แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระพุทธเจ้า แสดงบทความทั้งหมด

เศรษฐีตีนแมว: เริ่มต้นทำทานด้วยความไม่เต็มใจ ใช้นิ้ว ๓ นิ้วหยิบของให้ทาน แต่ด้วยอาศัยอุบาสกผู้เป็นบัณฑิตและฉลาด จึงกลับใจได้สติ เกิดศรัทธา เมื่อเศรษฐีฟังธรรมจึงได้ดวงตาเห็นธรรม บรรลุเป็นโสดาบันบุคคลในที่สุด


     นับถอยหลังอีกไม่กี่วันจะถึงวันออกพรรษาแล้ว ปีนี้ตรงกับ วันพฤหัสบดีที่ ๕ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๖๐ /ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนสิบเอ็ด ปีระกา 
     ถือเป็นโอกาสอันดีที่ชาวพุทธจะเข้าวัดเพื่อบำเพ็ญกุศลแก่พระสงฆ์ที่ท่านได้ตั้งใจจำพรรษาและตั้งใจปฏิบัติธรรมมาตลอดจนครบสามเดือนในวันออกพรรษา และวันถัดจากวันออกพรรษา ๑ วัน ก็ได้มีการทำบุญตักบาตรครั้งใหญ่ เรียกว่า ตักบาตรเทโว หรือ ตักบาตรเทโวโรหณะ เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์สำคัญในพุทธประวัติ นอกจากนี้ ช่วงเวลาออกพรรษายังถือเป็นเวลากฐินกาลตามพระวินัยปิฎกเถรวาท เป็นช่วงเวลาที่พุทธศาสนิกชนชาวไทยจะเข้าร่วมบำเพ็ญกุศลเนื่องในงานกฐินประจำปีในวัดต่าง ๆ ด้วย ซึ่งนับว่าเป็นบุญกาลทานที่มีอานิสงส์มาก 
     วันนี้จึงขอนำเรื่องราวยุคพุทธกาล ตัวอย่างของอุบาสกท่านหนึ่งที่เกิดศรัทธาจึงได้สร้างมหาทานทั้งทำด้วยตัวเองและยังมีหัวใจยิ่งใหญ่ เป็นกัลยาณมิตรชักชวนผู้อื่นให้ได้มาร่วมทำบุญในเนื้อนาบุญอันเลิศด้วย

เศรษฐีเท้า(ตีน)...แมว 

     เรื่องนี้เกิดขึ้นในสมัยที่พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ อุบาสกผู้หนึ่ง ไปฟังธรรมที่วัดเชตวัน ในกรุงสาวัตถีได้ยินพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า 
⇒ "บุคคลบางคนให้ทานด้วยตนเอง แต่ไม่ชักชวนผู้อื่น เพราะฉะนั้นเมื่อเขาตายไป เขาย่อมได้รับโภคสมบัติ แต่ไม่ได้รับบริวารสมบัติในที่ ๆ เขาไปเกิด
⇒ ส่วนบางคนตนเองไม่ให้ทาน แต่เที่ยวชักชวนคนอื่นให้ให้ทาน เพราะฉะนั้นเมื่อเขาตายไป เขาก็ย่อมได้รับแต่บริวารสมบัติ แต่ไม่ได้รับโภคสมบัติในที่ ๆ เขาไปเกิด
⇒ ส่วนบางคนตนเองก็ไม่ให้ทาน ทั้งไม่ชักชวนคนอื่นให้ให้ทานด้วย เพราะฉะนั้นเมื่อเขาตายไป เขาก็ย่อมไม่ได้รับทั้งโภคสมบัติ และบริวารสมบัติในที่ๆ เขาไปเกิด
⇒ ส่วนบางคนตนเองก็ไห้ทาน ทั้งยังชักชวนคนอื่นให้ให้ทานด้วย เพราะฉะนั้นเมื่อเขาตายไป เขาก็ได้รับทั้งโภคสมบัติ และบริวารสมบัติในที่ๆ เขาไปเกิด"
     อุบาสกผู้นี้เป็นบัณฑิต ได้ฟังดังนั้นก็คิดจะทำบุญให้ได้รับผลครบทั้งโภคสมบัติและบริวารสมบัติ 
     เขาจึงเข้าไปกราบทูลขอถวายภัตตาหารแก่พระพุทธเจ้าและพระสงฆ์สาวกทั้งหมดในวันรุ่งขึ้น 
     พระพุทธเจ้าก็ทรงรับคำอาราธนานั้น อุบาสกนั้นจึงได้เที่ยวป่าวร้องไปตามชาวบ้านร้านตลาดทั้งหลาย ชักชวนให้บริจาคข้าวสารและของต่างๆ เพื่อนำมาประกอบอาหารถวายก็ได้รับสิ่งของต่างๆ มากบ้างน้อยบ้างตามศรัทธาและฐานะของผู้บริจาค อุบาสกคนนั้นเที่ยวป่าวร้องไปอย่างนี้ จนมาถึงร้านค้าของท่านเศรษฐีผู้หนึ่ง 

