ว
“มงคลในแบบ” คือ มงคลที่พระพุทธเจ้าได้ทรงสอนไว้จำนวน ๓๘ อย่าง ทั้ง ๓๘ อย่างนี้เท่านั้นจึงจะนำความสุขความเจริญมาให้มนุษย์ได้อย่างแท้จริง
“มงคลนอกแบบ” คือ มงคลที่นอกเหนือไปจาก ๓๘ ประการนั้น ซึ่งได้แก่ มงคลที่ชาวโลกทั่วไปนับถือว่าเป็นของดีดังกล่าวถึงข้างต้น
พูดง่ายๆ อีกทีก็คือ มงคลในแบบเป็นมงคลที่เกิดจากการกระทำด้วยตัวเอง ไม่ใช่เรื่องบันดาลให้เป็นไป หรือด้วยอำนาจของเทพเจ้า ดวงดาวและวัตถุใดๆ ทั้งสิ้น แต่เป็นผลที่เกิดจากอิทธิพลของการลงมือปฏิบัติของมนุษย์ ส่วนมงคลนอกแบบเป็นมงคลที่เกิดจากวัตถุภายนอก จากอำนาจดลบันดาลของเทพเจ้า ดวงดาว หรืออยู่ภายใต้ของโชคเคราะห์ เป็นต้น
มงคลทั้งสองนี้ ในทางพระพุทธศาสนาให้เชื่อมงคลในแบบเท่านั้นเพราะสามารถนำความสุข ความเจริญ นำสมบัติที่มนุษย์ต้องการมาให้ได้ทุกอย่าง นับตั้งแต่มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ และนิพพานสมบัติอันเป็นสมบัติวิเศษสูงสุด มงคลในแบบ ๓๘ ประการนั้น เช่น การไม่คบคนพาล การคบแต่บัณฑิต การบูชาสิ่งที่ควรบูชา การตั้งตนชอบ เป็นต้น จนขั้นสูงสุด คือการทำใจให้หมดจดจากกิเลส ให้มีความเกษม
 |
ที่มา: https://goo.gl/sh82ar
|
|
ส่วนมงคลนอกแบบ ซึ่งได้แก่ วัตถุบางอย่าง เช่น ด้าย อาวุธ ใบไม้บางอย่าง เช่น ใบเงินใบทอง ขนมบางอย่าง เช่น ทองหยิบ ฝอยทอง ถ้วยฟู สัตว์บางชนิด เช่น แมว ช้าง ม้า โค นก รวมไปทั้งอำนาจของเทพเจ้าดวงดาวต่างๆ มงคลนอกแบบเหล่านี้ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะบันดาลความสุขความเจริญและสมบัติให้แก่มนุษย์ได้ทุกอย่างเหมือนมงคลในแบบ
แต่ชาวโลกยอมรับว่าเป็นมงคลจึงให้ความนับถือกันอยู่ ก็เพราะนำความสบายใจมาให้แก่ผู้เป็นเจ้าของ เช่น ถ้าแต่งงานไม่มีมงคลแฝดสวม คู่บ่าวสาวก็จะไม่สบายใจถือว่าทำไม่ถูกวิธี เมื่อไม่สบายใจก็ทำให้เป็นกังวลอยู่เรื่อย ทำให้จิตใจหวาดระแวงอยู่เสมอ หากมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นภายหลัง ก็จะโทษทันทีว่าเพราะไม่สวมมงคลแฝด เป็นต้น ซึ่งที่จริงแล้วคนที่สวมมงคลแฝดแต่งงานกลับหย่าร้างกัน มีเรื่องราวก็มาก ส่วนคนไม่ได้สวมแต่อยู่ดีกินดีก็มีถมไป
แต่ยังถือยังทำอยู่ก็เพราะทำเพื่อให้เกิดความสบายใจ คือ ตกในคติที่ว่า ทำดีกว่าไม่ทำ ทำไปแล้วก็ไม่เสียหายอันใด
เรื่องอื่นๆ ก็เช่นกัน ถือกันมาเสียจนเป็นปกติธรรมดา ไม่เป็นของแปลก แต่ถ้าไม่ถือสิกลับเป็นแปลกไป ก็อยู่ในลักษณะเดียวกัน คือ ทำดีกว่าไม่ทำ มีดีกว่าไม่มี เชื่อดีกว่าไม่เชื่อ อะไรทำนองนั้น
 |
| ที่มา: https://goo.gl/5yP96f |
ยังมีอีกมงคลหนึ่งที่ทางศาสนาปฏิเสธว่าเป็นสิ่งไม่ควรถือ คือ มงคลตื่นข่าว
อันมงคลตื่นข่าว ก็คือการเชื่อถืออะไรตามข่าวร่ำลือ ตามที่ได้ยินได้ฟังมา เข้าลักษณะคนหูเบา เชื่ออะไรง่ายๆ เช่น เมื่อเร็วๆ นี้มีสาส์นแห่งการนำโชคลาภระบาดทั่วกรุง คนที่เชื่อก็เกรงกลัว พิมพ์แจกคนโน้นบ้างคนนี้บ้างต่อๆ กันไป คนที่ไม่เชื่อก็เฉยๆ และก็ไม่เห็นจะมีอะไรเกิดขึ้นดังนี้ เป็นต้น นี่เป็นการเชื่อแบบคนหูเบา แบบโง่เขลา ไม่คิดถึงเหตุผล ความเป็นไปได้ ตกอยู่ในความกลัวตาย เขาว่าคนโง่เป็นเหยื่อของคนฉลาดก็เพราะอย่างนี้เอง ไม่ได้ใช้สติปัญญาพิจารณาไตร่ตรองดูเหตุผลเสียก่อน ว่าเป็นได้หรือไม่ได้
นี่แหละหนอ อิทธิพลมงคลตื่นข่าว ปิดบังปัญญาคนฉลาดๆ ก็ได้ทำให้ตบอดตามัวก็ได้ และทำให้ล่มจมกันมาไม่รู้เท่าไหร่แล้ว ยังไม่เข็ดกันอีก
กรรมของมนุษย์แท้ๆ!
