แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พุทธศาสนา แสดงบทความทั้งหมด

บวชทำไม? ประโยชน์สูงสุดของการบวชคืออะไร ? แม้ในสมัยพุทธกาล กุลบุตรที่เข้ามาบวชก็มีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน

ที่มา: https://goo.gl/Qc3GVA


ที่มา https://www.dailynews.co.th/article/583630

 > เมื่อได้อ่านมุมมองเรื่องวัตถุประสงค์การเข้ามาบวชเป็นภิกษุจากบทความนี้แล้วยังไม่เห็นด้วยเสียทุกประเด็นกับผู้เขียน (อ่านเพิ่มเติมที่ https://www.dailynews.co.th/article/583630)
เพราะแท้จริงแล้วควรต้องแยกพิจารณาเป็นประเด็นตามข้อเท็จจริง กล่าวคือในเรื่องวัตถุประสงค์ในการบวช ประการหนึ่ง กับเมื่อบวชแล้วภิกษุจะศึกษาพระธรรมและปฏิบัติขัดเกลาตัวเองตามธรรมวินัยได้เต็มที่มากน้อยขนาดไหน? ควรแยกแยะพิจารณา


> อย่างไรขอยืนยันว่า ประโยชน์จากการบวชมีอยู่แล้ว แต่จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของผู้บวช แต่ "การมองว่าวัตถุประสงค์ก่อนบวชเหล่านี้
จะก่อให้เกิดบาปต่อตัวผู้บวช 
หรือก่อผลเสียให้พระศาสนานั้น 
ดูจะรุนแรงไป เป็นการตัดสินคนตั้งแต่ยังไม่ลงมือทำอะไรเลย?" 
> ถ้าเปรียบ เด็กจากที่ไมรู้หนังสือ อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ จึงต้องเข้าโรงเรียนเพื่อไปฝึกฝน เรียนรู้จากคุณครู มีสิ่งแวดล้อมจากเพื่อนๆ ที่เอื้อให้เราได้มีกำลังใจที่จะศึกษาเรียนรู้ เด็กนักเรียนแต่ละคนมีพื้นฐานแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสติปัญญา แรงจูงใจ เรื่องพ่อแม่ครอบครัว เศรษฐกิจ แต่สุดท้ายเมื่อเข้าได้เข้าเรียน อย่างน้อยที่สุดเขาก็ย่อมได้ประโยชน์ คืออ่าน ออก เขียนได้ มีความรู้ติดแข้งติดขาไม่มากก็น้อย เพื่อเป็นประโยชน์ในการดำรงชีวิตต่อไป

> เมื่อมองภาพรวมของพระพุทธศาสนาตอนนี้  คือมีคนเข้ามาบวชน้อยลงมาก จำนวนพระเณรที่ลดลงอย่างต่อเนื่องกำลังเป็นปัญหาใหญ่ของคณะสงฆ์ไทย จำนวนพระสงฆ์ ๒๙๐,๐๑๕ รูป สามเณร ๕๘,๔๑๘ รูป รวม ๓๔๘,๔๓๓ รูป (ที่มา: สํานักงานเจ้าคณะจังหวัด , สํานักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2557) 
> แม้ว่าเมื่อจำแนกเฉพาะพระอย่างเดียว ตัวเลขเมื่อปี ๒๕๔๙ เมืองไทยยังมีพระถึง ๒๕๐,๔๓๗ รูปมากกว่าเมื่อปี ๒๕๐๗ ซึ่งมีภิกษุเพียง ๑๕๒,๕๑๐ รูป แต่ตัวเลขดังกล่าวอาจเป็นภาพลวงตาเมื่อพิจารณาถึงข้อเท็จจริงที่ว่า ในจำนวนกว่า ๒ แสน ๕ หมื่นรูปนี้รวมทั้งพระที่บวชระยะสั้นคือ ๗ วันถึง ๑ เดือนด้วย มีข้อมูลการวิจัยระบุว่า ในช่วงปี ๒๕๔๕-๒๕๔๗ พระเณรที่บวชตั้งแต่ ๗ วันถึง ๑ เดือนในกรุงเทพมหานครและราชบุรีมีเกือบร้อยละ ๗๐ ของผู้บวชทั้งหมด หากคนในจังหวัดอื่น ๆ มีระยะเวลาการบวชในทำนองเดียวกับคนในสองจังหวัดดังกล่าว ก็หมายความว่า ในเมืองไทยปัจจุบันมีพระที่บวชเกินกว่า ๑ เดือนขึ้นไปประมาณ ๘๐,๐๐๐ รูปเท่านั้น หรือเท่ากับ ๑ รูปเศษ ๆ ต่อ ๑ หมู่บ้าน และหากคัดพระที่บวชตั้งแต่ ๑- ๓ เดือนออกไป จะเหลือพระที่ยืนพื้นน้อยกว่านี้มาก อาจไม่ถึง ๑ รูป ต่อ ๑ หมู่บ้านด้วยซ้ำ (ที่มา: http://www.visalo.org/article/matichon255107.htm)

  ดังนั้น การแก้ปัญหาภาพรวมของพระพุทธศาสนาตอนนี้ คือทำอย่างไรจะทำให้มีชายแมนๆ เข้ามาบวชเพิ่มมากขึ้นๆๆ จะมาบวชวัตถุประสงค์ใด ศรัทธาอาจยังไม่มาก แต่ขอให้มาบวชเสียก่อน ศรัทธาเป็นเรื่องที่พัฒนาและเปลี่ยนแปลงได้ ตอนแรกที่มาบวชอาจจะไม่เต็มใจนัก อาจบวชด้วยสาเหตุที่แตกต่างกันไป เช่น แม่อยากให้บวช ด้วยความกตัญญูจึงตัดสินใจมาบวช หรือบวชตามประเพณี บวชแก้บน  บวชก่อนแต่งงาน บวชเพื่อแก้ไขปัญหาชีวิต เป็นต้น


ที่มา https://www.dailynews.co.th/article/583630
> ที่ถูกต้องที่สุด ต่อสถานการณ์พระพุทธศาสนาในยุคปัจจุบันนี้ คือ ต้องให้ชายแมนๆ มาบวชมากๆๆๆ
ยิ่งได้บวช ๑ เดือน ๑ พรรษา เหมือนชายไทยสมัยก่อนยิ่งประเสริฐ อย่างไรก็ตาม มีการบวชก็ยังดีกว่าไม่มีการบวช 
เปรียบ มีเงินในกระเป๋า ๑,๐๐๐ ล้านบาท มีเพียงวันเดียว (บวชเช้าสึกเย็น) ก็ยังดีกว่าไม่เคยมีเงิน 1,000 ล้านบาท มีเงิน ๑,๐๐๐ ล้านบาท ๑ เดือน (บวช ๑ เดือน) ก็ดีเพิ่มมากขึ้น มีเงิน ๑,๐๐๐ ล้านบาท ๓ เดือน (บวช ๑ พรรษา ๓ เดือน) ก็ยิ่งสุขกาย สบายใจ
ยิ่งถ้าอยู่รับกฐิน แล้วออกเดินธุดงค์แสวงหาหนทางพ้นทุกข์ โอ้... แสนจะวิเศษ
> เป็นการเปรียบเทียบที่เล็กน้อยมาก ประดุจนำฝุ่นในเล็บมือ ไปเทียบกับฝุ่นในจักรวาล เพราะถ้ากุลบุตรได้บวช มีคุณค่าและมูลค่ามากกว่า ๑,๐๐๐ ล้านบาท 
เพราะเป็นโอกาสให้กุลบุตรเหล่านั้นได้มีโอกาสสลัดตนให้พ้นจากกองทุกข์ พบความสุขที่แท้จริง มุ่งตรงต่อหนทางพระนิพพาน
- ประเด็นอยู่ที่บวชแล้วต้องเรียน ท่านเรียก "บวชเรียน" จะเป็นคันถธุระ วิปัสสนาธุระ หรือทั้งสองอย่าง ตามความชอบใจ ไม่ใช่ไม่ให้มาบวช
มีศรัทธามาก่อนก็บวชได้
ไม่มีศรัทธามาก่อน ก็บวชได้เช่นกัน
ไม่ใช่เลือกบวชเฉพาะผู้มีศรัทธา
องคุลีมารมหาโจร ไม่มีศรัทธาในพระศาสนามาก่อน บวชแล้วก็ทำพระนิพพานให้แจ้งได้ เป็นต้น

> การนำ ๑,๐๐๐ ล้านบาท ที่กุลบุตรผู้ออกบวชมีจะสามารถนำมาใช้ได้มากน้อยเพียงใดก็ขึ้นกับพระอุปัชฌาย์ คณะพระอาจารย์ ที่จะคอยเป็นกัลยาณมิตรให้ หลายท่านก็ได้เบิกมาใช้ คือ ได้ประสบการณ์ภายในจากการปฏิบัติธรรม ที่ตนเองได้วางทุกอย่าง ทิ้งทุกสิ่งออกบวช (แม้ช่วงสั้น) การปฏิบัติธรรม ขึ้นกับการวางใจได้ถูกส่วน ไม่ได้ขึ้นกับระยะเวลาในการบวช
(พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ใช้เวลาหนึ่งคืน นั่งสมาธิจนสำเร็จเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า)
> ดังตัวอย่าง ที่นาคได้บรรลุธรรมเบื้องต้น ขณะอยู่ในโบสถ์ หลายท่านบวชแล้ว แม้ช่วงสั้น ก็ได้ศึกษาพระปริยัติ มีนวโกวาท สำหรับพระบวชใหม่ เป็นต้น ยิ่งกว่านั้น หลายท่านตั้งใจบวชวันเดียว แต่เกิดศรัทธาในพระพุทธศาสนา บวชต่อกระทั่งได้เป็นมหาเปรียญ ก็มีให้เห็น บางท่านตั้งใจบวชไม่ถึงเดือน ลางานมาบวช แต่บวชแล้วเกิดกุศลศรัทธาในครูบาอาจารย์ บวชอยู่ถึงปัจจุบัน เป็นมหาเถระแล้วก็มี


ที่มา: https://goo.gl/s6HoZn
> แม้ในสมัยพุทธกาล กุลบุตรที่เข้ามาบวชก็มีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน ดังเช่น พระสาวกในครั้งพุทธกาลรูปหนึ่ง ชื่อว่า พระรัฏฐปาละ ท่านเป็นลูกเศรษฐี แต่ก็ได้สละทรัพยสมบัติออกบวชปฏิบัติจนเป็นพระอรหันต์รูปหนึ่ง วันหนึ่ง พระเจ้าแผ่นดินของแคว้นนั้น พระนามว่าพระเจ้าโกรัพยะ ได้ถามท่านว่า ท่านบวชทำไม? เพราะคนโดยมากนั้น บวชกันเพราะเหตุว่า มีความเสื่อมเพราะชราบ้าง มีความเสื่อมเพราะความป่วยไข้บ้าง มีความเสื่อมเพราะทรัพยสมบัติบ้าง มีความเสื่อมญาติบ้าง แต่ว่าท่านรัฏฐปาละเป็นผู้ที่ยังไม่มีความเสื่อมใดๆ ดังกล่าวนั้น ไฉนท่านจึงออกบวช ท่านก็ตอบว่า พระพุทธเจ้าได้ตรัส ธัมมุเทส ไว้ ๔ ข้อ คือ
     - โลกอันชราย่อมนำเข้าไป ไม่ยั่งยืน
     - โลกไม่มีอะไรต้านทานจากความเจ็บป่วย ไม่เป็นใหญ่
     - โลกไม่ใช่ของ ๆ ตน เพราะทุก ๆ คนจำต้องละสิ่งทั้งปวงไป ด้วยอำนาจของความตาย และ
     - โลกพร่องอยู่ ไม่มีอิ่ม เป็นทาสของตัณหาคือความดิ้นรนทะยานอยาก
     ท่านได้ปรารภธัมมุเทส คือการแสดงธรรมของพระพุทธเจ้าทั้ง ๔ ประการนี้ จึงได้ออกบวช
> แต่ว่าการบวชนั้น ก็มิได้มีผู้มุ่งผลอย่างสูงดังกล่าวนี้เสมอไป ดังในมิลินทปัญหา พระเจ้ามิลินท์ได้ถาม พระนาคเสน ว่า ประโยชน์สูงสุดของการบวชคืออะไร ? พระนาคเสนท่านก็ตอบว่า ประโยชน์สูงสุดของการบวชนั้น คือพระนิพพาน คือความดับ เพราะไม่ยึดมั่นอะไรๆ ทั้งหมด แต่คนก็มิใช่บวชเพื่อประโยชน์นี้ทั้งหมด บางคนบวชเพราะหลีกหนีราชภัยบ้าง หนีโจรภัยบ้าง ปฏิบัติตามพระราชประสงค์หรือความประสงค์ของผู้มีอำนาจบ้าง ต้องการจะพ้นหนี้สินบ้าง ต้องการความเป็นใหญ่บ้าง ต้องการที่จะดำรงชีวิตอยู่อย่างสะดวกสบายบ้าง เพราะกลัวภัยต่าง ๆ บ้าง   
     
