แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมาธิ แสดงบทความทั้งหมด

วัดสอนแต่เรื่อง #ฟอกกาย #ฟอกวาจาและ #ฟอกใจให้สูงขึ้น

     
     ที่ผ่านมาหลายเดือนจวบจนปัจจุบัน บนหน้าสื่อหลักๆ สื่อออนไลน์ยังคงมุ่งมั่นสร้างวาทะกรรมว่าวัด #ฟอกเงิน ว่าพระ #ไม่สมถะ สร้างความเสียหายและเสื่อมเสียให้กับวัด บั่นทอนศรัทธาชาวพุทธและสร้างความสั่นคลอนให้เกิดขึ้นต่อสถาบันศาสนาซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์รวมใจของคนในชาติ สื่อเสี้ยมและผู้บงการอยู่เบื้องหลังของแผนการอันเลวร้ายเพื่อหวังทำลายศรัทธาชาวพุทธ ตั้งใจจะขุดรากถอนโคนพุทธศาสนาให้หมดสิ้นไปจากแผ่นดินไทยหรืออย่างไร!!!???


ขอย้ำชัดๆ ว่า วัดสอนแต่เรื่อง #ฟอกกาย #ฟอกวาจาและ #ฟอกใจให้สูงขึ้น

     แล้ววัดใช้หลักธรรมอะไรเพื่อ #ฟอกกาย วาจา ใจ ให้สะอาด สงบและทำให้จิตใจสูงขึ้น???

     หลักการ #ฟอกจิตใจให้สะอาด ในทางพุทธศาสนามีหลักง่ายๆ ๓ อย่าง คือ การให้ทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา



๑. การให้ทาน เป็นวิธี #ฟอกใจ ขั้นต้น
การให้ทาน คือการให้ที่ไม่หวังผลตอบแทนโดยหมายให้ผู้ได้รับได้พ้นจากทุกข์
     ซึ่งเป็นวิธีช่วย #ฟอกใจขั้นพื้นฐาน เพื่อขจัดอำนาจมืด ยางเหนียวหนืดที่ครอบงำจิตใจ คือความตระหนี่ ด้วยวิถีของการให้  เริ่มตั้งแต่การให้วัตถุ สิ่งของ หรือเงินเป็นทาน (อามิสทาน) การสอนให้ธรรมะเป็นความรู้เป็นทาน (ธรรมทาน) และสละอารมณ์ไม่ดีขุ่นมัว การให้อภัยในสิ่งที่คนอื่นทำไม่ดีกับเรา ไม่จองเวร หรือพยาบาทกัน (อภัยทาน) 


ควรบำเพ็ญ ซึ่งทาน คือการให้
ท่านว่าไว้ สวยงาม สามสถาน
หนึ่งให้ของ สองธรรมะ ชนะมาร
อภัยทาน ที่สาม งามเหลือเกิน

(ที่มาบทกลอน: https://goo.gl/MPR78E)

๒. การรักษาศีล เป็นวิธี #ฟอกกาย วาจา ใจ ขั้นกลาง 
     ศีลจะทำให้จิตใจสะอาดบริสุทธิ์ได้มากกว่าทานเพราะว่า การรักษาศีลนั้นเป็นการเพียรพยายามจะระงับสิ่งที่จะเกิดเป็นโทษทางกายและวาจาไม่ให้มันเกิดขึ้น

     ศีล แปลว่า ปกติ เป็นวินัยทางธรรมเบื้องต้นของคน เป็นเครื่องจำแนกคนออกจากสัตว์ ดังนั้น เราทุกคนควรรักษาศีล ๕ ได้แก่ ไม่ฆ่าสัตว์, ไม่ลักทรัพย์, การดำรงตนอยู่ในคู่ครองของตัวเอง, ไม่พูดปด พูดส่อเสียด หรือแม้แต่พูดคำหยาบ และไม่ดื่มสุราให้ขาดสติเป็นเหตุให้สติไม่ตั้งมั่นจิตใจเศร้าหมองลง