ขอบคุณข้อมูล
- หนังสือไขข้อข้องใจ ๒, (จากวารสารมงคลสาร, เมษายน ๒๕๑๙). พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช),๒๕๕๒.หน้า ๒๑ - ๒๔.
 |
| ที่มา: https://goo.gl/VNBUlM |
สวดให้ขลังด้วยกำลัง 5 ประการ
การสวดมนต์เพื่อป้องกันภัยนั้น จะเกิดอานุภาพมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นในบทสวดและความตั้งใจของผู้สวดเป็นสำคัญ เพราะพุทธมนต์แต่ละบทล้วนมีพลังอานุภาพและความศักดิ์สิทธิ์อยู่ในตัวแล้ว เพียงแต่ว่าใครจะสามารถนำออกมาใช้ให้เกิดผลได้มากหรือน้อยกว่ากันเท่านั้น หัวใจของการปลุกพุทธมนต์ให้เกิดฤทธานุภาพนั้น มี อยู่ 5 ประการ เรียกว่า พละ 5 คือ
๑. ต้องมีศรัทธา คือ มีความเชื่อมั่นในอานุภาพของพระรัตนตรัย เชื่อมั่นในอานุภาพของบทสวด เชื่อมั่นในอานุภาพแห่งความดี เชื่อมั่นว่าการสวดมนต์เป็นการทำความดี และเชื่อมั่นว่าเมื่อตนทำความดีด้วยการสวดมนต์แล้ว ความดีจักคุ้มครองตนให้ปลอดภัย ทำให้ชีวิตมีความสุขและคิดให้เป็นสุขได้
๒. ต้องมีวิริยะ คือ มีความเพียร ตั้งใจทำ ไม่ทำด้วยความเกียจคร้าน
๓. ต้องมีสติ คือ ในขณะสวดต้องมีสติรักษาใจให้จดจ่ออยู่กับบทสวด ไม่ปล่อยใจลอยไปคิดเรื่องอื่น คนที่สวดแต่ปาก แต่ใจลอยไปที่อื่น การสวดมนต์ก็เปล่าประโยชน์
๔. ต้องมีสมาธิ คือ ขณะสวดพึงรักษาจิตให้ตั้งมั่นแน่วแน่อยู่กับการสวดเท่านั้น ถ้าผู้สวดสามารถรักษาสติให้อยู่กับบทสวดได้นานเท่าไร สมาธิก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น จิตที่มีสมาธิมาก ย่อมมีพลังในการปลุกเสกพระพุทธมนต์ให้เกิดอานุภาพได้มาก
๕. ต้องมีปัญญา หมายถึง ต้องสวดด้วยความเข้าใจ คือ ในขณะ สวดมนต์ก็ให้พิจารณาทำความเข้าใจในเนื้อหาของบทสวดไปด้วย เพราะเมื่อเรามีความรู้ความเข้าใจที่ประกอบด้วยเหตุผลแล้ว ก็จะเป็นแรงหนุนให้มีศรัทธามากขึ้น เมื่อศรัทธามากขึ้น ก็ทำให้มีวิริยะมากขึ้น เมื่อวิริยะมากขึ้น สติก็มากขึ้น เมื่อสติมากขึ้นก็เกื้อหนุนให้สมาธิแก่กล้าขึ้น เมื่อสมาธิแก่กล้าขึ้น ปัญญาก็ เฉียบแหลมยิ่งขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้ ความศักดิ์สิทธิ์ที่มีอยู่ในพระพุทธมนต์ก็จะซึมซาบเข้าสู่จิตใจ ก่อให้เกิดพลานุภาพคุ้มครองตนเองได้อย่างปลอดภัยและมั่นคง
 |
| ที่มา: https://goo.gl/VNBUlM |
อานิสงส์การสวดมนต์ ๑๕ ประการ
ผู้ที่สวดมนต์ด้วยความตั้งใจจริงแล้ว ย่อมได้รับอานิสงส์ คือผลความดี มากมายดังต่อไปนี้
๑. ทำให้สุขภาพดี การสวดมนต์ออกเสียง ช่วยให้ปอดได้ทำงาน เมื่อปอดทำงาน เลือดลมก็เดินสะดวก เมื่อเลือดลมเดินสะดวก ร่างกายก็สดชื่น กระปรี้กระเปร่า และกรฉับกระเฉง
๒. คลายความเครียด ขณะสวดมนต์จิตจดจ่ออยู่กับบทสวด สมองไม่ได้คิดในเรื่องที่ทำให้เครียด จึงทำให้อารมณ์ผ่อนคลาย
๓. เพิ่มพูนศรัทธาในพระรัตนตรัย บทสวดแต่ละบทเป็นการระลึกถึงคุณของพระรัตนตรัย เมื่อสวดบ่อย จิตก็จะยิ่งแนบแน่นอยู่กับพระรัตนตรัย