> พระนาคเสนตอบพระเจ้ามิลินท์ ดังนี้

     อย่างที่ ๑ เรียกว่า บวชได้กิ่งใบของพรหมจรรย์ คือบวชแล้วก็มุ่งแต่จะได้ลาภ ได้สักการะ ได้สรรเสริญ เมื่อได้ก็พอใจเพียงเท่านั้น
     อย่างที่ ๒ เรียกว่า บวชได้กะเทาะเปลือกของพรหมจรรย์ คือก็ไม่ได้มุ่งจะได้ลาภสักการะและสรรเสริญทีเดียว แต่ก็ปฏิบัติในศีลให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ด้วย และก็พอใจเพียงว่า จะปฏิบัติในศีลให้บริสุทธิ์บริบูรณ์เท่านั้น
     อย่างที่ ๓ เรียกว่า บวชได้เปลือกของพรหมจรรย์ คือเมื่อปฏิบัติในศีลให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ได้แล้ว ก็ปฏิบัติในสมาธิให้บริบูรณ์ด้วย และก็พอใจเพียงสมาธิเท่านั้น
       อย่างที่ ๔ เรียกว่า บวชได้กระพี้ของพรหมจรรย์ คือเมื่อปฏิบัติในศีล ในสมาธิ ให้บริบูรณ์แล้ว ก็ปฏิบัติต่อไปจนเกิดญาณทัสสนะคือความรู้ความเห็นธรรมะขึ้นด้วย และก็พอใจเพียงที่รู้ที่เห็นเท่านั้น
     อย่างที่ ๕ เรียกว่า บวชได้แก่นของพรหมจรรย์ คือว่าได้ปฏิบัติสืบขึ้นไปจนได้วิมุตติ คือความหลุดพ้นจากกิเลสและกองทุกข์บางส่วนหรือสิ้นเชิง ตามสามารถของการปฏิบัติ
       อย่างที่ ๕ นี้ จึงจะชื่อว่าได้บรรลุแก่นของการบวช หรือว่าบวชได้แก่นของพรหมจรรย์
     สรุป ต้องให้ผู้ชายแมนๆ เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนามากๆ ไม่ว่าเดิมจะมีศรัทธาหรือยังไม่มีศรัทธา
(ยังไม่มีศรัทธา บวชแล้ว ก็ช่วยกันให้ท่านมีศรัทธา เหมือนเดิมเราก็อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ต่อมาก็อ่านออก เขียนได้) ไม่ใช่รอให้พร้อม รอให้ศรัทธาก่อนถึงมาบวช ความพร้อมไม่มีในโลก ถ้าจะรอพร้อม ให้มีศรัทธา อาจตายก่อน!!!!!

ที่มา: https://goo.gl/s6HoZn

ลักษณะและวิธีการบวช นับเป็น "กระบวนการคัดกรอง" ผู้ที่จะบวชเป็นภิกษุที่มีคุณสมบัติเหมาะสม
     การบวชในระยะแรกๆ นั้น พระองค์จะเป็นผู้ประทานการอุปสมบทให้สำหรับผู้ที่ต้องการเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา ต่อมาเมื่อพระธรรมคำสอนเผยแผ่ออกไปไกล มีผู้จิตศรัทธาเลื่อมใสมากขึ้นและมาขอบวชเป็นจำนวนมากซึ่งพระพุทธองค์ทรงพิจารณาเห็นถึงความยุ่งยากที่เกิดขึ้น จึงทรงอนุญาตให้เหล่าพระสงฆ์สาวกเป็นผู้ทำการอุปสมบทให้ได้โดยตรง ทรงมอบหน้าที่การอุปสมบทให้เหล่าพระสงฆ์เป็นผู้รับผิดชอบร่วมกัน ซึ่งมีการตรวจสอบคุณสมบัติต่างๆ เช่น อายุครบหรือไม่ มีโรคประจำตัวร้ายแรงหรือไม่  มีหนี้สินติดตัวหรือไม่ มารดาบิดาอนุญาตหรือไม่ เป็นต้น
     ความจริงการบวชนั้นใน "สามัญญผลสูตร" พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านตรัสสอนว่า แรงจูงใจในการบวช ของกุลบุตร เกิดจาก
๑. มีศรัทธาในพระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
๒. มีปัญญาตรองเห็นโทษภัยในชีวิตฆราวาสว่า ทั้งคับแคบ และเป็นที่มาของกิเลส
๓. มีปัญญาตรองเห็นคุณของชีวิตนักบวชว่า มีโอกาสประพฤติพรหมจรรย์ได้เต็มที่
ซึ่ง แรงจูงใจในการบวชดังกล่าว จะส่งผลให้มีเป้าหมายการบวช ดังนี้
ที่มา: https://goo.gl/s6HoZn
> บวชเพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง 
     ผู้บวช ได้กล่าวปฏิญาณตน ได้ปฏิญาณกันต่อหน้าพระประธาน ต่อหน้าพระอุปัชฌาย์ และต่อหน้าคณะสงฆ์ทั้ง ๒๐ รูป ว่า
“สัพพะทุกขะ นิสสะระณะ , นิพพานะ สัจฉิกะระณัตถายะ อิมัง กาสาวัง คะเหตวา ปัพพาเชถะ มัง ภันเต ” 
แปลว่า “ ข้าแต่พระอุปัชฌาย์ผู้เจริญ ขอท่านจงรับเอาผ้ากาสวะแล้วบวชให้ข้าพเจ้าด้วยเถิดเพื่อข้าพเจ้าจะได้ประพฤติปฏิบัติกำจัดทุกข์ทั้งปวงให้สิ้นไป และกระทำพระนิพพานให้แจ้ง ”
ถือว่าเป็นการคัดกรองแล้วในระดับหนึ่ง

> ในการอุปสมบท ภิกษุจะถามอันตรายิกธรรมกับผู้มุ่งจะบวช เมื่อทราบว่าไม่มีอันตรายิกธรรมดังกล่าว จึงจะอุปสมบทได้
ชายผู้จะบวชเป็นพระภิกษุต้องปราศจากอันตรายิกธรรม ๑๓ ข้อ ได้แก่
(๑)โรคเรื้อน (๒) ฝี (๓) โรคกลาก (๔)โรคมองคร่อ (๕) ลมบ้าหมู (๖)ไม่ใช่มนุษย์ (๗)ไม่ใช่ชาย
(๘) ไม่เป็นไท (๙) หนี้สิน (๑๐) เป็นราชภัฏ 
(๑๑) มารดาบิดาไม่อนุญาต (๑๒) มีปีไม่ครบ ๒๐ 
(๑๓) บาตรจีวรไม่ครบ
เป็นการคัดกรอง อีกขั้นตอนหนึ่ง


ที่มา: https://goo.gl/s6HoZn
> ช่วงที่พระคู่สวด คือ พระกรรมวาจาจารย์ และ พระอนุสาวนาจารย์ สวดญัตติ ทั้ง ๓ รอบ
     วิธีการอุปสมบทที่พระสงฆ์จะต้องร่วมกันให้การอุปสมบทด้วยวิธีสวดกรรมนั้น ๔ จบ คือ 
ครั้งแรกสวดญัตติ คือ ประกาศกรรมนั้นให้สงฆ์ทราบเพื่อร่วมกันทำกิจนั้น (หรือคำเผดียงสงฆ์) ๑ จบ 
ส่วนครั้งที่สองก็สวดอนุสาวนา (ขอมติ) อีก ๓ จบ คือสวดประกาศขอปรึกษาหารือและข้อตกลงกับสงฆ์ในที่ ประชุมนั้น (ว่าจะรับผู้นั้นเข้าเป็นพระภิกษุหรือไม่) หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า คำขอมติสงฆ์ 
     บุคคลที่จะบวชได้คณะสงฆ์ทุกรูปจะต้องยอมรับ คือนิ่งเงียบไม่ทักท้วง ตลอดการสวดญัตติ และอนุสาวนา ๓ ครั้ง จึงจะถูกต้องเป็นการบวชโดยที่ประชุมสงฆ์ยอมรับ
ก็เป็นการคัดกรองอีกขั้นตอนหนึ่ง

> พอจบพิธีการบวช
     พระอุปัชฌาย์ ท่านจะให้อนุศาสน์ กล่าวคือ บอกสอนกันเลย ตั้งแต่ยังไม่ได้ออกจากโบสถ์ เป็นเรื่องเกี่ยวกับข้อปฏิบัติ และ ข้อห้าม ของพระภิกษุ ซึ่งเป็นการสอนเรื่องพระธรรมวินัยและเป็นข้อปฏิบัติตนในการดำรงตนเป็นพระภิกษุ
     พระอุปัชฌาย์จะต้องบอกอนุศาสน์ ๘ อย่าง คือนิสสัย ๔ และอกรณียกิจ ๔ 
ซึ่ง นิสสัย ๔ หรือปัจจัยเป็นเครื่องอาศัยที่จำเป็นสำหรับผู้บวช คือ
(๑) บิณฑบาตเป็นวัตร คือกิจที่จะต้องบิณฑบาตเพื่อโปรดสัตว์และแสวงหาอาหาร
(๒) นุ่งห่มผ้าบังสุกุล ปัจจุบันคือการนุ่งห่มผ้าบังสุกุลจีวรโดยปริมณฑล คือ เรียบร้อย
(๓) อยู่โคนต้นไม้ คือ เป็นผู้ออกจากเรือนไม่มีเรือนอยู่ จึงอยู่ป่าอาศัยโคนต้นไม้
(๔) ใช้ยาดองด้วยน้ำมูตรเน่า คือเป็นผู้สละเรือนแม้เจ็บไข้อาพาธต้องใช้สมุนไพรเป็นยา หรือหมักดองสมุนไพรเพื่อรักษาตนเอง
ส่วนอกรณียกิจ ๔ หรือ กิจที่พระภิกษุสงฆ์ไม่พึงกระทำ คือ
(๑) ปาณาติบาต คือ การฆ่าสัตว์ หรือทำชีวิตของสัตว์อื่นให้ลำบากหรือล่วงไป
(๒) ลักทรัพย์ คือ การลักขโมย หรือถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้
(๓) การเสพเมถุนธรรม
(๔) การอวดอุตริมนุษย์ธรรม คือ อวดคุณวิเศษอันไม่มีในตน
✨✨แค่จบพิธีกรรม การบวช ก็ถือว่า พระอุปัชฌาย์ ได้ทำตามพระธรรมวินัย แล้วจะกล่าวหาว่า บวชระยะสั้น บวชตามประเพณี ฯลฯ เป็นการบวชแบบไม่มีการศึกษาพระธรรมวินัยไม่ได้
     การบวชนั้น เมื่อจบพิธีกรรมสงฆ์แล้ว ก็ถือว่า เป็นพระภิกษุที่สมบูรณ์ เหมือนพระภิกษุรูปอื่นๆ แต่จากนี้ไปใครจะไปศึกษากับพระอาจารย์รูปใด ก็ตามศรัทธา เพื่อศึกษา ศีล สมาธิ ปัญญา ผลที่จะได้รับจากการบวชก็ตามแต่ว่า ใครประพฤติปฏิบัติอย่างไร?
@ เข้มงวด กวดขัน ตนเองแค่ไหน?
@ มีความเพียร อย่างถูกหลักวิชชา อย่างสม่ำเสมอ?