     ท่านเศรษฐีเกิดไม่ชอบใจที่เห็นอุบาสกนั้นเที่ยวป่าวร้องไปอย่างนั้น ท่านคิดว่า "อุบาสกคนนี้เมื่อไม่สามารถถวายอาหารแก่พระพุทธเจ้า และพระสงฆ์สาวกทั้งวัดเชตวันได้ ก็ควรจะถวายตามกำลังของตน ไม่ควรจะเที่ยวชักชวนคนอื่นเขาทั่วไปอย่างนี้
     เพราะเหตุที่คิดอย่างนี้ แม้ท่านจะร่วมทำบุญกับอุบาสกนั้นด้วย แต่ท่านก็ทำด้วยความไม่เต็มใจได้หยิบของให้เพียงอย่างละนิดละหน่อย คือใช้นิ้ว ๓ นิ้วหยิบของนั้น จะหยิบได้สักเท่าไร เวลาให้น้ำผึ้ง น้ำอ้อย ก็ให้เพียงไม่กี่หยด เพราะเหตุที่ท่านมือเบามาก หยิบของให้ทานเพียงนิดหน่อย คนทั้งหลายก็เลยตั้งชื่อท่านว่า เศรษฐีเท้าแมว เป็นการเปรียบเทียบความมือเบาของท่านกับความเบาของเท้าแมว
     อุบาสกนั้นเป็นคนฉลาด เมื่อรับของจากท่านเศรษฐีจึงได้แยกไว้ต่างหาก ไม่ได้รวมกับของที่ตนรับมาจากผู้อื่นเศรษฐีก็คิดว่า "อุบาสกนี้คงจะเอาเราไปเที่ยวประจานเป็นแน่
     เมื่อคิดอย่างนี้ จึงใช้ให้คนใช้ติดตามไปดู คนรับใช้ได้เห็นว่าอุบาสกนั้นนำเอาของของเศรษฐีไปแบ่งใส่ลงในหม้อที่ใช้หุงต้มอาหารนั้นหม้อ ละนิด อย่างข้าวสารก็ใส่หม้อละเมล็ดสองเมล็ดเพื่อให้ทั่วถึง พร้อมกับกล่าวให้พรท่านเศรษฐีด้วยว่า  "ขอให้ทานของท่านเศรษฐีจงมีผลมาก
     คนรับใช้ก็นำความมาบอกนาย ท่านเศรษฐีก็คิดอีกว่า "วันนี้เขายังไม่ประจานเราพรุ่งนี้เวลานำเอาอาหารไปถวายพระที่วัดเชตวัน เขาคงจะประจานเรา ถ้าเขาประจานเรา เราจะฆ่าเสีย
     ดังนั้นในวันรุ่งขึ้นท่านจึงเหน็บกริชซ่อนไว้แล้วไปที่วัดเชตวัน ในเวลาที่อุบาสกและชาวเมือง ช่วยกันอังคาสเลี้ยงดูพระพุทธเจ้าและพระภิกษุสงฆ์ เมื่อช่วยกันถวายภัตตาหารแล้ว อุบาสกผู้นั้นได้กราบทูลพระพุทธเจ้าว่า 
"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้เที่ยวชักชวนมหาชนให้ถวายทานนี้ขอให้ คนทั้งหลายผู้ที่ข้าพระองค์ชักชวนแล้ว บริจาคแล้ว ทั้งผู้บริจาคของมาก ทั้งผู้บริจาคของน้อย จงได้รับผลมากทุกคนเถิด"