๓. สมาธิ เป็นวิธี #ฟอกจิตใจระดับสูงขึ้นมา 
     การเจริญภาวนาในพุทธศาสนาเป็นการทำความสะอาดจิตอย่างละเอียดเป็นการ #ซักฟอกจิตให้สะอาดจนถึงที่สุดได้ คือ ทำให้จิตเบาบางไปจากสิ่งปรุงแต่ง (กิเลสทั้งหลาย) จนกระทั่งหมดกิเลสได้ในที่สุด

     บุคคลที่หมั่นเพียร #ฟอกจิตใจ ตนเองให้สะอาด สูงส่ง บริสุทธิ์อยู่เสมอแล้ว บุคคลนั้นจะอยากถอยหลังลงมาเกลือกกลั้วสิ่งสกปรก สิ่งที่ไม่สะอาด คือกิเลสอีกหรือไม่ 
     เปรียบเหมือน มีชายคนหนึ่งที่ใส่เสื้อผ้าตรากตรำทำงานหนักทั้งวัน เหงื่อไคลไหลชุ่มทั่วตัว เสื้อผ้าสกปรกเหม็นคาวกลิ่นเหงื่อไคล พอถึงบ้านจึงรีบอาบน้ำชำระความสะอาดร่างกาย ถูฟอกด้วยสบู่ เช็ดตัวให้สะอาด โรยแป้งทำให้กลิ่นกายหอมสดชื่น เขาจึงมีความสุข ถามว่าชายคนนี้จะปรารถนากลับมาสวมเสื้อผ้าชุดเก่าที่สกปรก มีกลิ่นเหม็นอับและชุ่มด้วยเหงื่อไคล อีกหรือไม่??? ฉันใดฉันนั้น



     ปุถุชนบางคน ผู้ยังเต็มไปด้วยกิเลส ใช้สายตา ทัศนะของตนอันเอิ่มอาบด้วยกิเลสเจตนาร้าย อคติและความไม่รู้ มาว่าพระผู้ประพฤติดี ปฏิบัติชอบ ให้เกิดความเสียหาย การทำเยี่ยงนี้มันใช่เหรอ?

     สื่อเสี้ยม หรือคนใจมืดบอดที่บงการอยู่เบื้องหลังใช้สื่อเป็นเครื่องมือ ใช้คนหน้าเดิมๆ ไม่กี่คน ที่วันๆ ไม่รู้ว่าทำมาหากินอะไร? ขยันออกมา สร้างวาทกรรมอันร้ายกาจให้กับวัด ให้กับพระผู้ที่ท่านประพฤติดี ปฏิบัติชอบ ใส่ร้าย ยัดข้อหา ว่า พระ/วัดฟอกเงิน ทั้งที่จากจุดเริ่มต้นที่ถูกต้อง  คือการรับเงินบริจาคจากศรัทธาญาติโยมเพื่อนำมาใช้ในงานพระศาสนาเท่านั้นเอง



     ถ่มน้ำลายขึ้นฟ้า จะพยายามชักฟ้าให้ต่ำตามแรงปรารถนาของตน ฟ้าหาต่ำลงไม่ แต่บุคคลผู้มีเจตนาร้ายนั้นต่างหาก ยิ่งถ่ม ยิ่งอยากดึงฟ้าลง ตัวเองยิ่งต่ำเตี้ยถอยลงเรื่อยๆ ทุกอนุวินาที

ประโยชน์ทางด้านวิทยาศาสตร์ของสมาธิ 76 ข้อที่คุณอาจจะยังไม่ทราบ (ตอนจบ)

ที่มา: https://goo.gl/4TzxQu

3. ร่างกายและสุขภาพ

     ถ้าคุณไม่ชอบยา ลองทำสมาธิ เพราะหนึ่งออนซ์ของการป้องกันมีคุณค่าเป็นหนึ่งปอนด์ของการรักษา