ที่มา: https://goo.gl/s6HoZn
      พระภิกษุเมื่อก้าวเข้ามาสู่พระธรรมวินัยนี้ เหมือนก้าวลงมาในสระน้ำใหญ่ ใครชำระล้างสิ่งสกปรกในกาย วาจา ใจ ของตนเองได้มากแค่ไหน ก็จะสะอาดมากเท่านั้น แต่ใครที่เข้ามาในสระ (พระธรรมวินัย) แล้วไม่หมั่นทำความสะอาดตน ก็สะอาดไปตามยถากรรม
     การบวชนั้น ก่อนบวช ก็ศรัทธา ระดับหนึ่ง แต่พอเข้ามาทำกิจสงฆ์ เข้าหมู่สงฆ์ ความศรัทธาจะเพิ่มขึ้น จากการหล่อหลอม ด้วยกิจวัตร และกิจกรรมของสงฆ์ สงฆ์จะคัดกรอง โดยอัติโนมัติ คือศีล และ ทิฏฐิ
     
     ดังนั้น ผู้ชายทุกคน ต้องบวช ถ้าไม่บวช ก็เสียชาติเกิดมาเป็นผู้ชาย ถ้าบวชแล้ว ไม่ตั้งใจปฏิบัติธรรม เพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง ก็ไม่บรรลุเป้าหมายของการบวช แต่ก็ยังเป็นอุปนิสัยข้ามชาติในการฝึกฝนตนเอง ต่อไป


ขอบคุณข้อมูลอ้างอิง
- https://th.wikipedia.org/wiki/ (https://goo.gl/Z5ZJW7)
- https://goo.gl/3DeX72
- https://www.dailynews.co.th/article/583630
- http://www.mcu.ac.th/site/articlecontent_desc.php?article_id=608&articlegroup_id=121
- https://www.m-society.go.th/ewt_news.php?nid=13651




ไม่มีคำว่า "บังเอิญ" ในทางพุทธศาสนา: ไม่มีโชคลาภเกิดขึ้นได้โดยไม่อาศัย บุญ กรรม โชคลาภ ไม่สามารถจะเกิดขึ้นลอยๆ หรือบังเอิญ โดยไม่มีเหตุปัจจัย

ที่มา: https://goo.gl/9F5yXt

ไม่มีคำว่า "บังเอิญ" ในทางพุทธศาสนา

     หากศึกษาเรื่องธรรมะดีๆ จะเข้าใจว่า ไม่มีคำว่า "บังเอิญ" ใดๆ ทั้งสิ้น "กรรม" นี้แม่นยำยิ่งกว่าเรด้าตรวจจับของนาซ่า พระพุทธเจ้าเคยตรัสว่า "เราเกิดมาแล้วนับชาติไม่ถ้วน น้ำตาที่เสียจากความพลัด พรากจากคนที่เรารักนับรวมกันได้เป็นมหาสมุทร ดังนั้น เราจึงได้เคยพบปะผู้คนมามากมาย จนผู้คนที่เดินบนถนนไปมานี้ต่างก็เคยเกิดมาเป็นพี่น้องเราทั้งสิ้น"

     จากคำอธิบายข้างต้น เป็นเหตุให้ "กรรม" จัดสรรให้เราได้พบเจอ รู้จัก พึ่งพา มาเกิดเป็นพ่อ แม่ ลูก พี่น้อง เพื่อน แฟน คู่รัก มิตร ศัตรู ครู ลูกศิษย์ เมียหลวง เมียน้อย ฯลฯ เนื่องจาก เคยเกี่ยวพัน มีความสัมพันธ์ และประกอบกรรมร่วมกันมาก่อน จึงได้มาเจอกันอีก เพื่อชดใช้กรรม หรืออาจอธิษฐานให้มาพบกันอีกในชาติต่อๆ ไป หรือเคยอาฆาตพยาบาทกันมาก่อน บางคนก็เคยอุปถัมภ์ ค้ำชู หรือเคยพึ่งพาอาศัยกันมาก่อน ดังนี้ เป็นต้น จึงไม่มีคำว่า "บังเอิญ" ในพระพุทธศาสนา

     หากใครเคยไปในสถานที่ใด แล้วรู้สึกคุ้นเคยกับสถานที่นั้นโดยไม่เคยไปมาก่อนรู้สึกคุ้นๆ กับเหตุการณ์นั้น โดยที่เราไม่เคยมีส่วนร่วมมาก่อน เคยรู้สึกประทับใจใคร รู้สึกเกลียดใคร อยากอยู่ใกล้ใคร หรืออยากหนีหน้าใคร โดยที่ไม่เคยพบเจอรู้จักกันมาก่อน สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นสัญญาเก่า (การจำได้หมายรู้) ที่ติดตัวมาแต่เก่าก่อน

     พระบาลีพุทธวจนะ เป็นภาษาเมื่อหลายพันปีมาแล้ว คำว่า "บังเอิญ" ดูเหมือนไม่มีในภาษาบาลี มีแต่คำว่า "เหตุ - ปัจจัย"

     พระพุทธศาสนา เป็นเรื่องของเหตุและผล ทุกสิ่งไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ หรือเป็นเรื่องบังเอิญ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นล้วนมีเหตุให้เกิดขึ้นทั้งสิ้น ดังที่ท่านพระอัสสชิ แสดงธรรมแก่ท่านพระสารีบุตรว่า "ธรรมทั้งหลายย่อมเกิดจากเหตุ" นั่นคือ การที่ทุกคนเกิดมาแตกต่างกัน เป็นเพราะได้กระทำเหตุ คือ ทำกรรมมาแตกต่างกัน กรรมที่ได้กระทำไว้แล้วนั่นเอง เป็นเหตุให้มีรูปร่างหน้าตา ผิวพรรณ ฐานะ ต่างกัน มีอุปนิสัยดีเลวต่างกัน กรรมที่ได้กระทำไว้แล้วนั่นเอง เป็นเหตุให้ได้ลาภเสื่อมลาภ ได้ยศเสื่อมยศ ได้รับความสุข ทุกข์ สรรเสริญ นินทา

ที่มา: https://goo.gl/9F5yXt

มีเรื่องเล่าของพระเจ้าอโศกมหาราช เรื่องมีอยู่ว่า

     พระมเหสีของพระเจ้าอโศกมหาราช ได้รับการยกย่องจาก พระเจ้าอโศกมหาราชมาก สนมกำนัลนางอื่นก็อิจฉา ผู้หญิงกระทบกระทั่งกันง่ายอยู่แล้ว ในเมื่ออิจฉาก็มีการเสียดสีกระแนะกระแหนเขาไปเรื่อย พระเจ้าอโศกมหาราช ทรงรำคาญ จะพิสูจน์บุญญานุภาพให้ดู ก็เลยสั่งโรงครัวทำขนมมา 1,000 ชิ้น แสดงว่าพระองค์มีมเหสีรวมนางสนมทั้งหมด 1,000 คนพอดี แล้วถอดพระธำมรงค์ประจำพระองค์ บอกพ่อครัวให้ใส่พระธำมรงค์ไว้ในขนมชิ้นหนึ่ง 

     พอถึงเวลานึ่งสุกเอามาให้บรรดาสนม และมเหสีทั้งหมดไปหยิบเอา ถ้าธำมรงค์อยู่ในขนมของใคร จะตั้งคนนั้นเป็นอัครมเหสี พวกสนมแย่งกันกระจายเลย ปรากฎว่า มเหสีตัวจริงท่านทรงนั่งอยู่เฉยๆ รอเขาหยิบจนเหลือชิ้นสุดท้ายท่านจึงหยิบมา และธำมรงค์ก็อยู่ในนั้น เห็นไหมว่า เขาทำของเขามา เขาต้องได้ ต่อให้เราทำมาถ้าทำช้ากว่าเขาก็ต้องรอเขาได้ก่อน ส่วนใหญ่แล้วจะไม่เข้าใจตรงนี้ ถึงเวลาเห็นพระเจ้าอโศกมหาราชท่านเมตตาพระมเหสีมากเป็นพิเศษ โปรดเป็นพิเศษก็คอยอิจฉาอยู่เรื่อย พิสูจน์ขนาดนั้นแล้วก็ยังมีคนไม่เชื่ออยู่ดี

     อนาคตเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดไว้แล้วจากกรรมในอดีตนานนับไม่ได้  แต่เป็นสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น เพราะต้องมีเหตุในปัจจุบันร่วมด้วย ความพยายามในปัจจุบันนั่นแหละ จึงจะทำให้เกิดผลในอนาคตที่สมบูรณ์ แม้จะเปลี่ยนแปลงไม่ได้ทั้งหมด แต่ก็เปลี่ยน แปลงได้บางส่วน คนเราจึงไม่ควรละความพยายามตลอดชีวิตที่เกิดมา

     การกระทำทุกอย่างย่อมมีผล เราเรียกผลนั้นว่า "วิบาก" สิ่งใดจะเกิดได้ต้องมีเหตุปัจจัยประชุมพร้อม กรรมจึงสามารถส่งผล หรือให้วิบากได้

     ไม่มีโชคลาภเกิดขึ้นได้โดยไม่อาศัย บุญ กรรม โชคลาภ ไม่สามารถจะเกิดขึ้นลอยๆ หรือบังเอิญ โดยไม่มีเหตุปัจจัย

     ทุกปัญหาเกิดขึ้นอย่างมีสาเหตุทั้งนั้น กิ่งไม้ตกใส่หัว หกล้ม ฯลฯ ล้วนเกิดจากกรรม เหมือนกับคำว่า "ใครกินคนนั้นก็อิ่ม คนอื่นอิ่มแทนไม่ได้"

     เกลือ เค็มเหมือนกันหมด ไทย ฝรั่ง ลาว แขก กินเกลือในที่ลับ ที่แจ้งก็เค็ม เหมือนกัน เกลืออย่างไร กรรมก็อย่างนั้น ทุกชาติศาสนา
     ความบังเอิญไม่มีในโลก ทุกสิ่งถูกลิขิตจากกรรมทั้งกุศล และอกุศลที่สัตว์โลกได้กระทำไว้ทั้งในอดีต และปัจจุบัน ขึ้นอยู่กับว่า กรรมอันไหนจะส่งผลก่อนกัน



Cr. Thai Monks

วัดสอนแต่เรื่อง #ฟอกกาย #ฟอกวาจาและ #ฟอกใจให้สูงขึ้น

     
     ที่ผ่านมาหลายเดือนจวบจนปัจจุบัน บนหน้าสื่อหลักๆ สื่อออนไลน์ยังคงมุ่งมั่นสร้างวาทะกรรมว่าวัด #ฟอกเงิน ว่าพระ #ไม่สมถะ สร้างความเสียหายและเสื่อมเสียให้กับวัด บั่นทอนศรัทธาชาวพุทธและสร้างความสั่นคลอนให้เกิดขึ้นต่อสถาบันศาสนาซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์รวมใจของคนในชาติ สื่อเสี้ยมและผู้บงการอยู่เบื้องหลังของแผนการอันเลวร้ายเพื่อหวังทำลายศรัทธาชาวพุทธ ตั้งใจจะขุดรากถอนโคนพุทธศาสนาให้หมดสิ้นไปจากแผ่นดินไทยหรืออย่างไร!!!???