     ท่านเศรษฐีได้ยินแล้วก็ไม่สบายใจ กลัวอุบาสกจะประกาศว่า ท่านให้ของเพียงหยิบมือเดียว คิดอีกว่า 
"ถ้าอุบาสกเอ่ยชื่อเรา เราจะแทงให้ตาย
     แต่อุบาสกนั้นกลับกราบทูลว่า 
"แม้ผู้ที่บริจาคของเพียงหยิบมือเดียว ทานของผู้นั้นก็จงมีผลมากเถิด"

     ท่านเศรษฐีได้ฟังดังนั้นก็ได้สติ คิดเสียใจว่า "เราได้คิดร้ายล่วงเกินต่ออุบาสกนี้อยู่ตลอดเวลา แต่อุบาสกนี้เป็นคนดีเหลือเกิน ถ้าเราไม่ขอโทษเขา เราก็เห็นจะได้รับกรรมหนัก " คิดดังนี้แล้ว จึงเข้าไปหมอบแทบเท้าของอุบาสกนั้น เล่าเรื่องให้ฟังพร้อมทั้งขอให้ยกโทษให้ พระพุทธองค์ทอดพระเนตรเห็นกริยาอาการของท่านเศรษฐีอย่างนี้ก็ตรัสถามขึ้น เมื่อทรงทราบแล้วจึงได้ตรัสว่า 

"ขึ้นชื่อว่าบุญแล้ว ใคร ๆ ไม่ควรดูหมิ่นว่าบุญนี้เล็กน้อย ทานที่บุคคลถวายแล้วแก่ภิกษุสงฆ์ อันมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขเช่นนี้ ไม่ควรดูหมิ่นว่าบุญนี้เล็กน้อย คนที่ฉลาดทำบุญอยู่ ย่อมเต็มด้วยบุญ เหมือนหม้อน้ำที่เปิดปากไว้ ย่อมเต็มด้วยน้ำฉันนั้น" 

     ในตอนท้าย พระพุทธองค์ตรัสพระคาถาว่า "บุคคลไม่ควรดูหมิ่นบุญเล็กน้อยว่าจะไม่มาถึง แม้หม้อน้ำก็ยังเต็มด้วยหยาดน้ำที่ตกลงมาฉันใด ผู้ฉลาดเมื่อสะสมบุญแม้ทีละน้อยทีละน้อย ก็ย่อมเต็มด้วยบุญฉะนั้น"
     ท่านเศรษฐีได้ฟังแล้วก็ได้ดวงตาเห็นธรรม บรรลุเป็นพระโสดาบันบุคคล พระธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ประกอบด้วยประโยชน์อย่างยิ่งอย่างนี้ ถ้าเราหมั่นฟังอยู่เสมอและฟังด้วยความตั้งใจ ก็ย่อมได้ปัญญา ดังเศรษฐีท่านนี้เป็นตัวอย่าง
     จากเรื่องของท่านเศรษฐีผู้นี้ ทำให้ทราบว่า การให้ทานนั้น เป็นเหตุให้ได้รับโภคสมบัติ การชักชวนผู้อื่นให้ทานนั้นเป็นเหตุให้ได้รับบริวารสมบัติ ในที่ๆ ตนไปเกิด
     เพราะฉะนั้น เมื่อใครเขาทำบุญ หรือใครเขาชักชวนใคร ๆ ทำบุญ ก็อย่าได้ขัดขวางห้ามปรามเขา เพราะการกระทำเช่นนี้เป็นบาป เป็นการทำลายประโยชน์ของบุคคลทั้ง ๓ ฝ่าย คือตนเองเกิดอกุศลจิตก่อน ๑ ทำลายลาภของผู้รับ ๑ ทำลายบุญของผู้ให้ ๑



ขอบคุณเนื้อหาและภาพจาก
- http://www.ariyadham.com/thread-1284-1-1.html
- https://goo.gl/ZWTyY3
- https://goo.gl/bvtdNR


เครื่องบินตกตายหมู่หรือรถชนตายหมู่ เพราะกรรมอะไร? ในพระพุทธศาสนาบอกไว้หรือไม่?