การทำสมาธิช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง
     ผู้คนทั่วโลกเสียชีวิตจากโรคหัวใจมากกว่าโรคอื่น ๆ ผลการศึกษาที่เผยแพร่ในปลายปี 2012 กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงกว่า 200 คน ทั้งกลุ่มที่ใช้เวลาศึกษาด้านสุขภาพที่ส่งเสริมเรื่องการกินและการออกกำลังกายให้ดีขึ้น หรืออีกกลุ่มที่ใช้เวลาเรียนทำสมาธิล่วงพ้น (Transcendental Meditation) 
     ในช่วง 5 ปีต่อมา นักวิจัยทำการรวบรวมผู้เข้าร่วมทดลอง พบว่า กลุ่มคนที่ฝึกสมาธิมีผลต่อการลดความเสี่ยงโดยรวม ในการเป็นโรคหัวใจวาย, โรคหลอดเลือดสมองและความตาย ประมาณ 48%  พวกเขา กล่าวว่า การทำสมาธิ "ลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต, กล้ามเนื้อหัวใจวาย ในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ 
     การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้สัมพันธ์กับความดันโลหิตต่ำและปัจจัยความเครียดทางจิตสังคม
     นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยอื่น ๆ ที่ชี้ให้เห็นถึงข้อสรุปที่คล้ายกันเกี่ยวกับสุขภาพและเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง
ที่มา: Time Magazine, American Heart Association, HealthCentral

การทำสมาธิมีผลต่อยีนที่ควบคุมความเครียดและภูมิคุ้มกัน
     การศึกษาจากโรงเรียนการแพทย์ ฮาร์วาร์ด แสดงให้เห็นว่า หลังจากฝึกโยคะและการทำสมาธิแล้ว บุคคลดังกล่าวมีการปรับปรุงการผลิตพลังงานซึ่งเป็นสารในดีเอ็นเอ (mitochondrial) การบริโภคและความยืดหยุ่น การปรับปรุงนี้ช่วยพัฒนาระบบภูมิคุ้มกันให้สูงขึ้นและความยืดหยุ่นต่อความเครียด
ที่มา: Bloomberg, NCBI, American Psychosomatic Medicine Journal, Journal

การทำสมาธิลดความดันโลหิต
     การวิจัยทางคลินิก ชี้ให้เห็นว่า การปฏิบัติสมาธิแบบเซน (ที่
รู้จักกันในนาม "Zazen") ช่วยลดความเครียดและความดันโลหิตสูง         อีกหนึ่งการทดลองในเวลาเดียวกันด้วยเทคนิคที่เรียกว่า "ภาวะตอบสนองแบบผ่อนคลาย" ให้ผลลัพธ์ที่คล้ายคลึงกัน โดย 2/3 ของผู้ป่วยความดันโลหิตสูง มีความดันโลหิตลดลง หลังจากทำสมาธิ 3 เดือนและความต้องการยาน้อยลง อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการผ่อนคลายมีผลในการก่อตัวของไนตริกออกไซด์ ซึ่งสารนี้จะเปิดหลอดเลือดของคุณ
ที่มา: The Journal of Alternative and Complimentary Medicine, NPR News

ที่มา: https://peacerevolution.net/docs/en/inner-peace-time

การฝึกสติจะลดความผิดปกติของการอักเสบ
     การศึกษาที่ทำในประเทศฝรั่งเศสและสเปน ของศูนย์ UW-Madison Waisman แสดงให้เห็นว่า การปฏิบัติสมาธิแบบเจริญสติ ช่วยสร้างช่วงของพันธุกรรมและโมเลกุล จึงส่งผลต่อผู้เข้าร่วมทดลอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผลจากการศึกษายังระบุว่า ระดับยีนที่กระตุ้นการอักเสบลดลง ซึ่งจะมีความสัมพันธ์กับการฟื้นตัวของร่างกายที่เร็วขึ้นจากสถานการณ์ตึงเครียด
ที่มา: University of Winsconsin Madison, & HealthCentral & Medical News Today

การทำสมาธิแบบเจริญสติลดการอักเสบในระดับเซลล์
     จากผลการศึกษาทั้งสามชิ้นด้านล่าง กลุ่มคนที่ฝึกสมาธิ ได้รับผลดีเรื่องการป้องกันการอักเสบในระดับเซลล์มากกว่ากลุ่มควบคุม
แหล่งที่มา: ScienceDirect (1), ScienceDirect (2), ScienceDirect (3)