ขอย้ำชัดๆ ว่า วัดสอนแต่เรื่อง #ฟอกกาย #ฟอกวาจาและ #ฟอกใจให้สูงขึ้น

     แล้ววัดใช้หลักธรรมอะไรเพื่อ #ฟอกกาย วาจา ใจ ให้สะอาด สงบและทำให้จิตใจสูงขึ้น???

     หลักการ #ฟอกจิตใจให้สะอาด ในทางพุทธศาสนามีหลักง่ายๆ ๓ อย่าง คือ การให้ทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา



๑. การให้ทาน เป็นวิธี #ฟอกใจ ขั้นต้น
การให้ทาน คือการให้ที่ไม่หวังผลตอบแทนโดยหมายให้ผู้ได้รับได้พ้นจากทุกข์
     ซึ่งเป็นวิธีช่วย #ฟอกใจขั้นพื้นฐาน เพื่อขจัดอำนาจมืด ยางเหนียวหนืดที่ครอบงำจิตใจ คือความตระหนี่ ด้วยวิถีของการให้  เริ่มตั้งแต่การให้วัตถุ สิ่งของ หรือเงินเป็นทาน (อามิสทาน) การสอนให้ธรรมะเป็นความรู้เป็นทาน (ธรรมทาน) และสละอารมณ์ไม่ดีขุ่นมัว การให้อภัยในสิ่งที่คนอื่นทำไม่ดีกับเรา ไม่จองเวร หรือพยาบาทกัน (อภัยทาน) 


ควรบำเพ็ญ ซึ่งทาน คือการให้
ท่านว่าไว้ สวยงาม สามสถาน
หนึ่งให้ของ สองธรรมะ ชนะมาร
อภัยทาน ที่สาม งามเหลือเกิน

(ที่มาบทกลอน: https://goo.gl/MPR78E)

๒. การรักษาศีล เป็นวิธี #ฟอกกาย วาจา ใจ ขั้นกลาง 
     ศีลจะทำให้จิตใจสะอาดบริสุทธิ์ได้มากกว่าทานเพราะว่า การรักษาศีลนั้นเป็นการเพียรพยายามจะระงับสิ่งที่จะเกิดเป็นโทษทางกายและวาจาไม่ให้มันเกิดขึ้น

     ศีล แปลว่า ปกติ เป็นวินัยทางธรรมเบื้องต้นของคน เป็นเครื่องจำแนกคนออกจากสัตว์ ดังนั้น เราทุกคนควรรักษาศีล ๕ ได้แก่ ไม่ฆ่าสัตว์, ไม่ลักทรัพย์, การดำรงตนอยู่ในคู่ครองของตัวเอง, ไม่พูดปด พูดส่อเสียด หรือแม้แต่พูดคำหยาบ และไม่ดื่มสุราให้ขาดสติเป็นเหตุให้สติไม่ตั้งมั่นจิตใจเศร้าหมองลง

๓. สมาธิ เป็นวิธี #ฟอกจิตใจระดับสูงขึ้นมา 
     การเจริญภาวนาในพุทธศาสนาเป็นการทำความสะอาดจิตอย่างละเอียดเป็นการ #ซักฟอกจิตให้สะอาดจนถึงที่สุดได้ คือ ทำให้จิตเบาบางไปจากสิ่งปรุงแต่ง (กิเลสทั้งหลาย) จนกระทั่งหมดกิเลสได้ในที่สุด

     บุคคลที่หมั่นเพียร #ฟอกจิตใจ ตนเองให้สะอาด สูงส่ง บริสุทธิ์อยู่เสมอแล้ว บุคคลนั้นจะอยากถอยหลังลงมาเกลือกกลั้วสิ่งสกปรก สิ่งที่ไม่สะอาด คือกิเลสอีกหรือไม่ 
     เปรียบเหมือน มีชายคนหนึ่งที่ใส่เสื้อผ้าตรากตรำทำงานหนักทั้งวัน เหงื่อไคลไหลชุ่มทั่วตัว เสื้อผ้าสกปรกเหม็นคาวกลิ่นเหงื่อไคล พอถึงบ้านจึงรีบอาบน้ำชำระความสะอาดร่างกาย ถูฟอกด้วยสบู่ เช็ดตัวให้สะอาด โรยแป้งทำให้กลิ่นกายหอมสดชื่น เขาจึงมีความสุข ถามว่าชายคนนี้จะปรารถนากลับมาสวมเสื้อผ้าชุดเก่าที่สกปรก มีกลิ่นเหม็นอับและชุ่มด้วยเหงื่อไคล อีกหรือไม่??? ฉันใดฉันนั้น



     ปุถุชนบางคน ผู้ยังเต็มไปด้วยกิเลส ใช้สายตา ทัศนะของตนอันเอิ่มอาบด้วยกิเลสเจตนาร้าย อคติและความไม่รู้ มาว่าพระผู้ประพฤติดี ปฏิบัติชอบ ให้เกิดความเสียหาย การทำเยี่ยงนี้มันใช่เหรอ?

     สื่อเสี้ยม หรือคนใจมืดบอดที่บงการอยู่เบื้องหลังใช้สื่อเป็นเครื่องมือ ใช้คนหน้าเดิมๆ ไม่กี่คน ที่วันๆ ไม่รู้ว่าทำมาหากินอะไร? ขยันออกมา สร้างวาทกรรมอันร้ายกาจให้กับวัด ให้กับพระผู้ที่ท่านประพฤติดี ปฏิบัติชอบ ใส่ร้าย ยัดข้อหา ว่า พระ/วัดฟอกเงิน ทั้งที่จากจุดเริ่มต้นที่ถูกต้อง  คือการรับเงินบริจาคจากศรัทธาญาติโยมเพื่อนำมาใช้ในงานพระศาสนาเท่านั้นเอง



     ถ่มน้ำลายขึ้นฟ้า จะพยายามชักฟ้าให้ต่ำตามแรงปรารถนาของตน ฟ้าหาต่ำลงไม่ แต่บุคคลผู้มีเจตนาร้ายนั้นต่างหาก ยิ่งถ่ม ยิ่งอยากดึงฟ้าลง ตัวเองยิ่งต่ำเตี้ยถอยลงเรื่อยๆ ทุกอนุวินาที

เรียนรู้เรื่องศาสนา จากปัญหาข้องใจ(ตอนที่ 1): การฆ่าสัตว์ถือว่าเป็นบาปเพราะเหตุอะไร? การฆ่าสัตว์ไปทำบุญจะได้บุญหรือไม่?...


     คนเราเกิดมาพร้อมกับความไม่รู้ จึงทำให้คิดผิด พูดผิด และดำเนินชีวิตแบบผิดๆ ก่อกรรมชั่วมีบาปติดตัวไปข้ามภพข้ามชาติ ความไม่รู้จึงเป็นสิ่งที่น่ากลัวยิ่งนัก ส่งผลแบบโดมิโนเลยทีเดียว 



     แต่วิกฤตย่อมมีโอกาส เรายังโชคดีมีบุญเกิดมาในยุคที่ยังมีพระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหลงเหลือให้พวกเราไ้ด้ศึกษาแล้วนำมาปฏิบัติเพื่อขจัดความไม่รู้ออกจากจิตใจ เกิดมีสัมมาทิฏฐิหรือความเห็นถูกเกี่ยวกับโลกและชีวิตขึ้นในใจ เพื่อเราจะดำเนินชีวิตได้ถูกต้องและมีเป้าหมายชีวิตที่ชัดเจน สามารถปิดนรก เปิดสวรรค์ มีความสุขทั้งในปัจจุบันและภพชาติเบื้องหน้า
     
     วันนี้ไปเจอหนังสือไขข้อข้องใจ ๒ เขียนและรวบรวมโดย พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช),๒๕๕๒. เนื้อหาน่าสนใจเป็นความรู้เรื่องธรรมะ เรื่องศาสนา เรื่องเกี่ยวกับวัดโดยทั่วๆไป... รู้ไว้ใช่ว่า ใส่บ่าแบกหาม...โดยเฉพาะเราฐานะพุทธศาสนิกชน อันดับแรกเพื่อจะได้ขจัดความไม่รู้ของตนเอง แล้วยังสามารถเอื้อประโยชน์ต่อการทำหน้าที่กัลยาณมิตรแก่บุคคลที่เรารักปราถนาดีทิศ ๖ รอบตัวเราได้  ขอทยอยนำมาลงเป็นตอนๆ ไปนะคะ

มีชาวพุทธคนหนึ่งถามว่า
๑. การฆ่าสัตว์ถือว่าเป็นบาปเพราะเหตุอะไร?
- ถ้าฆ่าสัตว์ที่เกิดมาเป็นอาหารของมนุษย์ทำไมจึงถือว่าเป็นบาป?
- การฆ่าสัตว์ไปทำบุญจะได้บุญหรือไม่?
- และพระที่ฉันเนื้อสัตว์จะเป็นบาปด้วยไหมเพราะถ้าพระไม่ฉันเนื้อ คนก็ไม่ฆ่าสัตว์ทำบุญ?



เกี่ยวกับเรื่องการฆ่าสัตว์นี้เราลองมาฟังเหตุผลกันดูบ้าง
     การฆ่าสัตว์ถือว่าเป็นบาปเพราะเป็นการเบียดเบียนเขาให้ได้รับความเดือดร้อน เป็นการตัดโอกาสมิให้เขามีชีวิตอยู่ในโลกนี้อีกต่อไป เพราะตามปกติไม่ว่าคนหรือสัตว์ต่างก็รักสุขเกลียดทุกข์ ต้องการมีชีวิตอยู่นานๆ ด้วยกันทั้งนั้น ซึ่งข้อนี้เราสามารถดูได้จากที่ทั้งคนและสัตว์พยายามแสวงหาอาหารเพื่อความอยู่รอด แม้จะต้องผจญอันตรายต่างๆ ก็ยอมพยายามป้องกันตัวเองจากโรคภัยไข้เจ็บ จากศัตรูรบตัว และพยายามต่อสู้กับอุปสรรคสิ่งกีดขวางต่อความราบรื่นในการมีชีวิตอยู่ ทั้งนี้เพราะรักตัวกลัวตายนั่นเอง เมื่อไปทำเขาตายจึงถือว่าเป็นบาป เป็นความชั่ว และเป็นบาปเพราะจิตใจของผู้ฆ่าหยาบช้าทารุณ เป็นใจที่เศร้าหมอง ขาดเมตตาธรรม

     โดยมากมนุษย์มักคิดเอาเองว่า ถ้าฆ่าสัตว์ที่เกิดมาเพื่อเป็นอาหารของมนุษย์แล้ว ทำไมต้องเป็นบาปด้วยเพราะมันเกิดมาเพื่อถูกฆ่า แต่สัตว์มันไม่คิดอย่างมนุษย์เลย ทั้งไม่รู้ตัวเสียด้วยซ้ำไปว่าตัวมันเกิดมาเพื่อเป็นอาหารของมนุษย์ มนุษย์ต่างหากที่เหมาเองอย่างนั้นแล้วไปฆ่ามัน สัตว์บางประเภทจะแสดงความรู้สึกออกมาเมื่อรู้ว่าตนจะถูกฆ่า เช่น หมู วัว ควาย หรือสัตว์เล็กๆ มันจะดิ้นรนพยายามหนีเอาตัวรอด นี่แสดงว่ามันไม่อยากให้มนุษย์ฆ่า มันอยากอยู่ต่อไปอีกนานแสนนานเหมือนมนุษย์เราเช่นกัน