สงสัยว่าผู้ที่นั่งเครื่องบินไปตกตายหมู่หรือรถชนกันตายหมู่เป็นสิบเป็นร้อยศพนั้น พวกนี้ทำกรรมอะไรไว้ ในพระพุทธศาสนาบอกไว้หรือไม่???

ตอบ เรื่องการตายหมู่นี้ท่านเล่าไว้เหมือนกัน ในคัมภีร์พระธรรมบท คือเรื่องพระเจ้าวิฑูฑภะ

   เรื่องมีว่า พระเจ้าวิฑูฑภะเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าปเสนทิโกศลแห่งเมืองสาวัตถี ประสูติแต่พระนางวาสภขัตติยา ซึ่งเป็นเชื้อสายของเจ้าศากยะแห่งเมืองกบิลพัสดุ์ หากจะนับตามลำดับญาติกันแล้วพระเจ้าวิฑูฑภะก็คือพระญาติของพระพุทธเจ้านั่นเอง สมัยที่ยังทรงเป็นเจ้าชายอยู่ ทรงมีความเคียดแค้นพระประยูรญาติฝ่ายพระมารดา โดยถูกดพระญาติเมืองกบิลบพัสดุ์ดูหมั่นเหยียดหยามว่าตนมีพระมารดาที่มีศักดิ์แค่เพียงลูกพระสนม เมื่อได้ครอบครองราชสมบัติต่อจากพระราชบิดาแล้ว พระเจ้าวิฑูฑภะจึงเสด็จกรีธาทัพไปประชิดเมืองกบิลพัสดุ์ทันที ทรงรับสั่งให้ฆ่าเจ้าศากยะทุกพระองค์ เว้นพระเจ้ามหานามะผู้เป็นพระเจ้าปู่พระองค์เดียวเท่านั้น แม้พระพุทธเจ้าจะเสด็จไปทรงแสดงพระอาการห้ามถึงสองครั้งก็ไม่อาจต้านทานไว้ได้ ทหารพระเจ้าวิฑูฑภะผู้บ้าคลั่ง จึงตะลุยฆ่าพวกเจ้าศากยะอย่างบ้าเลือด เมืองกบิลพัสดุ์ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ มีทหารเพียงหยิบมือเดียว ซ้ำยังเป็นผู้มีคุณธรรมตั้งอยู่ในธรรมอีก ก็ถึงกาลอวสานย่อยยับลงไปด้วยประการฉะนี้ 





   พระประยูรญาติของเจ้าชายสิทธัตถะหรือพระพุทธเจ้าของเราก็เลยขาดสูญมาตั้งแต่บัดนั้น และถัดมาอีกปีหรือสองปี พระพุทธองค์ก็เสด็จปรินิพพาน

   เขียนมาถึงตรงนี้ก็อยากจะวิจารณ์เหตุการณ์พุทธประวัติตรงนี้สักเล็กน้อย เป็นการแก้ข้อกล่าวหาและข้อข้องใจของบางคนที่ว่าพระพุทธเจ้าออกบวชคนเดียวไม่พอ ยังพรากลูก พรากพ่อ พรากหลาน ชักชวนประยูรญาติหนุ่มๆออกบวชด้วย คือพระนันทะ(พระอนุชา) พระนางรูปนันทา (พระภคินี) พระนางพิมพา พระอนุรุทธะ พระกิมพิละ พระภคุ เป็นต้นทำให้กบิลพัสดุ์หมดวงศ์หมดผู้สืบสกุลไปมาก พออ่านเรื่องพระเจ้าวิฑูฑภะนี่แล้วยังคิดว่าดีแล้วหนอ ดีแท้หนอ ที่พระประยูรญาติวัยเยาว์ทั้งหลายเหล่านั้นได้ออกบวชกันเสียก่อน หากไม่บวชยังสืบลูกสืบหลานกันอยู่ไซร้ คงไม่แคล้วเป้นเหยื่อคมดาบของพระเจ้าวิฑูฑภะ และเหล่าทหารเหมือนเจ้าศากยะองค์อื่นๆ ที่ไม่บวชเป็นแน่ แล้วจะได้ประโยชน์อันใดเล่า หากสิ้นชีพด้วยคมหอกคมดาบเช่นนั้น แต่ทุกท่านที่ออกบวชต่างได้บรรลุนิพพานกันหมด มีนิพพานเป็นทางไปทุกองค์ เว้นแต่พระเทวทัต ผู้ถูกลาภสักการะครอบงำเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่บวชแล้วยังต้องไปสู่อเวจีมหานรก
แล้วอย่างนี้ยังจะว่าพระพุทธเจ้าผิดอีกหรือ
(เล่าต่อ)
   เมื่อเจ้าวิฑูฑภะผู้มีความแค้นเป็นอารมณ์ได้ปฏิบัติการจองเวรอันโหดเหี้ยมต่อเจ้าศากยะเรียบร้อยสมประสงค์แล้ว ก็กรีธาทัพกลับสาวัตถีมหานคร ทหารต่างฮึกเหิมไชโยโห่ร้องกันมาตลอดทาง รอนแรมมาจนค่ำจึงหยุดพักที่ฝั่งแม่น้ำอจิรวดี ทหารต่างก็แยกกันไปพัก พวกหนึ่งนอนบนบกริมฝั่ง พวกหนึ่งนอนบนชายหาด พอหัวถึงพื้นต่างก็หลับใหลด้วยความอ่อนเพลีย 