การฝึกสติช่วยป้องกันโรคหอบหืด, โรคไขข้ออักเสบและโรคลำไส้อักเสบ
     ในงานวิจัยที่ทำโดยนักประสาทวิทยา จากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน (University of Wiscons) เมืองแมดิสัน กลุ่มคนสองกลุ่มได้เผชิญกับความเครียดที่แตกต่างกัน กลุ่มหนึ่งได้รับการฝึกสติในขณะที่อีกกลุ่ม ได้รับการศึกษาด้านโภชนาการ, การออกกำลังกายและการบำบัดด้วยดนตรี 
     การศึกษานี้สรุปได้ว่า เทคนิคการฝึกสติมีประสิทธิภาพในการบรรเทาอาการอักเสบมากกว่ากิจกรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดี
ที่มา: Medical News Today

การทำสมาธิและการสวดมนต์ช่วยรักษาโรควัยก่อนหมดระดู (premenstrual) และอาการวัยหมดระดูแล้ว
     นี่คือข้อสรุปของการศึกษาควบคุมแบบสุ่มมากกว่า 20 แบบที่นำมาจาก PubMed, PsycInfo และ Cochrane Database ที่เกี่ยวกับเทคนิคการทำสมาธิ,การสวดมนต์, โยคะ และภาวะตอบสนองแบบผ่อนคลาย
ที่มา: The Journal of Alternative and Complementary Medicine


สมาธิลดความเสี่ยงของโรคอัลไซเมอร์และการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร
     ผลการวิจัยล่าสุดที่เผยแพร่ในวารสารเรื่องสมอง พฤติกรรมและภูมิคุ้มกัน (Brain, Behavior and Immunity) กล่าวว่า เพียง 30 นาทีของการทำสมาธิต่อวัน ไม่เพียงแต่ช่วยลดความรู้สึกเหงา แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ, ภาวะซึมเศร้า, การตายของคนอัลไซเมอร์และตายก่อนวัยอันควร
ที่มา: HealthCentral

ที่มา: https://goo.gl/wBc0hf

การฝึกสติจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคไขข้ออักเสบที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อหรือกระดูก (fibromyalgia)
     ในการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร PubMed ผู้เข้าร่วมทดลอง 11 รายที่ได้รับความเจ็บปวดจาก โรคไขข้ออักเสบ ได้รับการฝึกสติ 8 สัปดาห์ ผลการศึกษา นักวิจัยพบว่า สภาวะสุขภาพโดยรวมของผู้เข้าร่วมทดลองพัฒนาดีขึ้น รวมถึงอาการตึงเครียด, ความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าด้วย
ที่มา: NCBI (1), NCBI (2), Psychotherapy และ Psychosomatics Journal

การทำสมาธิช่วยจัดการอัตราการเต้นของหัวใจและอัตราการหายใจ
     จากการศึกษาที่เผยแพร่โดยสมาคมแพทย์แผนโบราณของเกาหลี ผู้ที่ฝึกปฏิบัติด้วยเทคนิค “ทำสมาธิแบบอมริตา(Amrita) เชิงบูรณาการ" แสดงชัดเจนว่า ช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจและอัตราการหายใจอย่างเด่นชัด เป็นระยะเวลาถึง 8 เดือนหลังการฝึกอบรมแล้ว
ที่มา: KoreaScience