     หากคิดว่ามันเป็นอาหารของเรา ฆ่าไม่บาปแล้ว ทีคนถูกโรคภัยไข้เจ็บมารุมกิน ถูกยุงกัด หรือเข้าป่าถูกงูกัด ตกน้ำทะเลถูกฉลามกินบ้าง ทำไมจึงไปโทษมัน และเหตุใดจึงไปฆ่ามันเสีย ก็ในเมื่อมันก็คงคิดว่ามนุษย์เป็นอาหารของมัน เลือดและเนื้อมนุษย์ คืออาหารของมันที่มันต้องการ มันกัดมันกินคนก็เพราะถือว่าคนเป็นอาหาร มันกินอาหารของมัน อย่างนี้สัตว์เหล่านั้นผิดด้วยหรือ หากมีใจเป็นธรรมกันก็จะได้คำตอบที่ถูกต้อง

     การอ้างข้างต้นเป็นการอ้างที่เห็นแก่ตัวเสียมากกว่า โดยถือว่ามีกำลังกว่า มีสมองดีกว่า สัตว์มันก็คงคิดจองเวรจองกรรมกับมนุษย์บ้างว่าได้ทีเมื่อไหร่ข้าเอาเอ็งแน่ อะไรทำนองนี้

     แต่บาปอันเกิดจากการฆ่าสัตว์นั้นมีไม่เท่ากัน ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า ฆ่าสัตว์ใหญ่มีโทษมาก ฆ่าสัตว์เล็กก็มีโทษน้อย ฆ่าสัตว์มีคุณประโยชน์ต่อมนุษย์ต่อโลกมาก ก็มีโทษมาก ฆ่าสัตว์มีคุณประโยชน์น้อย ก็มีโทษน้อยและจะเป็นบาปโดยสมบูรณ์เพราะประกอบด้วยลักษณะ ๕ ประการ คือ

(๑) ปาโณ สัตว์ที่ฆ่ามีปราณคือมีลมหายใจ

(๒) ปาณสญฺญิตา ผู้ฆ่าก็รู้ว่าสัตว์นั้นมีลมหายใจ

(๓) วธกจิตฺตํ มีเจตนาคือมีความจงใจที่จะฆ่า

(๔) อุปกฺกโม พยายามฆ่า แม้จะพยายามเพียงเอื้อมมือหรือกระดิกนิ้วไปฆ่า

(๕) เตน มรณํ สัตว์นั้นสิ้นลมหายใจไปเพราะความพยายามนั้น


     หากได้ลักษณะ ๕ ประการนี้ การฆ่าเป็นอันสมบูรณ์แล้วเป็นบาปดังกล่าวมา หากทำไม่ครบลักษณะนี้ เช่น มีความพยายามฆ่า แต่สัตว์ไม่ตาย หรือฆ่าตายโดยไม่ตั้งใจ โทษก็ลดลงตามส่วน



     ส่วนคำถามที่ว่าฆ่าสัตว์ไปทำบุญจะได้บุญไหมนั้น อันนี้ต้องแยกกัน คือบุญกับบาปเข้ากันไม่ได้ ตรงกันข้าม บุญก็ส่วนบุญ บาปก็ส่วนบาป ที่ไหนมีบุญบาปก็ไม่มี ที่ไหนมีบาปบุญก็ไม่มี เรื่องนี้ต้องแยกกันให้ถูก เพราะต่างกรรมต่างวาระกัน คือตอนที่ฆ่าสัตว์หากพร้อมด้วยลักษณะข้างต้นก็เป็นบาป แม้จะมีเจตนาเพื่อนำไปทำบุญก็ตาม ตอนนำเนื้อไปทำบุญนั้นก็ถือว่าเป็นบุญเพราะเป็นการทำความดี แม้จะเอาเลือดเนื้อผู้อื่นมาทำบุญก็ตาม แต่อย่างไหนจะมากกว่ากันนั้นต้องดูเวลาที่ทำ หากทำอย่างใดรุนแรงกว่าก็ให้ผลหนักไปทางนั้น เช่นจงใจฆ่าและฆ่าด้วยวิธีทรมานสัตว์ ทั้งสัตว์นั้นเป็นสัตว์ที่มีคุณค่ามากด้วย แต่เวลานำไปทำบุญก็ทำไปตามประเพณี ไม่สนใจเรื่องบุญเท่าไรนัก ถวายแล้วก็แล้วกันไป อย่างนี้ตอนแรก คือตอนที่ฆ่าหนักกว่า ผลย่อมแรงกว่า คือมีบาปมากกว่าบุญ

     สำหรับคำถามที่ว่า “พระฉันเนื้อบาปไหม หากพระไม่ฉัน คนคงไม่ฆ่าสัตว์กัน” นั้น ข้อนี้ก็น่าคิดอยู่


     แต่เมื่อพิจารณาให้ลึกแล้วจะเห็นว่า การที่พระฉันเนื้อนั้นเกือบจะกล่าวได้ว่าไม่เกี่ยวกับการฆ่าสัตว์เลย เพราะท่านฉันเนื้อโดยฐานเป็นอาหารบิณฑบาตที่ญาติโยมนำมาถวายเท่านั้น ซึ่งเนื้ออย่างนี้เรียกว่า “ปวัตตมังสะ” คือเนื้อที่มีอยู่ตามธรรมดา เช่นเนื้อที่เขาขายตามตลาด หรือเนื้อที่เขาฆ่ารับประทานกันตามปกติ เนื้อเช่นนี้พระฉันได้ พระวินัยมิได้ห้ามไว้ ส่วนเนื้อที่พระฉันแล้วผิดพระวินัยก็มี คือเนื้อที่เขาเจาะจงฆ่าถวาย ทั้งพระก็รู้ว่าเขาเจาะจงฆ่าถวายตัวเอง เนื้อชนิดนี้เรียกว่า “อุทิสสมังสะ” และเนื้อที่พระสั่งให้เขาฆ่าถวายเอง เนื้อสองประเภทนี้พระฉันเป็นผิดพระวินัย แต่ถ้าเขาเจาะจงฆ่าถวายพระ แต่พระเองไม่รู้เรื่อง ก็ฉันได้ ไม่ผิด แต่ต้องไม่รู้จริงๆ ไม่ใช่แกล้งทำเป็นไม่รู้ คือไม่ได้เห็นเขาฆ่า ไม่ได้ยินเขาพูดว่าฆ่าถวายเฉพาะตน และไม่ได้รังเกียจสงสัยในทำนองนั้น อย่างนี้เรียกว่าไม่รู้จริง



     ส่วนที่ว่าเพราะพระฉันเนื้อจึงทำให้คนฆ่าสัตว์นั้น ออกจะเป็นข้อกล่าวหาที่รุนแรงไปหน่อย เพราะพระไม่ได้บังคับให้ฆ่า ไม่ได้บังคับให้ถวาย เมื่อชาวบ้านนำมาถวาย ท่านก็รับและฉัน เรื่องมันก็เท่านี้ และถึงหากว่าพระท่านไม่ฉันเนื้อ คนจะเลิกฆ่าสัตว์เลิกกินเนื้อกันเสียเมื่อไหร่ ดูอย่างในประเทศที่ไม่มีพระอาศัยอยู่เลยสักรูปเดียว สัตว์ต่างๆ ก็ยังถูกฆ่าไปเป็นอาหารทุกวันๆ เขาฆ่าไปถวายพระหรือ พระเรียกร้องหรือ ก็เปล่าทั้งนั้น แล้วเขาฆ่าทำไม

ขอแถมนิดหน่อย ถือเป็นของหวานก็แล้วกัน

     การที่พระจะไม่ฉันเนื้อก็ดีเหมือนกัน บางท่านก็อาจสงสัยว่า ก็เมื่อดีเช่นนี้แล้วทำไมพระพุทธเจ้าจึงไม่ทรงห้ามเสียเล่า ข้อนี้คงเป็นพระพุทธประสงค์ ด้วยเหตุที่พระองค์ทรงเป็นพระสัพพัญญู คงทรงหยั่งทราบและทรงมีเหตุผลที่ลึกซึ้ง หากทรงห้ามเสีย พระจะเป็นอย่างไร คนที่ขาดอาหารประเภทเนื้อสัตว์จะเป็นโรคอะไรบ้างก็รู้กันอยู่ พระองค์คงไม่ทรงต้องการให้กองทัพธรรมของพระองค์หย่อนสมรรถนะทั้งกำลังสมองและกำลังกาย จึงมิไดทรงห้ามไว้ แม้จะเคยมีผู้ทูลขอให้ทรงห้ามไว้ก็ตาม



ขอบคุณข้อมูล
- หนังสือไขข้อข้องใจ ๒, วารสารมงคลสาร (มีนาคม ๒๕๑๙), พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช),๒๕๕๒.
- ขอบคุณภาพจาก google https://goo.gl/nS1Tb7





วันขึ้นปีใหม่ของไทย เป็นมาอย่างไร? เรามาเริ่มต้น "ปีใหม่" "วันใหม่" ด้วยความเป็นสิริมงคล "สวดมนต์ข้ามปี"กันเตอะ

ขอบคุณภาพจาก google

        💝💝อีกไม่กี่วันจะเข้าสู่ปีพุทธศักราชใหม่ 2560 วันขึ้นปีใหม่นับเป็นโอกาสดีที่จะทำให้เราได้ทบทวนถึงการดำเนินชีวิตในอดีต เพื่อจะได้แก้ไขข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นในอดีตให้ดีขึ้น เมื่อวันเวลาผันเปลี่ยนเวียนไปครบ 1 ปี เราได้อยู่รอดปลอดภัยมาจนถึงวันขึ้นปีใหม่ 
        💝💝ขอให้ลองมองย้อนหลังกลับไปคิดดูว่า วันเวลาที่ผ่านมานั้นเราได้ใช้มันอย่างคุ้มค่าหรือเปล่า? และได้กระทำคุณงามความดีอันใดไว้บ้าง และควรหาโอกาสกระทำให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นทุกปี ในขณะเดียวกันเราได้กระทำความผิดหรือสิ่งใดที่ไม่ถูกต้องไว้หรือไม่ หากมีต้องรีบปรับปรุงแก้ไขตัวเอง

        ✨✨✨วันปีใหม่ เป็นวันแรกของปี ตามปฏิทินแบบเกรกอเรียน ตรงกับวันที่ 1 มกราคม ของทุกปี ความหมายของวันขึ้นปีใหม่ ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายของคำว่า " ปี" ไว้ดังนี้ ปี หมายถึง เวลา ชั่วโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ครั้งหนึ่งราว 365 วัน เวลา 12 เดือนตามสุริยคติ

        🌙🌙🌙 เดิมที ใน 1 ปี เราจะมีจำนวนวัน 365 วัน แต่ในยุคสมัยของกษัตริย์จูเลียต ซีซาร์ (ก่อนคริสต์ศักราช) ได้นำความคิดของนักดาราศาสตร์อียิปต์มาปรับแต่งให้ทุกๆ 4 ปี ให้เติมเดือนกุมภาพันธ์ ที่มี 28 วัน เพิ่มขึ้นอีก 1 วัน ให้เป็น 29 วัน ซึ่งในปีนั้นเราจะเรียกว่าเป็นปี อธิกสุรทิน