   ไม่นานพวกมดเจ้ากรรมไม่รู้มาจากไหน พากันขึ้นมากัดทหารเหล่านั้นพัลวัน พวกที่นอนบนบกริมฝั่งก็ส่งเสียงเอะอะว่ามดตรงนี้ชุมจริง ไอ้มดจัญไร ที่อื่นมีเยอะแยะไม่ขึ้นมาขึ้นตรงนี้ที่เรานอนได้ ว่าแล้วก็ย้ายที่ลงไปนอนที่หาดทราย พวกที่นอนอยู่บนหาดทรายก็เกิดความรำคาญว่ามดพวกนี้ไหงมาอยู่ชายหาดได้ ว่าแล้วก็ขึ้นไปนอนบนบก เรียกว่าสลับที่กันนอน ตกดึกมาลมพัดเย็นสบายจึงหลับต่อแทบสลบไสลกันไป ค่อนแจ้งแม่น้ำก็ค่อยๆ เอ่อล้นขึ้น เพราะทางต้นน้ำฝนตกหนัก แล้วไหลบ่าลงมาใต้อย่างรวดเร็ว พัดพาเอาทหารที่นอนบนหาดทรายไปด้วย ทหารเหล่านั้นสุดจะช่วยตัวเองทันกลิ้งไปกับสายน้ำอันบ้าคลั่ง กระทบโขดหินตายบ้าง จมน้ำตายบ้าง ไม่เหลือรอดแม้แต่คนเดียว

ในจำนวนนั้น ท่านว่ามีพระเจ้าวิฑูฑภะด้วย

ส่วนทหารที่นอนบนบกริมฝั่งเลยรอดตัวไปทั้งหมด

สรุปแล้วทหารพวกนี้รอดตัวเพราะมดแท้ๆ และพวกที่ตายก็ตายเพราะมดจัญไรอย่างที่ตัวสบถออกมาอีกเหมือนกัน

   ตอบมาเสียยืดยาวแบบปากกาพาไปในเรื่องบ้าง นอกเรื่องบ้าง ก็เพื่อชี้ให้เห็นเป็นว่าการตายหมู่นั้นเคยมีมาแล้วในอดีต และเป็นอดีตอันน่าสยดสยองถึงกับมีจารึกไว้เป็นหลักฐาน คล้ายกับจะสอนคนรุ่นหลังว่าให้จำเหตุการณ์นี้ไว้เป็นเครื่องสอนในกันเถิด

   จุดของเรื่องก็อยู่ที่ว่า ข่าวนี้แพร่สะพัดไปทั่วชมพูทวีปอย่างรวดเร็วเหมือนไฟไหม้ป่า ต่างโจษขานกันว่าการตายหมู่ของคนพวกนั้นน่าสยดสยองใจจริงๆ แม้ภิกษุพุทธบุตรทั้งหลายก็อดเสียใจมิได้ แม้จะทราบว่า “กมฺมุนา วตฺตตี โลโก สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม” ก็ตามเถอะ ก็ยังไม่แจ้งชัดว่าเพราะกรรมอันใดเล่าจึงเป็นเช่นนี้ จึงเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ทูลถามเพื่อให้หายข้องใจ พระพุทธองค์จึงมีพระบัณฑูรตรัสว่า พวกเจ้าศากยะเหล่านี้ทำกรรมหนักไว้ คือได้เคยสมคบร่วมคิดกันโปรยยาพิษลงในแม่น้ำ ทำให้คนตายสัตว์ตายเสียมากต่อมาก ผลกรรมก็เลยตามสนอง ทำให้จมน้ำตายหมู่อย่างที่เห็น