๔. ขันติบารมีย่อมเพิ่มพูน ขณะสวดต้องใช้ความอดทนเพื่อเอาชนะอาการปวดเมื่อยที่เกิดขึ้นกับร่างกาย ตลอดถึงอารมณ์ฝ่ายต่ำทั้งหลายมีความเกียจคร้าน เป็นต้น ยิ่งสวดบ่อย ความอดทนก็จะมีมากยิ่งขึ้น
๕. จิตสงบตั้งมั่นเป็นสมาธิ ขณะสวดจิตจดจ่ออยู่กับบทสวด ไม่วอกแวกฟุ้งซ่านไปที่อื่น จึงทำให้จิตสงบและเกิดสมาธิมั่นคง
๖. บุญบารมีเพิ่มพูน ในขณะสวดมนต์ จิตใจย่อมปราศจากกิเลส มีความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นต้น จึงได้ชื่อว่าเกิดบุญบารมี บุญบารมีนี้ เมื่อสั่งสมมากเข้าก็จะเป็นทุนสนับสนุนให้บรรลุผลตามที่เราต้องการ
๗. จิตใจอ่อนโยนมีเมตตา การแผ่เมตตาหลังจากสวดมนต์ เป็นการส่งความปรารถนาดีไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลาย ลดละความเห็นแก่ตัว เป็นอุบายกำจัดความโกรธในใจให้เบาบางและลดน้อยลง ทำให้จิตใจปราศจากความโกรธ และพบแต่ความสุข
 |
| ที่มา: https://goo.gl/VNBUlM |
๘. เกิดความเป็นสิริมงคล การสวดมนต์เป็นการทำความดีไปพร้อมกันทั้งทางกาย วาจา ใจ การทำดี พูดดี คิดดี ย่อมเป็นสิริมงคลแก่ตัวเอง
๙. เทวดารักษา ผู้ที่ประกอบกรรมดี ทางกาย วาจา ใจ ย่อมเป็นที่รักของเหล่าเทวดา และการที่เราได้แผ่เมตตาให้แก่เทวดานั้น ก็ยิ่งจะเป็นที่รักของเทวดามากขึ้น
๑๐. ปัญญาเกิด การสวดมนต์พร้อมคำแปล ทำให้ได้รู้และเข้าใจถึงความหมายของบทสวดนั้น
๑๑. ผิวพรรณผ่องใสและมีเสน่ห์ การสวดมนต์ทำให้จิตใจของผู้สวดสดชื่นเบิกบาน จิตที่สดชื่นเบิกบานย่อมส่งผลให้ผิวพรรณดี หน้าตายิ้มแย้ม แจ่มใส ทำให้ผู้ที่พบเห็นเกิดความรู้สึกเป็นมิตร รักใคร่เอ็นดู
๑๒. ศัตรูกลายเป็นมิตร ผู้เป็นมิตรยิ่งรักใคร่
๑๓. ทำให้แคล้วคลาดปลอดภัยจากภยันตรายทั้งปวง
๑๔. ทำให้ดวงดี แก้ไขเคราะห์ร้าย ปัดเป่าเสนียดจัญไร เพราะดวงชะตาของคนเราขึ้นอยู่กับการกระทำ ใครทำดี ดวงชะตาย่อมดี ใครทำชั่ว ดวงชะตาก็ตก การสวดมนต์เป็นการทำดีที่สามารถเปลี่ยนดวงชะตาให้ดีขึ้นได้
๑๕. ครอบครัวและสังคมสงบสุข ที่พ่อบ้าน แม่บ้าน สวดมนต์อยู่เป็นประจำ และสอนให้บุตรหลานได้สวดมนต์ จะไม่มีการทะเลาะเบาะแว้ง และการที่จะไปสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่นก็ไม่มี มีแต่จะทำให้คนรอบข้างและสังคมอยู่เป็นสุข สงบ ร่มเย็น และยังเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ผู้อื่นอีกด้วย
สามเณรเชน เณรน้อย 8 ขวบ! ท่องบท ‘ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร’
ขอบคุณข้อมูล
- "พุทธฤทธิ์ พิชิตภัย" สำนักพิมพ์เลี่ยงเชียง
http://www.lc2u.org/th/know_mon.php
- https://www.youtube.com/watch?v=QvcI7GpDQdg
เรียนรู้เรื่องศาสนา จากปัญหาข้องใจ(ตอนที่5):
ถาม: อายุของศาสนาพุทธมีกี่ปี เริ่มต้นเมื่อไร สิ้นสุดเมื่อไร?