ความเป็นมาของ วันขึ้นปีใหม่ของไทย 

        ในอดีต วันขึ้นปีใหม่ของไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงมาแล้ว 4 ครั้งคือ ครั้งแรกถือเอาวันแรม 1 ค่ำ เดือนอ้าย เป็นวันขึ้นปีใหม่ ซึ่งตรงกับเดือนมกราคม ครั้งที่ 2 กำหนดให้วันขึ้นปีใหม่ตรงกับวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 ตามคติพราหมณ์ ซึ่งตรงกับเดือนเมษายน

        ต่อมาได้ถือเอาทางสุริยคติแทน โดยกำหนดให้วันที่ 1 เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่ ตั้งแต่ พ.ศ.2432 เป็นต้นมา

        การจัดงานวันขึ้นปีใหม่ที่ได้เริ่มเมื่อวันที่ 1 เมษายน ได้แพร่หลายออกไปต่างจังหวัดในปีต่อๆมา และในปี พ.ศ.2479 ก็ได้มีการ จัดงานรื่นเริงปีใหม่ทั่วทุกจังหวัด วันขึ้นปีใหม่วันที่ 1 เมษายน ในสมัยนั้นทางราชการเรียกว่า วันตรุษสงกรานต์
          ต่อมาได้มีการพิจารณาเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่อีกครั้งหนึ่ง โดยคณะรัฐมนตรีได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้น ซึ่งมีหลวงวิจิตรวาทการ เป็นประธานกรรมการ ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ให้เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่เป็นวันที่ 1 มกราคม โดยกำหนดให้วันที่ 1 มกราคม 2484 เป็น วันขึ้นปีใหม่เป็นต้นไป

          เหตุผลที่ทางราชการได้เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่จากวันที่ 1 เมษายนมาเป็นวันที่ 1 มกราคม ก็คือ 

        🌟ไม่ขัดกับพุทธศาสนาในด้านการนับวัน เดือน และการร่วมฉลองปีใหม่ด้วยการทำบุญ 
        🌟เป็นการเลิกวิธีนำเอาลัทธิพราหมณ์มาคร่อมพระพุทธศาสนา 
        🌟ทำให้เข้าสู่ระดับสากลที่ใช้อยู่ในประเทศทั่วโลก 
        🌟เป็นการฟื้นฟูวัฒนธรรม คตินิยม และจารีตประเพณีของชาติไทย


ขอบคุณภาพจาก http://www.thairath.co.th/content/819153

          กิจกรรมที่ชาวไทยส่วนใหญ่มักจะยึดถือปฏิบัติในวันขึ้นปีใหม่
🌞🌞การทำบุญตักบาตร โดยอาจตักบาตรที่บ้าน หรือไปที่วัดหรือตามสถานที่ต่างๆที่ทางราชการเชิญชวนไปร่วมทำบุญ 

🌞🌞การกราบขอพรจากผู้ใหญ่ และอวยพรเพื่อนฝูง การมอบของขวัญ การมอบช่อดอกไม้ หรือการส่งบัตรอวยพร 

🌞🌞การจัดงานรื่นเริง การจัดเลี้ยงในหมู่เพื่อนฝูง ญาติพี่น้องหรือตามหน่วยงานต่างๆ


ขอบคุณภาพจาก https://goo.gl/4MtSzM

        สำหรับปีพุทธศักราชใหม่ 2560 นี้ รมว.วัฒนธรรม เผยกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีส่งท้ายปีเก่าวิถีไทย ต้อนรับปีใหม่วิถีพุทธ 2560 รวมทั้ง “ไหว้พระ 10 วัด สืบสิริสวัสดิ์ 10 รัชกาล” รอบ กทม. พร้อมจัดรถ ขสมก. รับ-ส่ง ฟรี

        นอกจากนี้กรมศิลปากรได้อัญเชิญพระพุทธรูปสำคัญ 10 องค์ ให้ประชาชนกราบสักการะบูชา เพื่อความเป็นมงคล ระหว่างวันที่ 26 ธ.ค. 2559-31 ม.ค. 2560 ณ พระที่นั่งพุทธไธสวรรย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร (http://www.thairath.co.th/content/819153)

ขอบคุณภาพจาก http://www.dmc.tv/pages

        ส่วนที่วัดพระธรรมกาย ก็ได้จัดกิจกรรรม "สวดมนต์ข้ามปี" ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ถวายเป็นพระราชกุศล ณ มหารัตนวิหารคด วัดพระธรรมกาย วันอาทิตย์ที่  18 ธันวาคม 2559 ถึงวันอาทิตย์ ที่ 1 มกราคม 2560

        จะได้เริ่มต้นวันใหม่ด้วยความเป็นสิริมงคล นั่นถือเป็นเรื่องที่ดี ยิ่งเป็นวันใหม่ของปีด้วยแล้ว ก็ยิ่งจะเป็นเรื่องที่น่ายินดี ซึ่งหนึ่งในกิจกรรมมงคลที่คนไทยนิยมกันมาก คือ การสวดมนต์ข้ามปี



ขอบคุณข้อมูลอ้างอิง: 
http://www.moe.go.th/newyear2013/hist_bg.html
         

พระอภิธรรมทำนองหลวง สวดอย่างไร? หลายคนไม่คุ้นหู ไม่รู้จัก

ขอบคุณภาพจาก https://goo.gl/G9WNhn 

        เหตุที่ต้องมีการสวดพระอภิธรรมนั้น พระอรรถกถาจารย์ได้รจนาไว้ว่า ในพรรษาที่ ๗ สมเด็จพระบรมศาสดาเสด็จไปแสดงพระอภิธรรมโปรดพระพุทธมารดา ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ อาศัยพระพุทธกตัญญูกตเวทิตาธรรมเป็นคติธรรม บุรพชนไทยจึงกำหนดให้มี "การสวดพระอภิธรรมในงานศพ"
        หลายท่านที่รับฟังพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ คงจะสังเกตได้ว่า เสียงของการสวดนั้นแปลกหูกว่าการสวดตามงานศพทั่วไป ที่เป็นเช่นนั้นเพราะการสวดพระอภิธรรมในพระราชวังนั้น จะสวดคนละทำนองกับของประชาชนทั่วไป เรียกว่า "ทำนองหลวง"
        ตามจารีตนิยมที่ถือสืบต่อกันมาจนกลายเป็นประเพณีที่ยอมรับทุกยุคทุกสมัย ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นประเทศนับถือพระพุทธศาสนามาตั้งแต่โบราณกาล ในพิธีการต่างๆ จะต้องอาราธนาพระสงฆ์ผู้อุปสมบท ประพฤติปฏิบัติตนตามหลักพระธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นเนื้อนาบุญของชาวโลกที่รองรับวัตถุทานอันผู้มีศรัทธาบริจาคเพื่อประโยชน์ และความสุขแก่ตนและหมู่ญาติ ตลอดจนหมู่ชนทั้งหลายผู้ล่วงลับจากโลกนี้ไปแล้ว
        “ พระพิธีธรรม ” เป็นตำแหน่งของพระสงฆ์ที่ทรงพระกรุณาโปรดให้พระราชาคณะผู้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสในพระอารามหลวงคัดเลือกพระสงฆ์ที่อยู่จำพรรษาในพระอารามนั้นๆ ทำการฝึกหัดสวดพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ โดยใช้ทำนองสวดจะต่างไปจากทำนองสวดศพบุคคลทั่วไป ซึ่งเป็นทำนองร้อยแก้ว หรือไม่ก็เป็นทำนองสังโยค 
        พระอารามหลวงทั้ง ๑๐ แห่ง ที่มีการแต่งตั้งพระพิธีธรรมมาแต่ครั้งรัชกาลที่ ๔ คือ ๑. วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฏ์ ๒. วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ๓. วัดสุทัศนเทพวราราม ๔. วัดจักรวรรดิราชาวาส ๕. วัดสระเกศ ๖. วัดระฆังโฆสิตาราม ๗. วัดประยุรวงศาวาส ๘. วัดอนงคาราม ๙. วัดราชสิทธาราม ๑๐. วัดบวรนิเวศวิหาร
        พระพิธีธรรม คือ พระสงฆ์จำนวน ๔ รูป ในพระอารามหลวง ๑๐ แห่งดังกล่าว ที่เจ้าอาวาสมอบหมายให้เป็นผู้สวดพระอภิธรรม ทำนองหลวง ปกติแต่ละพระอารามจะมีพระพิธีธรรม ๑ สำรับ (๔ รูป) แต่ในทางปฏิบัติจะมีการจัดพระสงฆ์ สำรองไว้ ๑ สำรับ เพื่อไว้แทนสำรับหลักของพระอารามในกรณีที่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้



         พระพิธีธรรมจะสวดพระอภิธรรมในทำนองหลวง ซึ่งมีลักษณะคล้ายการสวดมหาชาติคำหลวง คือสวดเป็นทำนอง มีเม็ดพรายในการสวดที่แตกต่างกันไปทั้งหลบเสียง เอื้อนเสียง ลีลาในการสวดพระอภิธรรมจะเป็นลักษณะเฉพาะของแต่ละวัด ในปัจจุบันนี้ การสวดพระอภิธรรมแบบหลวงมี ๔ ทำนอง คือ

๑) ทำนองกะ แยกเป็น ๒ ลักษณะ คือ กะเปิด เป็นการสวดที่เน้นการออกเสียงคำสวดชัดเจน และกะปิด เป็นการสวดที่เน้นการสวดเอื้อนเสียงยาวต่อเนื่องกันตลอดทั้งบท ไม่เน้นความชัดเจนของคำสวด วัดที่สวดทำนองนี้ เช่น วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์)
๒) ทำนองเลื่อนหรือทำนองเคลื่อน ได้แก่ การสวดที่ว่าคำไม่เน้นความชัดเจนของคำสวด และเอื้อนเสียงทำนองติดต่อกันไปโดยไม่ให้เสียงขาดตอน วัดที่สวดทำนองนี้ เช่น วัดระฆังโฆสิตาราม
๓) ทำนองลากซุง ได้แก่ การสวดที่ต้องออกเสียงหนักในการว่าคำสวดทุก ๆ ตัวอักษรเอื้อนเสียงทำนองจากหนักแล้วจึงแผ่วลงไปหาเบา วัดที่สวดทำนองนี้ เช่น วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์
๔) ทำนองสรภัญญะ ได้แก่ การสวดที่ว่าคำสวดชัดเจนและมีการเอื้อนทำนองเสียงสูง-ต่ำไปพร้อมกับคำสวดนั้น ๆ วัดที่สวดทำนองนี้ เช่น วัดบวรนิเวศวิหาร
 