   ส่วนพวกทหารนั้นเล่า พวกรอดตายแสดงว่ายังไม่ถึงที่ คือมิได้ทำกรรมหนักไว้ในอดีตจึงมีเหตุให้ลุกจากหาดไปนอนบนบกเสีย ส่วนพวกที่ตายเขาเรียกว่าถึงที่แล้ว ทั้งที่น่าจะพ้นไม่น่าตายเพราะนอนบนบกอยู่แล้ว แต่ก็ต้องลงไปนอนรอความตายบนชายหาด แสดงว่าพวกนี้เคยทำกรรมหนัก คือฆ่าหมู่เขามาหยกๆ ก็เลยมาตายหมู่ทำนอง “ดาบนั้นคือสนอง” นั่นแหละ

   หากจะถามว่า ทหารที่นอนบนบกก็ฆ่ามาเหมือนกัน แต่ทำไมไม่ตายเล่า

   ข้อนี้ท่านเล่าเฉลยไว้ว่า ทหารพวกรอดตายมิได้ทำกรรมหนัก เพียงแต่ฆ่าตามรับสั่ง คือฆ่าเฉพาะพวกที่พูดว่าเป็นเจ้าศากยะเท่านั้น นอกนั้นไม่ฆ่า เรียกว่าเป็นทหารอยู่ในสัจจะ และมีคุณธรรม รักษาวินัยดี ส่วนพวกที่ตายเป็นพวกที่เมามัน ทำเกินรับสั่ง ฆ่าหมด ไม่ว่าเจ้าศากยะหรือชาวเมืองลูกเด็กเล็กแดง พอเจอเป็นฟันดะเหมือนช้างตกมัน กรรมก็เลยตามสนองเอากังกล่าว



   จากเหตุการณ์ในอดีตตรงนี้ เราอาจนำมาเปรียบเทียบได้ว่า พวกที่ตายหมู่เพราะเครื่องบินตกก็ดี รถชนกันก็ดี เรือล่มก็ดี ถูกระเบิดตายก็ดี แสดงว่าเขาเหล่านั้นเคยทำกรรมร่วมกันไว้ในอดีตชาติ อาจจะเคยร่วมกันเป็นทีมโกงบ้านโกงเมือง เช่นอย่างที่เรียกกันในปัจจุบันว่า คอรัปชั่นเป็นทีม อาจจะเคยสมคบร่วมคิดกัน ใช้ให้เขาไปทำลายชาติอื่นเมืองอื่นหรืออาจจะเคยร่วมกันล้อมบ้านล้อมเมืองให้เขาอยากตายไปอย่างเช่นในการทำสงครามแบบเก่าๆ การกระทำเหล่านี้ล้วนเป็นการทำกรรมหมู่ทั้งนั้น เมื่อตายจากชาตินั้นไปแล้ว กรรมนั้นก็ติดตามไปเรื่อยๆ พอทันเข้าก็อาจยังไม่ให้ผลทันทีต้องรอจังหวะให้มาพร้อมกันก่อน คือให้คนทำกรรมร่วมกันมาพร้อมหน้าพร้อมตากันก่อน พอมาพร้อมแล้วกรรมก็เริ่มสำแดงผล

โครมเดียวตายเกลี้ยง

   ส่วนผู้ไม่เคยมีส่วนร่วมไปทำกรรมกับเขาไว้ แต่เผอิญไปอยู่ในหมู่นั้นด้วย ก็มักจะรอดตัวได้อย่างน่าอัศจรรย์