ตอบ: เรื่องอายุของพระพุทธศาสนานี้เป็นเรื่องที่คนโบราณเชื่อถือกันมานานแล้วว่าศาสนาพุทธจะมีอายุได้ ๕,๐๐๐ ปีเท่านั้น โดยนับเริ่มแต่ปีที่พระพุทธเจ้าปรินิพพาน คือเท่ากับ พ.ศ. ๑ ในปีนั้นนั่นเอง ก็แสดงว่า ศาสนาพุทธมีอายุล่วงมาได้แล้ว ๒๕๑๙ ปีแล้ว (ณ ปัจจุบันนี้อายุพระศาสนาล่วงมาแล้ว ๒๕๖๐ ปี )
คราวนี้มาว่ากันตามหลักวิชาบ้าง ผู้ตอบยังไม่พบหลักฐานจากที่ไหนที่บ่งบอกว่า พระพุทธองค์ได้ตรัสอายุพระพุทธศาสนาไว้เพียง ๕,๐๐๐ ปี เห็นมีแต่ปรากฏในคัมภีร์ญาโณทัยปกรณ์ ซึ่งพระพุทธโฆษาได้แต่งไว้เมื่อประมาณศตวรรษที่ ๑๐ พระเถระองค์นี้เป็นผู้ฉลาด แต่งคัมภีร์อธิบายความพระพุทธพจน์ไว้มาก จนได้รับยกย่องจากนักปราชญ์ทั่วไปทั้งในประเทศที่นับถือศาสนาพุทธและนับถือศาสนาอื่น คัมภีร์ที่ท่านแต่งไว้นั้น คณะสงฆ์ไทยได้นำมาเป็นหลักสูตรให้ศึกษาเล่าเรียนกันตั้งแต่ชั้นประโยค ปธ.๓ ถึง ปธ.๙ เลยทีเดียว
ในคัมภีร์ญาโณปกรณ์นั้น มีบทเริ่มต้นว่า
“พระพุทธศาสนาจะครบกำหนด ๕,๐๐๐ ปี ในปีชวด ”
ข้อความเพียงเท่านี้กระมังที่ทำให้คนโบราณถือว่าเป็นอายุพระพุทธศาสนาและบอกเล่ากันต่อๆ มา
ตามความเห็นของผู้ตอบแล้ว เห็นว่าอายุของพระศาสนาอาจมากหรือน้อยกว่านั้นก็ได้ แต่อย่าได้เป็นห่วงอายุพระศาสนาเท่านั้นเลย ห่วงอายุของตัวเองเถิด อย่าให้อายุของตัวเองล่วงเลยไปโดยเปล่าประโยชน์ ประพฤติดีปฏิบัติชอบตามหลักศาสนาไว้เสมอแล้วศาสนาก็ชื่อว่ายังอยู่ อายุศาสนาจะยังไม่สิ้นไป
 |
| ที่มา: https://goo.gl/wDVPvS |
ตอนนี้ขออ้างตำราหน่อย คือในตำราท่านว่าไว้ว่าความสูญสิ้นแห่งศาสนานั้นเป็นไปตามลำดับขั้นตอน คือเสื่อมไปตั้งแต่ข้อต้นจนถึงข้อสุดท้าย
ลำดับของความเสื่อมมี ๕ ขั้น คือ
(๑) ปริยัติอันตรธาน ความเสื่อมแห่งการศึกษาเล่าเรียนธรรมวินัย
(๒) ปฏิปัตติอันตรธาน ความเสื่อมแห่งการปฏิบัติธรรม
(๓) ปฏิเวธอันตรธาน ความเสื่อมแห่งการรู้แจ้งธรรม
(๔) ลิงคอันตรธาน ความเสื่อมแห่งเพศ
(๕) ธาตุอันตรธาน ความเสื่อมแห่งพระธาตุ
หมายความว่า อันดับแรกการศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัย และคำสอนของพระพุทธเจ้าจะเสื่อมสูญไปก่อน หาผู้ศึกษาไม่ได้ เมื่อไม่ศึกษาก็ไม่รู้ เมื่อไม่รู้ก็ปฏิบัติไม่ถูก ปฏิบัติตามใจชอบ การปฏิบัติธรรมก็เสื่อมสูญ เมื่อไม่ปฏิบัติธรรม การรู้แจ้งแทงตลอดมรรคผลก็ไม่เกิดขึ้น พระเณรก็เป็นเพียงผู้นุ่งเหลืองห่มเหลืองเท่านั้น หนักเข้าๆ ก็ไม่มีผู้ศรัทธาที่จะบวช บวชแล้วก็ไม่มีผู้เลื่อมใสศรัทธาที่จะบำรุงเลี้ยง ความเป็นอยู่ของพระเณรก็ลำบาก
 |
| ที่มา: https://goo.gl/wDVPvS |
เมื่อลำบากก็อยู่ไม่ได้ พากันสึกหมด ที่บวชใหม่เพิ่มเติมก็ไม่มี ผู้ดำรงเพศเป็นพระก็หมดไป เมื่อพระเณรหมด ก็ไม่มีคนกราบไหว้บูชารักษาพระธาตุ พระธาตุก็ย่อมเสื่อมสูญไปตามธรรมสภาพ เมื่อพระธาตุอันตรธานเสื่อมสูญไป ศาสนาก็ชื่อว่าหมดอายุลงด้วยประการฉะนี้
ใน ๕ ข้อนั้น ข้อแรกเริ่มก่อตัวขึ้นแล้ว และมีแนวโน้มว่าจะมีอันตรธานไปโดยเร็วเสียด้วยซี
ถาม: ใครเป็นผู้รับผิดชอบศาสนาพุทธ (หมายถึงโลกวิญญาณ)