ขอบคุณภาพจาก https://goo.gl/Tt8ZsP

        
        บทสวดพระอภิธรรม จะใช้บทมหานมัสการ บทพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ และบทพระธรรมใหม่ ซึ่งเป็นบทพระบาลีที่เป็นบทพระธรรมจริงๆ และเป็นภาษาอินเดียโบราณซึ่งฟังเข้าใจยาก สำหรับท่านที่ไม่มีพื้นฐานความรู้ในด้านนี้ บทพระธรรมที่ใช้สวดนั้น โดยบทพระธรรมใหม่ ได้แก่บทสวดที่ขึ้นต้นด้วยบทว่า อาสวา ธมฺมา.... และ สญฺโญชนา ธมฺมา...ใช้สวดคู่กับบทพระธรรม ๗ คัมภีร์ซึ่งเป็นของเดิม คือ
๑. บทธัมมสังคณี ว่าด้วยธรรมที่รวมเป็นหมวดหมู่ แล้วแยกเป็นธรรมเป็นกุศล ธรรมเป็นอกุศล และธรรมเป็นอัพพยากฤต(ธรรมที่ไม่เป็นกุศล ไม่เป็นอกุศล และธรรมที่ไม่เป็นทั้งกุศลและอกุศล)
๒. บทวิภังค์ ว่าด้วยธรรมที่แยกกันเป็นข้อๆ เช่น ขันธ์ ๕ แยกออกเป็น รูป เวทนา สัญญา สังขาร และ วิญญาณ
๓. บทธาตุกถา ว่าด้วยธรรมจัดระเบียบความสัมพันธ์โดยถือธาตุเป็นหลัก เช่น ธรรมที่สงเคราะห์เป็นหมวดกันได้และไม่ได้
๔. บทปุคคลกถา ว่าด้วยบัญญัติ ๖ ชนิด แสดงรายละเอียดเฉพาะบัญญัติอันเกี่ยวกับบุคคล
๕. บทกถาวัตถุ ว่าด้วยคำถาม คำตอบในหลักธรรมประมาณ ๒๑๙ หัวข้อ เพื่อถือเป็นหลักในการตัดสินพระธรรม
๖. บทยมกะ ว่าด้วยธรรมที่รวบรวมแสดงเป็นคู่ๆ เช่น ธรรมเหล่าใดเป็นกุศล ธรรมเหล่านั้นมีเหตุเป็นอันเดี่ยวกันกับกุศลใช่ไหม?
๗. บทปัฏฐาน ว่าด้วยปัจจัย คือ สิ่งที่เกื้อกูลสนับสนุนกันให้ธรรมอื่นเกิดขึ้น




       
        พระสงฆ์ผู้ได้รับแต่งตั้งเป็นพระพิธีธรรม เป็นผู้ที่มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ เป็นผู้มีวิริยะอุตสาหะในการฝึกซ้อมสวดพระอภิธรรมทำนองหลวง และทรงจำลีลาการสวดตามแบบที่บุรพาจารย์ในพระอารามได้กำหนดไว้ เพราะการสวดพระอภิธรรมทำนองหลวงจะไพเราะและยังความศรัทธาให้เกิดขึ้นได้ ย่อมเกิดจากการสวดที่พร้อมเพรียงกัน มีสามัคคี แห่งเสียงที่รวมเป็นหนึ่ง จังหวะเอื้อนเสียง หยุดหายใจ จะพรักพร้อมตลอดการสวด ไม่ช้าไม่เร็วเกินไป



        พระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม เป็นเครื่องประกอบเกียรติยศที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานถวายพระศพหรือแก่ศพในพระบรมราชานุเคราะห์ ดังนั้น พุทธศาสนิกชนทั้งหลายควรนอบนำจิตมาไว้ภายในตัว ประคองจิตให้สงบเป็นสมาธิ ขณะฟังสวดพระอภิธรรม แสดงถึงความเคารพต่อพระธรรม ท่านทั้งหลายย่อมได้รับอานิสงส์แห่งการฟังธรรมตามกาล ย่อมประสบความสุข ความเจริญ เป็นสิริมงคลแก่ชีวิตสืบไป


ขอบคุณข้อมูลอ้างอิง
1.http://www.watrakang.com/pitetham.php
2.https://www.facebook.com/dr.sinchai.chaojaroenrat/posts/1253064868072360:0
3.http://www.manager.co.th/Dhamma/ViewNews.aspx?NewsID=9510000012939
4.ภาพจาก https://goo.gl/G9WNhn 
5.https://goo.gl/V27n7Q

ตระกูล "คิว" ในทางพระพุทธศาสนา...คุณอยู่ในตระกูล "คิว" ใดบ้าง?


     
        IQ และ EQ เรามักจะได้ยินบ่อยๆ และรู้จักกันดีอยู่แล้ว เพราะในปัจจุบันทางการแพทย์พูดถึงอีคิว… EQ. ร่วมกับไอคิว...IQ. เปรียบเสมือนดังคู่แฝดเลยทีเดียว แต่ยังมีอีกหลาย คิว IQ EQ AQ MQ SQ ที่น่าศึกษาและทำความรู้จัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตระกูล "คิว" ที่อิงหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา...ไปดูกันเลยค่ะ


IQ(Intelligence Quotient) ความฉลาดทางปัญญา

        ตัวแรกที่จะกล่าวถึง คือ  ความสามารถทางการวิเคราะห์ ความสามารถทางวิชาการ ความจำ การอ่าน-เขียน การคำนวณ การพัฒนาด้าน IQ นี้มาจากกรรมพันธุ์ ๕๐ % อีก ๕๐%  มาจากสิ่งแวดล้อม และการเลี้ยงดู
        หลักธรรมที่ช่วยเสริมสร้างให้การพัฒนาด้าน IQ นี้ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพได้แก่  สุ จิ ปุ ลิ
        สุ คือ สุตมยปัญญา ปัญญาจากการฟัง ตีความว่า การฟัง คือ การรับสาร หรือ สาระ ทั้งปวงจากสื่อต่าง ๆ มิใช่แต่เฉพาะการฟังทางหูอย่างเดียว
        จิ คือ จินตมยปัญญา ปัญญาจากการคิด คือ รู้จักไตร่ตรอง หัดใช้เหตุผลวิเคราะห์ ช่วยให้เกิดจินตนาการ และการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ
        ปุ คือ ปุจฉา แปลว่า ถาม จาก สุ และ จิ ต้องมีความปรารถนาหาคำตอบเพิ่มเติม ด้วยวิธีการต่าง ๆ ให้มีปัญญางอกเงยยิ่ง ๆ ขึ้น
        ลิ คือ ลิขิต จดบันทึก ต่อมาคำว่า "จด" ก็ขยายเป็น การพิมพ์ การทำฐานข้อมูล ที่สามารถนำไปรวบรวม ศึกษา วิเคราะห์ หรือสังเคราะห์ ให้เป็นผลงานที่มีประโยชน์ ตามด้วยองค์คุณของพหูสูต
        ๑. พหุสฺสุตา..............ฟังมาก เล่าเรียนมาก อ่านมาก สั่งสมความรู้มาก
        ๒. ธตา.....................จำได้ จำเนื้อหาสาระไว้ได้แม่นยำ
        ๓. วจสา ปริจิตา.........ท่องบ่น หรือพูดถึงอยู่เสมอๆ จนคล่องแคล่วจัดเจน
        ๔. มนสานุเปกฺขิตา....ใส่ใจนึกคิดจนเจนใจ นึกถึงครั้งใดก็ปรากฏเนื้อความออกมาชัดเจน
        ๕. ทิฏฺฐิยา สุปฏิวิทฺธา...เข้าใจความหมายและเหตุผล ความสัมพันธ์โยงใยกับเรื่องอื่นๆ




MQ(Moral Quotient) ความฉลาดทางคุณธรรม

        ความฉลาดทางคุณธรรม ต้องปลูกฝังในวัยเด็กจึงจะได้ผล เพื่อให้ติดเป็นนิสัยและเป็นธรรมชาติ   หลักธรรมที่ช่วยเสริมสร้างให้การพัฒนาด้านนี้ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ  ได้แก่ ฆราวาสธรรม 

        ๑.สัจจะ   ความซื่อสัตย์ จริงใจต่อกัน เป็นหลักสำคัญที่จะให้เกิดความไว้วางใจ และไมตรีจิตสนิทต่อกัน
        ๒.ทมะ   การรู้จักบังคับควบคุมอารมณ์ ข่มใจระงับความรู้สึกต่อเหตุบกพร่องของกันและกัน แก้ไขข้อบกพร่อง ให้กลมกลืนประสานเข้าหากันได้ ไม่เป็นคนดื้อด้านเอาแต่ใจและอารมณ์ของตน
        ๓.ขันติ   ความอดทน อดกลั้น ต่อความหนักและความร้ายแรงทั้งหลาย ชีวิตของผู้อยู่ร่วมกัน  เมื่อเกิดภัยพิบัติ ความตกต่ำคับขัน ไม่ตีโพยตีพาย แต่มีสติอดกลั้นคิดอุบายใช้ปัญญาหาทางแก้ไขเหตุการณ์ให้ลุล่วงไปด้วยดี
        ๔.จาคะ  ความเสียสละ ความเผื่อแผ่ แบ่งปันตลอดถึงความมีน้ำใจเอื้อเฟื้อต่อกัน มิใช่คอยจ้องแต่จะเป็นผู้รับเอาฝ่ายเดียว ตลอดจนการเสียสละความพอใจและความสุขส่วนตน

สัปปุริสธรรม ๗ 
        ๑. ธัมมัญญุตา  ความเป็นผู้รู้จักเหตุ ได้แก่ รู้ชัดถึงเหตุแห่งความทุกข์เดือดร้อน และบ่อเกิดแห่งความผาสุก
        ๒. อัตถัญญุตา  ความเป็นผู้รู้จักผล ได้แก่ รู้ซึ้งถึงความเจริญสุขเป็นผลของบุญ และทุกข์โทษสืบมาแต่บาปทุจริต
        ๓. อัตตัญญุตา  ความเป็นผู้รู้จักตน ได้แก่ สำเหนียกความรู้ความสามารถ วางตนสมอัตภาพอย่างเจียมใจ
        ๔. มัตตัญญุตา  ความเป็นผู้รู้จักประมาณ ได้แก่ รู้จักใช้งบประมาณพอดีสมควรแก่ฐานะ
        ๕. กาลัญญุตา  ความเป็นผู้รู้จักกาลเวลา ได้แก่ จัดสรรกิจการให้ถูกจังหวะ
        ๖. ปริสัญญุตา  ความเป็นผู้รู้จักชุมชน ได้แก่ เข้าใจปรับบุคลิกภาพของตนให้สอดคล้องกับสมาคมทุกระดับ
        ๗. ปุคคลปโรปรัญญุตา  ความเป็นผู้รู้จักเลือกคบบุคคล ได้แก่ อ่านอัธยาศัยคนออก ถ่อมตนหรือยกย่องผู้อื่นสมแก่กรณี


RQ(Realistic Quotient) ความฉลาดมองเห็นความจริงในชีวิต

        แม้ว่าเราจะมีฉลาดรอบรู้มากมายหลายด้านอย่างใดก็ตาม แต่ความฉลาดรอบรู้นั้นจะหาประโยชน์อะไรไม่ได้เลย  หากยังไม่สามารถนำมาใช้ดับทุกข์ของเราได้ ดังนั้นความรู้เรื่องสัจธรรมความเป็นจริงของชีวิต จึงเป็นความรู้ที่มีค่าและสำคัญยิ่งที่ทุกคนสมควรรู้ นั่นคือ อริยสัจสี่ ได้แก่
        ทุกข์ ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย พลัดพราก ไม่สมหวัง ไม่ได้ดังใจ เป็นทุกข์
        สมุทัย เหตุแห่งทุกข์ เพราะมีตัณหา คือปรารถนาใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ธรรมารมณ์
ความอยากมีอยากเป็น และความไม่อยากมีไม่อยากเป็น
        นิโรธ การดับทุกข์ ด้วยการปล่อยวาง การละ การเลิก ไม่พัวพันกับตัณหา และไม่เข้าไปยึดมั่นถือมั่น
        มรรค ทางดับทุกข์ ประกอบด้วย อริยมรรค ๘ ประการ คือ  สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต  สัมมาอาชีโว  สัมมาวายาโม  สัมมาสติ  สัมมาสมาธิ
        และสิ่งที่ทุกคนขาดเสียไม่ได้ ไม่ว่าหญิงหรือชาย ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ ควรหมั่นพิจารณาอยู่เสมอถึง อภิณหปัจจเวกขณ์ ๕ ประการ คือ
        ๑.ชราธัมมตา   เรามีความแก่เป็นธรรมดา ไม่สามารถล่วงพ้นความแก่ไปได้
        ๒.พยาธิธัมมตา  เรามีความเจ็บป่วยเป็นธรรมดา ไม่สามารถล่วงพ้นความเจ็บป่วยไปได้
        ๓.มรณธัมมตา   เรามีความตายเป็นธรรมดา ไม่สามารถล่วงพ้นความตายไปได้
        ๔.ปิยวินาภาวตา เราจักต้องพลัดพรากจากของที่รักที่ชอบใจไปทั้งหมดทั้งสิ้น
        ๕.กัมมัสสกตา   เรามีกรรมเป็นของตน ทำกรรมใดไว้ ดีหรือชั่วก็ตาม จักต้องได้รับผลของกรรมนั้น