   เรื่องกรรมแสดงผลนี้เราอาจจะหาเหตุผลง่ายๆ ก็ได้ว่า คนที่ตายนั้นมิใช่ไม่เคยเดินทางโดนทางเรือ ทางรถ หรือทางเครื่องบิน เคยไปมาแล้วอย่างโชกโชน แต่รอดตัวมาได้เพราะสมาชิกคือผู้ร่วมทำกรรมยังมาไม่พร้อม กรรมก็ยังไม่สำแดงผล บางคนเพิ่งนั่งเครื่องบินครั้งแรก พอขึ้นฟ้าก็เจอดีเลยเพราะบังเอิญสมาชิกมาครบองค์ไม่ขาดพอดี และก็น่าแปลกเหมือนกัน สมาชิกที่ทำกรรมชั่วมาด้วยกัน มิใช่อยู่ใกล้กันเลย คนละบ้าน คนละจังหวัด บางทีคนละประเทศเสียด้วยซ้ำ แต่ต้องให้มาประจวบตายร่วมกันได้ มันเป็นเพราะอะไร "ถ้ามิใช่กรรม"

   เที่ยวบินอื่นทำไมไม่ไป รถคันอื่น เรือลำอื่นทำไมไม่ไป ทำไมต้องให้ไปเที่ยวบินนี้ เรือลำนี้ หรือรถคันนี้ด้วย ก็น่าคิด

อาจแย้งว่ามันบังเอิญกระมัง

   ทำไมจึงบังเอิญเอาตอนนี้ เที่ยวอื่นทำไมจึงไม่บังเอิญ คนอื่นทำไมจึงไม่บังเอิญ อาจมีผู้แย้งต่ออีกว่า เพราะความประมาทของเจ้าหน้าที่หรือคนขับก็ได้ ก็ต้องย้อนถามว่าทำไมจึงประมาท ถามแย้งและย้อนตอบต่อไปเรื่อยๆ ก็จะสรุปตรงจุดสุดท้ายว่า

"มันเป็นเพราะกรรม"


   ยังไม่เคยมีใครให้เหตุผลที่ดีไปกว่านี้ เพราะฉะนั้น เราจึงต้องเชื่อพระพุทธพจน์ที่วา “กมฺมุนา วตฺตตี โลโก สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม” กันไว้ก่อน


   และจากเรื่องนี้ทำให้เราได้ข้อคิดว่า คนเรานั้นเมื่อกรรมยังตามไม่ทันก็อย่าเพิ่งคิดประมาทว่าเราไม่มีกรรม คนที่เขาไม่มีกรรมต้องให้ตายหมู่ก็จะบังเอิญให้ไม่ไปเที่ยวบินนั้น บังเอิญให้ไปรถคันอื่น ไปเรือลำอื่น หรือไปวันอื่น คือให้พลาดไปเสีย แต่ผู้มีกรรมและถึงคราวกรรมให้ผลมันก็ให้ “บังเอิญ” อีกแหละ จะต้องไปวันนั้นให้ได้ ต้องไปรถคันนั้น ไปเรือลำนั้น หรือไปเที่ยวบินนั้นให้ได้ สุดท้ายก็ไปตายอย่างว่า

   พระท่านว่า “อันคนเรานั้นหากทำกรรมชั่วไว้ แม้จะเหาะขึ้นไปบนฟ้า หนีไปอยู่ในถ้ำในเขา ขุดหลุมหลบลงไปในดิน ลงเรือหนีไปในท้องทะเล หรือดำน้ำหนีลงไปใต้มหาสมุทร ที่จะพ้นความชั่วที่ตนเคยทำไว้เป็นอันไม่มี กรรมที่ทำไว้เป็นประดุจสุนัขไล่เนื้อวิ่งตามเนื้อสมันไป หากทันเนื้อสมันเมื่อไรเป็นต้องกัดทันที”

   หากจะเปรียบอย่างสมัยใหม่ก็ว่า เหมือนสุนัขตำรวจไล่กวดผู้ร้าย ทันกันเมื่อไรก็ขย้ำกันเมื่อนั้นนั่นแล



ขอบคุณข้อมูลเนื้อหาและภาพ
- หนังสือไขข้อข้องใจ ๒,จากวารสารมงคลสาร: ตุลาคม,๒๕๑๙).พระธรรมกิตติวงศ์(ทองดี สุรเตโช),๒๕๕๒.หน้า ๑๐๓-๑๐๘
https://goo.gl/qo4fFx , https://goo.gl/eUGbVx ,  https://goo.gl/ANh6Aq