ตอบ: ผู้รับผิดชอบต่อศาสนาพุทธนั้นหาใช่ใครที่ไหนเลย ที่แท้ก็พวกเราชาวพุทธนี่แหละ ชาวพุทธที่เรียกว่า “พุทธบริษัท” ทั้งภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ทุกท่านนี่เองที่เป็นผู้รับผิดชอบต่อพระพุทธศาสนา เป็นศาสนทายาทที่รับมรดกศาสนามาจากบรรพบุรุษแล้ว ต้องช่วยกันประคับประคองไว้ให้ดี ช่วยกันรับผิดและรับชอบที่เกิดขึ้นต่อพระศาสนา คือต้องรับทั้งส่วนที่ผิดและส่วนที่ชอบ ไม่ใช่รับเฉพาะส่วนที่ชอบอย่างเดียว
 |
| ที่มา: https://goo.gl/wDVPvS |
ส่วนที่ผิด คือความผิดพลาดในการดำเนินการรักษาพระศาสนา ความผิดพลาดในนโยบายการเผยแผ่พระศาสนา กล่าวคือความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว ที่กำลังเกิดขึ้น และที่จะพึงเกิดขึ้นในวงการพระศาสนาต้องยอมรับกันว่าเป็นความผิดแล้วช่วยกันหาทางแก้ไขปรับปรุง ไม่โยนกลองกันไปมาหรือหันหลังให้ส่วนที่ผิดนี้ เพราะตราบใดพุทธบริษัทไม่ยอมรับส่วนที่ผิดว่าเป็นผิดก็ย่อมจะแก้ความผิดไม่ได้ เหมือนหมดจะรักษาโรคต้องยอมรับว่านั่นเป็นโรคจริงๆ เสียก่อนจึงจะรักษาให้หายได้ หากไม่ยอมรับว่ามันเป็นโรคแล้ว ยากที่จะรักษาได้ หรือบางทีไม่ยอมรักษาไปเลย
ส่วนการรับชอบนั้นไม่ต้องพูดถึงเพราะส่วนใหญ่ก็ชอบกันอยู่แล้ว
ผู้รับผิดชอบต่อศาสนานั้นคือพุทธบริษัทดังกล่าว คราวนี้พุทธบริษัทที่ว่านั้นอยู่ในวัดก็มี อยู่บ้านก็มี โดยเฉพาะผู้อยู่ในวัดต้องเป็นแกนกลาง เป็นผู้ริเริ่ม เป็นผู้นำเป็นผู้เสนอ ผู้อยู่บ้านเป็นผู้ตาม เป็นผู้สนอง
 |
| ที่มา: https://goo.gl/wDVPvS |
ผู้อยู่วัด ได้แก่ พระเณร ทั้งที่เป็นมหาเถระ พระเถระ อุปัชฌาย์อาจารย์จนถึงพระหนุ่มเณรน้อยทั้งหลาย
ผู้อยู่บ้าน ได้แก่ พ่อบ้าน แม่บ้าน สมาชิกในครอบครัวทั้งหมด รวมทั้งหน่วยงานทางราชการที่มีหน้าที่รับผิดชอบต่อศาสนาโดยตรง เช่น กรมการศาสนา กรมศิลปากร และโดยอ้อม เช่น โรงเรียน เป็นต้น
 |
| ที่มา: https://goo.gl/wDVPvS |
เมื่อฝ่ายวัดฝ่ายบ้านมาช่วยกันจริงๆ จังๆ แล้ว ศาสนาพุทธก็จะเป็นไปได้อย่างราบรื่น หากต่างก็ช่วยกันไปตามหน้าที่เท่านั้น ไม่มีความรับผิดชอบ ไม่กระตือรือร้น ไม่มีจิตสำนึกว่าต้องทำเพื่อศาสนาอันเป็นที่รักเป็นที่หวงแหนแล้ว สภาพของศาสนาพุทธก็จะยังคงเป็นอยู่อย่างที่เห็นๆ กันและอาจจะเลวร้ายลงทุกวันๆ กล่าวคือ ผู้คนห่างวัดห่างศาสนากันมากขึ้น ภัยศาสนาเกิดรุกรานกันมากขึ้น ศาสนาหรือลัทธิอื่นย่อมได้โอกาสได้ช่องที่จะเผยแผ่ศาสนาของตนได้รวดเร็วขึ้นด้วยซ้ำ
ถ้าจะว่าให้ชัดรัดกุมลงไปก็คือว่า ขอให้พุทธบริษัทพยายามประพฤติ ปฏิบัติธรรม สั่งสอบอบรมธรรม และทำตัวทำใจให้อยู่ในกรอบของธรรมเท่านั้นเท่ากับว่าได้ช่วยกันรับผิดชอบต่อศาสนาแล้ว เพราะการทำเช่นนั้นเท่ากับว่าได้สร้างพลังในวงการศาสนา หากวงการศาสนามีพลังอย่างว่า และต่างก็ดีด้วยกันทั้งหมดแล้ว ใครจะมาทำอะไรเราได้ เหมือนมือที่ปราศจากแผลจะกอบจะกำยาพิษไปไหนก็ย่อมได้ ยาพิษจะทำยาพิษให้ไม่ได้เลย เพราะเราไม่มีแผลให้ยาพิษแทรกซึมเข้าไป
รวมความแล้วต้องช่วยกัน และช่วยกันจริงๆ ว่างั้นเถอะ
ขอบคุณข้อมูล-
หนังสือไขข้อข้องใจ ๒, (จากวารสารมงคลสาร, พฤษภาคม ๒๕๑๙).
พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช),๒๕๕๒.หน้า ๒๗ - ๓๐.
เรียนรู้เรื่องศาสนา จากปัญหาข้องใจ(ตอนที่3):
 |
ที่มา: https://pantip.com/topic/31921387
|
ถาม: ศีลข้อที่ห้าที่ท่านบัญญัติไว้ว่าห้ามดื่มสุราและเมรัยนั้น ความจริงการดื่มสุราและเมรัยซึ่งเราซื้อของเรามาดื่มเอง ไม่ได้ไปลักขโมยของใครและเราก็ดื่มแต่เพียงเล็กน้อย ไม่ได้ไปก่อเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกับใคร ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน ไมเห็นน่าจะผิดตรงไหน ทำไมท่านจึงปรับโทษไว้ด้วย
ตอบ: ปัญหาของคุณเห็นจะต้องตอบอย่างไม่เกรงใจกันกระมัง เพราะว่าน่าคิดน่าตอบทีเดียว จึงขอตอบแบบนักเลงหน่อยๆ ก็แล้วกัน
ปัญหาข้อนี้ถ้าคิดเพียงผิวเผินอย่างว่าก็จะเห็นว่าไม่น่าผิดตรงไหนอย่างที่คุณคิด เพราะเป็นของของเรา เงินก็ของเรา สุราเมรัยก็ของเรา บางทีดื่มแล้วก็นอนไม่น่าผิด แล้วท่านยังมาเอาผิดจนได้นี่ซิ คนทั่วไปคงคิดอย่างคุณนี่ละกระมัง โรงงานสุราบางยี่ขันและอีกหลายโรงจึงตั้งอยู่ได้จนทุกวันนี้ และทำท่าว่าจะเจริญยิ่งๆ ขึ้นเสียด้วยซ้ำไป
คุณเอาที่ไหนมาว่าดื่มเพียงเล็กน้อย และไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ไม่ทะเลาะเบาะแว้งกับใคร ผู้ตอบยังไม่เคยพบเลยว่านักดื่มคนไหนจะดื่มเพียงเล็กน้อย เห็นมีแต่ดื่มไม่น้อยกันทั้งนั้น ลงมันได้ดื่มแล้วมันให้ มีลูกติดพันอยู่เรื่อยแหละน่า จะขอเวลานอกกันก็ตอนหมดขวดแล้ว หรือไม่ก็ตอนลุกแทบไม่ไหวับแทบทั้งนั้น
นักดื่มทั้งหลายมักจะประเมินในใจว่า “ดื่มเพียงแค่นี้ไม่เห็นจะเดือดร้อนใครที่ไหน” แต่ความจริงแล้ว คนที่เดือดร้อนเพราะการดื่มของตัวน่ะมีแน่และมีมากคนด้วย อันดันแรกก็คือตัวเอง ต่อไปก็พ่อแม่ ลูก ภรรยา สามีคนในปกครอง เดือดร้อนกันไปหมด สำหรับตัวผู้ดื่มเองเดือดร้อนอย่างไรขอตอบยกหลัง
 |
| ที่มา: https://goo.gl/tPJwzP |
เบื้องต้นขอยกบุคคลอื่นที่เดือนร้อนก่อน
พ่อแม่ที่มีลูกเป็นคอเหล้าหรือติดยาเสพติดอย่างอื่นจะรู้สึกสะเทือนใจมาก เสียใจมาก จะเกิดความผิดหวังในตัวลูกอย่างที่สุด ทั้งเสียดายเงินทองที่ลูกผลาญด้วยการไปซื้อสุราเมรัย ยาเสพติด ทั้งเสียดายอนาคตลูกที่ตัววาดไว้อย่างสวยหรู การกระทำของลูกประเภทนี้เหมือนหนามแทงตาแทงใจพ่อแม่ทุกวี่ทุกวัน พ่อแม่ที่ไหนจะยินดีชอบใจที่มีลูกเป็นขี้เมาหยำเป มีแต่จะชอกช้ำใจเท่านั้น
ลูกที่มีพ่อเป็นไอ้ขี้เมาหยำเป มีแม่ที่ขี้เมาเหมือนยายบ้า จะมีปมด้อยในใจ จะคบหาเพื่อนที่ดีพ่อแม่เขาก็ห้ามลูกเขามิให้มาคบด้วย คอยเตือนลูกของเขาว่าไอ้ลูกคนขี้เมาอย่าไปคบ เดี๋ยวจะพาเสียไปด้วย เมื่อคบคนดีไม่ได้ก็ต้องหันมาคบกุ๊ยข้างถนนเหมือนกัน หนังสือหนังหาไม่ค่อยได้เรียนเต็มที่นัก นอกจากลูกที่มีพ่อดีแม่ดีบางคนเท่านั้นที่กัดฟันหาเงินส่งลูกเรียน จะเอาจากพ่อขี้เหล้าแม่ขี้เมาหรือก็หมดหวัง ลูกขอค่าเทอมก็โดนด่า ลูกขอค่าหนังสือค่าขนมบ้างก็โดนเตะโดนถีบ เรียนไปทำไมเงินทองหายาก ออกมาช่วยพ่อช่วยแม่ทำงานหาเงินเลี้ยงครอบครัว แสดงความกตัญญูกตเวทีบางซิ ตอนนี้เงินไม่มีบ้างล่ะ ไปขอแม่เขาเอาซี ไปขอพ่อเขาเอาซีบ้างละ กรรมของลูกแท้ๆ เงินที่ซื้อเหล้าดื่มน่ะทำไมมีได้ทุกวัน แต่เงินค่าหนังสือค่าเทอมลูกบอกไม่มี อย่างนี้ลูกไม่เดือดร้อนหรือ