        เมื่อหมั่นพิจารณาอยู่เสมออย่างนี้ ก็จะช่วยป้องกันความมัวเมา ในความเป็นหนุ่มสาว ในทรัพย์สมบัติ และในชีวิต ฯลฯ บรรเทาความลุ่มหลง ความยึดมั่นถือมั่น และป้องกันการทำทุจริต  ทำให้เร่งขวนขวายกระทำแต่สิ่งที่ดีงามเป็นประโยชน์ตลอดไป


AQ (Adversity Quotient)ความฉลาดในการเผชิญหน้า

        เมื่อเจออุปสรรคหรือปัญหาเฉพาะหน้า ก่อนอื่นใดจะต้องควบคุมอารมณ์ตนเองให้สงบ  ให้นิ่งก่อน แล้วให้มีทัศนคติในแง่บวกต่อปัญหาเสมอ โดยให้คิดเสมอว่าปัญหานั้น คือ โอกาสที่จะทำให้ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และทุกปัญหาสามารถแก้ไขได้เสมอ ถ้าหากผู้แก้ปัญหามีความอดทน ใส่ใจ และจริงใจ หลักธรรมที่ช่วยเสริมสร้างให้สามารถแก้ปัญหาและอุปสรรคต่างๆได้เป็นอย่างดีคือ พละ ๕ และอิทธิบาท ๔ ได้แก่

พละ ๕ คือ
๑.ศรัทธา ความเชื่อมั่นความมั่นใจ
๒.วิริยะ ความพากเพียรความพยายาม
๓.สติ ความตรึกตรองความรอบครอบ
๔.สมาธิ ความใส่ใจ ความแน่วแน่
๕.ปัญญา ความรู้ความเข้าใจปรับปรุงแก้ไข
                     
อิทธิบาท ๔ คือ
๑.ฉันทะ ความรักความพอใจในงาน
๒.วิริยะ ความอดทนต่อความยากลำบาก
๓.จิตตะ ความตั้งใจจดจ่อต่องาน
๔.วิมังสา การแก้ไขปรับปรุงหาข้อบกพร่อง

        ส่วนคุณธรรมที่เสริมสำหรับให้บุคคลนั้นทำการงานได้อย่างราบรื่นโดยประสบปัญหาและอุปสรรคน้อยที่สุด ซึ่งทุกคนควรจะสร้างเสริมให้มีไว้ก็คือ

๑.ปัญญาพละ ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับหน้าที่การงาน มีความเข้าใจในกิจการงานที่ทำเป็น อย่างดี
๒.วิริยะพละ มีความบากบั่นในกิจการงาน ไม่ทอดทิ้งหรือย่อหย่อนท้อถอย
๓.อนวัชชพละ ปฏิบัติหน้าที่การงานด้วยความสุจริต สะอาดบริสุทธิ์ ไม่มีข้อให้ใครติเตียนได้
๔.สังคหพละ ทำตนให้เป็นประโยชน์ต่อเพื่อนร่วมงาน ให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลเท่าที่ทำได้


SQ (Social Quotient) ทักษะทางสังคมการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น

        เพราะมนุษย์ไม่สามารถอยู่คนเดียวได้ ต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน จึงจำเป็นต้องใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นเป็นสังคม สังคมใดจะดำรงอยู่ได้ก็ด้วย จะต้องมีน้ำใจเอื้ออาทรต่อเพื่อนร่วมสังคมด้วยกัน ไม่คิดว่าตนเองเหนือกว่าใคร ต้องมีใจเปิดกว้างยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น อีกทั้งต้องไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน  จากสังคมเล็กๆ คือ ครอบครัว   หลายๆครอบครัวก็รวมเป็นสังคมหมู่บ้าน หลายหมู่บ้านก็เป็นสังคมเมือง  หลายๆเมืองก็เป็นประเทศ   หลายประเทศก็รวมกันเป็นสังคมโลก คุณธรรมสำคัญที่ทำหน้าที่คุ้มครองสังคมโลกให้ดำรงอยู่ได้ก็คือ ธรรมโลกบาล ได้แก่
หิริ มีความละอายใจ ไม่กระทำชั่ว ไม่ทำความเบียดเบียนแก่ผู้อื่น
โอตตัปปะ มีความสะดุ้งเกรงกลัวต่อผลร้ายที่จะตามมาจากการกระทำชั่วและความเบียดเบียนนั้น

        และสังคมจะถูกถักทอร้อยรัดเข้าด้วยกันก็ด้วยสายใยแห่งไมตรีซึ่งต่างมีให้แก่กันและกัน คุณธรรมที่เปรียบดังสายใยในการร้อยใจเข้าด้วยกันก็คือ สังคหวัตถุ ๔  ได้แก่

        ๑.ทาน การแบ่งปัน เอื้อเฟื้อ ช่วยเหลือด้วยปัจจัยสี่ ตลอดจนให้ความรู้ความเข้าใจ
        ๒.ปิยวาจา พูดจาต่อกันด้วยคำสุภาพ คำไพเราะ ประกอบด้วยประโยชน์ ทำให้เกิดรักใคร่นับถือ สามัคคีกัน
       ๓.อัตถจริยา ทำตนให้เป็นประโยชน์ ขวนขวายช่วยเหลือในกิจการงาน รวมทั้งช่วยแก้ไขปัญหา
       ๔.สมานัตตตา ทำตัวให้เข้ากับเขาได้ วางตนให้มีความเสมอภาค ไม่เอาเปรียบ มีทุกข์ร่วมต้าน มีสุขแบ่งปัน


PQ(Phisical Quotient) ความฉลาดทางพลานามัย

        มนุษย์เราประกอบด้วยส่วนสำคัญสองส่วน คือ กาย กับ ใจ ส่วนทั้งสองถ้าส่วนใดส่วนหนึ่งบกพร่องหรือเจ็บป่วยไป  ย่อมกระทบถึงอีกส่วนหนึ่งด้วยเสมอ  ดังนั้นจึงต้องรู้จักดูแลทั้งทางกายและใจควบคู่กันไป  หลักธรรมที่ช่วยส่งเสริมในข้อนี้คือ จักร ๔ 
        ๑.ปฏิรูปเทสวาสะ  เลือกแหล่งที่อาศัย แหล่งศึกษาเล่าเรียน ที่ทำงาน มีสภาพแวดล้อมที่ดีและเหมาะสม
        ๒.สัปปุริสูปัสสยะ   เลือกคบหากับบุคคลหรือหมู่คณะที่มีคุณธรรมความรู้
        ๓.อัตตสัมมาปณิธิ  ตั้งตนมั่นอยู่ในความดีงามมีศีลธรรม ดำเนินชีวิตด้วยหลักการอันถูกต้อง ดีงาม
        ๔.ปุพเพกตปุญญตา ใช้กุศลผลบุญที่ได้กระทำสะสมมาส่งเสริมกระทำความดีให้เพิ่มยิ่งขึ้นอีก

        การที่มีเวลาได้ทำสิ่งดีงามมากขึ้นก็จักทำให้ชีวิตดีขึ้นและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมมากขึ้น ดังนั้น  การมีอายุยืนเพื่อทำความดีให้ได้มากจึงเป็นสิ่งที่ดี


EQ(Emotion Quotient) ความฉลาดทางอารมณ์

        ความฉลาดทางอารมณ์ คือ ความสามารถในการควบคุมตนเองไม่ให้หวั่นไหวไปตามเหตุการณ์ต่างๆ ไม่ให้ก้าวร้าว อวดดี ซึ่งจะช่วยให้การดำเนินชีวิตเป็นไปอย่างราบรื่นและมีความสุขหลักธรรมที่จะช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพ ควรน้อมนำไปปฏิบัติเพื่อพัฒนาได้เป็นอย่างดี คือ พรหมวิหาร ๔
       ๑. เมตตา : ความปรารถนาให้ผู้อื่นได้รับสุข เพราะความสุขเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา
       ๒. กรุณา : ความปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์
: ทุกข์โดยสภาวะ หรือเกิดจากเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของร่างกาย เช่น การเกิด การเจ็บไข้ ความแก่ และความตายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งรวมเรียกว่า กายิกทุกข์
: ทุกข์จรหรือทุกข์ทางใจ อันเป็นความทุกข์ที่เกิดจากสาเหตุที่อยู่นอกตัวเรา เช่น เมื่อปรารถนาแล้ว ไม่สมหวังก็เป็นทุกข์ การพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก ก็เป็นทุกข์ รวมเรียกว่า  เจตสิกทุกข์
        ๓. มุทิตา : ความยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี ความปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุขความเจริญก้าวหน้า   ยิ่งๆ ขึ้น ไม่มีจิตใจริษยา
        ๔. อุเบกขา : การรู้จักวางเฉย หมายถึง การวางใจเป็นกลางเพราะพิจารณาเห็นว่า ใครทำดีย่อมได้ดี ใครทำชั่วย่อมได้ชั่ว ตามกฎแห่งกรรม ไม่ควรดีใจหรือคิดซ้ำเติมเขาในเรื่องที่เกิดขึ้นและต้องปราศจาก อคติ ๔ คือ
        ๑. ฉันทาคติ..... ลำเอียงโดยสนับสนุนญาติมิตรที่ชอบพอ หรือผู้จ่ายสินจ้างแก่ตน
        ๒. โทสาคติ.....ลำเอียงเข้าข้างหรือลงโทษฝ่ายที่ตนเกลียดชังให้หนักกว่าฝ่ายที่ตนชอบพอ
        ๓. โมหาคติ.... ลำเอียงเสียความยุติธรรมเพราะโฉดเขลา ไม่รู้ทันเหตุการณ์ที่แท้จริง
        ๔. ภยาคติ....ขาดดุลย์ยอมร่วมด้วยเพราะเกรงอำนาจอิทธิพล หรือกลัวจะขาดผลประโยชน์

        มาถึงตรงนี้แต่ละท่านทราบแล้วใช่ไหมว่า มีบุคลิกภาพ แบบ"คิว" ตัวใดบ้าง? ถ้าชอบหรือถูกใจ "คิว"ตัวไหน ท่านสามารถสร้างและพัฒนาขึ้นให้เกิดขึ้นในตัวได้ นี่คือความโชคดีที่สุดที่เกิดมาพบพระพุทธศาสนาและได้ศึกษาคำสอนที่เกิดจากปัญญาความรู้แจ้งของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ซึ่งธรรมะของพระพุทธองค์ เป็น อกาลิโก คือไม่จำกัดกาล ไม่ล้าสมัย ผู้ใดได้ฝึกฝน พากเพียรปฏิบัติตามหลักธรรมอย่างต่อเนื่อง ย่อมได้รับความสุข ความสำเร็จ และเป็นประโยชน์แก่ชีวิตทั้งโลกนี้และโลกหน้าอย่างแน่นอนค่ะ

       

ขอบคุณข้อมูล
1.http://oknation.nationtv.tv/blog/krootamdii/2012/10/27/entry-1
2.http://iqlearningtoy.weloveshopping.com/store/article/view/ (https://goo.gl/qHxC8T)