ภรรยาที่มีสามีขี้เหล้านั้นมีทุกข์ขนาดไหนไม่ต้องพูดถึง บางครั้งต้องหาเงินซื้อให้ บางคราวดึกดื่นพ่อเจ้าประคุณ "อยาก" ขึ้นมาก็ต้องไปหาปลุกอาโกปากตรอกซื้อมาให้ บางครั้งเมามายมาแล้วยังมาแจกมือแจกเท้าให้เสียอีก ป้องกันตัวก็หาว่าสู้ ภรรยาบอกให้หยุดก็หาว่าเถียง ไม่พูด ไม่ป้องกันตัวบ้างก็เจ็บตัว เจ็บใจ อายชาวบ้านด้วย ยิ่งถ้ามีลูกมากด้วยแล้วยิ่งทุกข์หนัก ต้องหาเลี้ยงทั้งลูกทั้งสามีเลยทีเดียว
กรรมของภรรยาที่มีสามีเป็นไหเหล้าเคลื่อนที่!!!
สามีที่มีภรรยาขี้เมาก็เป็นทุกข์ไม่แพ้กัน
คนในปกครองที่มีเจ้านายชอบดื่มนั้น จะไม่ค่อยรับความยุติธรรมเท่าที่ควรนอกจากจะ “คอเดียวกัน” เท่านั้น
นี่มันเดือดร้อนคนอื่นอย่างนี้
 |
| ที่มา: https://goo.gl/tPJwzP |
การที่มีศีลข้อนี้ห้ามดื่มสุราและเมรัยนั้น เพราะห่วงอนาคต ห่วงสุขภาพของมนุษย์ทั่วไปนั่นเอง ท่านหวังดีปรารถนาดี ต้องการให้มนุษย์มีสุขภาพดีทั้งทางกายและทางใจ เพราะผู้ไม่ดื่มสุราเมรัยจะไม่ได้รับเคราะห์กรรมและความทุกข์เหล่านี้เลย คือ
(๑) เสียทรัพย์
(๒) ทะเลาะกัน
(๓) โรคเบียดเบียนง่าย
(๔) ถูกตำหนิติเตียน
(๕) ไม่รู้อาย
(๖) สติปัญญาเสื่อม
ข้อแรก เสียทรัพย์ นี่มองเห็นได้ชัด แม้เราจะซื้อกินเอง ไม่ได้ขโมยใครเขา แต่ก็ทำให้เสียทรัพย์ ทำให้ทรัพย์หมดไปโดยใช่เหตุ ควรจะนำไปใช้ในสิ่งที่จำเป็นหรือในทางให้เกิดประโยชน์อย่างอื่นทั้งแก่ตัว แก่ครอบครัว แก่สังคม หรือแก่ชาติบ้านเมืองได้อีกมาก ก็มาหมดเปลืองไปเพราะเรื่องนี้ จริงอยู่ บางคนอาจไม่คิดว่าเปลือง เพราะมีเกินใช้สอย แต่ชื่อว่าเสียทรัพย์เหมือนกัน คือทรัพย์เสียไปโดยใช่เหตุดังกล่าว หรือใช้ทรัพย์ไปในทางผลาญสุขภาพ ผลาญร่างกาย หรือผลาญชีวิตตัวเองมากกว่า
ข้อสอง ทะเลาะกัน นี่ก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง แม้ว่าการทะเลาะกันเพราะสุราเมรัยนั้นจะมีไม่บ่อยนัก ไม่มีทุกคนและก็ไม่มีทุกครั้งที่ดื่ม แต่สาเหตุแห่งการทะเลาะกันอย่างหนึ่งก็มาจากการดื่มสุราและเมรัยนี้เอง เพราะพอเมาได้ที่แล้วทักพูดจากันชักจะไม่รู้เรื่อง ความเมามันพูดแทนเสียแล้ว
 |
| ที่มา: http://news.sanook.com/1819887/ |
ข้อสาม โรคเบียดเบียนง่าย นี่ก็เป็นที่ยอมรับกันในวงการแพทย์ทั่วไปแล้วว่า ผู้ดื่มของมึนเมาเป็นประจำ จะทำให้ร่างกายอ่อนแอ พอหยุดดื่มหรือพอของเมาหมดฤทธิ์ ร่างกายจะอ่อนเพลีย ไม่อยากทำงาน เพราะเวลาเมาได้ที่ เลือดจะฉีดแรง ทำให้กล้ามเนื้อทำงานหนักมาก จะทำงานอะไรแต่ละทีต้อง “โด๊ป” กันอยู่เรื่อย ไม่งั้นทำงานไม่ได้ พอหมดฤทธิ์ก็หมดกำลังอีก ร่างกายจะทนไหวหรือ พอเป็นอะไรแต่ละทีแทบเอาตัวไม่รอด โรคโน้นเอยโรคนี้เอยแทรกซ้อนกันขึ้นมาจนตัวเองก็แทบจำไม่ได้ว่าตัวเป็นโรคอะไรบ้าง
เหล่านี้คือโรคของคนชอบ “กล้า” ด้วยการ “ดื่ม” หรือ “โด๊ป” ด้วยน้ำที่เรียกว่า “สุรา”
คนที่มีโรคมากก็อายุสั้น เรื่องมันก็ลงเอยแค่นั้น ไม่มากไปกว่านี้
ข้อสี่ ถูกตำหนิติเตียน ข้อนี้ปัจจุบันเขามองไม่เห็นกันเสียแล้วเพราะถือเป็นของธรรมดา เห็นดื่มเห็นเมากันจนชิน หรือสังคมมันเหมือนกันไปเสียหมดแล้ว จึงหาคนตำหนิไม่ค่อยได้ เลยไม่ค่อยรู้สึกกัน คนที่พอจะตำหนิได้ก็โดนอะไรต่อมิอะไรมาปิดปากเสียอ้าปากไม่ไหว หรือตำหนิเหมือนกัน แต่ไม่กล้าตำหนิต่อหน้า กลัว “ตีน” หรือกลัว “ตบ-ตี-ต่อย” อย่างใดอย่างหนึ่งก็เลยไม่ตำหนิ ปล่อยไปตามเรื่องตามราว
 |
| ที่มา: http://www.thairath.co.th/content/450781 |
คนในสังคมของเราจึงเต็มไปด้วยนักดื่มและขี้เมา คนตำหนิติติงมีน้อย เลยสู้ไม่ไหว
เอาเป็นว่าเรื่องอย่างนี้นอย่างนี้คนเขารังเกียจก็แล้วกัน คนขี้เมาหาเพื่อนที่คบได้จริงๆ ยาก ก็มีแต่พวก “คอเดียวกัน” อย่างว่าเท่านั้น นอกนั้นเขาคบเพื่อหวังผลประโยชน์เท่านั้น จะให้คบหาจริงๆ แบบกัลยาณมิตรเขาไม่ยอมด้วยหรอก เพราะเขา “รังเกียจ” น่ะ
ข้อห้า ไม่รู้จักอาย ข้อนี้ก็ชัดเหมือนกัน ขึ้นชื่อว่าคนเมา ไม่ว่าจะเมาสุกหรือเมาดิบก็ตาม เป็นไม่รู้จักอายทั้งนั้น ด่าพ่อแม่กันเล่นก็ได้ ทุบตีกันหรือฆ่ากันก็ได้ นอนกลางถนนก็ได้ ร้องรำทำเพลงกันกลางถนนก็ได้ พูดจาหยาบคายชนิดที่เขียนเป็นตัวหนังสือแล้วก็ยังหยาบอยู่ก็ได้ แก้ผ้าแก้ผ่อนเดินโทงๆ ตามถนนก็ได้ ซึ่งกิริยาอาการอย่างนี้ในเวลาปกติที่ไม่เมาจะทำไม่ได้ และไม่กล้าทำด้วยเพราะอายเขา แต่เวลาเมาแล้วทำได้อย่างสบายเพราะความอายหมดไปแล้ว
 |
| ที่มา: https://goo.gl/tPJwzP |
ข้อสุดท้าย สติปัญญาเสื่อม ข้อนี้ก็เนื่องมาจากการที่สุขภาพร่างกายอ่อนแอเพราพิษสุรานั่นเอง สมองก็เลยมึนชาเสื่อมทรามไปด้วย สติปัญญาไม่ว่องไวเหมือนเก่า ตัดสินใจอะไรก็ช้าและตัดสินใจผิดๆ ทำให้สมรรถภาพในการทำงานเสื่อมทรามลงโดยไม่รู้ตัว
ว่ามายืดยาวก็เพื่อชี้ให้เห็นว่า ท่านห้ามไว้ก็เพราะหวังดี ต้องการให้ทุกคนมีสุขภาพร่างกายและสุขภาพจิตใจดี เป็นปกติเหมือนคนทั่วๆ ไป นั่นเอง
โทษเฉพาะตัวที่จะได้รับพอมองเห็นกันได้ดังกล่าวมาแล้ว
แต่ก็อย่างว่านั่นแหละ คนเราลองมันติดเสียแล้ว ต่อให้แกะอย่างไรก็ไม่ยอมปล่อยไม่ยอมหลุดง่ายๆ เห็นว่าติดกันมานานแล้วจะเลิกเสียตอนนี้ก็เสียดาย เลยขอต่อไปเรื่อยๆ ก่อน ความลำบากจึงไม่สิ้นสุดกันได้สักที
ขอบคุณข้อมูล
- หนังสือไขข้อข้องใจ ๒, (จากวารสารมงคลสาร, เมษายน ๒๕๑๙). พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช),๒๕๕๒.