การทำสมาธิแบบเจริญสติอาจช่วยรักษาเอชไอวี
คำพูดจากผลการศึกษาของ UCLA:
     Lymphocytes หรือเพียงแค่เซลล์ CD4 T นับเป็น "สมอง" ของระบบภูมิคุ้มกัน
     กิจกรรมของระบบนี้จะประสานกันเมื่อร่างกายถูกโจมตี รวมถึงเซลล์ที่ถูกโจมตีโดยเชื้อเอชไอวีซึ่งเป็นไวรัสทำลายล้างที่เป็นสาเหตุของโรคเอดส์และมีผู้ติดเชื้อประมาณ 40 ล้านคนทั่วโลก
     ไวรัสนี้ค่อยๆ กินไปที่ CD4 T เซลล์ ส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันลดลง แต่ระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยเอชไอวี / เอดส์ที่ต้องเผชิญกับอีกหนึ่งศัตรูด้วยเช่นกัน คือความเครียด ซึ่งสามารถเร่งเซลล์ CD4 T ให้
ลดลง ตอนนี้นักวิจัยจากยูซีแอลเอ รายงานว่า การฝึกสมาธิทำให้หยุดการลดลงของเซลล์ CD4 T ในผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีแบบบวก ลดความทุกข์ทรมานจากความเครียด ชะลอความก้าวหน้าของโรค (... )
     เครสเวลและเพื่อนร่วมงานของเขาได้ทำการทดลอง โปรแกรมสมาธิลดความเครียด ระยะเวลา 8 สัปดาห์ (MBSR) และเปรียบเทียบกับ การสัมมนาโปรแกรมสมาธิลดความเครียด
แบบควบคุม (MBSR) หนึ่งวัน โดยใช้ตัวอย่างที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติจำนวน 48 คนที่มีเชื้อเอชไอวีบวกในลอสแองเจลิส 
     ผู้เข้าร่วมในกลุ่ม 8 สัปดาห์ พบว่า ไม่มีการสูญเสียเซลล์ CD4 T บ่งชี้ถึงว่า การฝึกสมาธิแบบกำเจริญสติสามารถป้องกันการเสื่อมลงได้ ตรงกันข้ามกับกลุ่มควบคุม พบอย่างเด่นชัดว่า มีการลดลงอย่างมากของเซลล์ CD4 T ทั้งก่อนและหลังการศึกษา 
     การลดลงดังกล่าวเป็นลักษณะเฉพาะที่ชี้ชัดถึงความก้าวหน้าของเชื้อเอชไอวี
ที่มา: ScienceDaily

ที่มา: https://peacerevolution.net/docs/en/inner-peace-time

การทำสมาธิอาจทำให้คุณอยู่ได้นานขึ้น
     เทเลอเมียร์ส (Telomeres) คือโครงสร้างสารประกอบที่ปลายโครโมโซม เป็นส่วนสำคัญของเซลล์ที่มีผลต่ออายุของเซลล์ของมนุษย์
     แม้ว่างานวิจัยยังไม่สรุปเป็นที่แน่ชัด แต่ก็มีข้อมูลที่ชี้ให้เห็นว่า "บางรูปแบบของการทำสมาธิอาจมีผลดีต่อการยืดอายุของสารเทเลอเมียร์ส (Telomeres) โดยการลดความเครียดทางความคิดและลดการกระตุ้นความเครียดและเพิ่มสภาวะบวกของจิตใจและยังเป็นปัจจัยทางฮอร์โมนที่อาจส่งเสริมการบำรุงรักษาเทเลอเมียร์สได้ "
ที่มา: Wiley Online Library

ประโยชน์ด้านสุขภาพของการทำสมาธิล่วงพ้น (Transcendental Meditation)
     มีผลการศึกษาจำนวนมากเกี่ยวกับประโยชน์ด้านสุขภาพของ
การทำสมาธิล่วงพ้น กล่าวสรุปโดยย่อ ดังนี้


- ลดการเผาผลาญ (ที่มา: American Medical Association’s Archives of Internal Medicine, June 2006)
- ช่วยจัดการผลกระทบจากการบาดเจ็บ (ที่มา: Hindustan Times)
- ช่วยยืดอายุ (ที่มา: American Journal of Cardiology, May 2005)
- ลดความดันโลหิตในวัยรุ่นที่เป็นกลุ่มเสี่ยง (ที่มา: American Journal of Hypertension,
April 2004; และ DoctorsOnTM)
- ลดภาวะหลอดเลือด (ที่มา: American Journal of Cardiology, April 2002)
- ลดภาวะตีบตันของหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงหัวใจ (Stroke, March 2000)
- ลดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (American Journal of Cardiology, May 1996)
- ช่วยจัดการและป้องกันความวิตกกังวล (ที่ here & here)
- ช่วยจัดการคอเลสเตอรอล (DoctorsOnTM)
- ช่วยรักษาโรคลมชัก (DoctorsOnTM)
- ช่วยให้คุณเลิกสูบบุหรี่ (DoctorsOnTM)
- สร้างและส่งเสริมสภาวะร่างกายและจิตใจให้พักผ่อนได้ลึก (Hypertension 26: 820-827, 199-
- เพิ่มความต้านทานต่อผิว (Physiology & Behavior 35: 591-595, 1985)
- เพิ่มความชัดเจนในการคิด (Perceptual and Motor Skills 39: 1031-1034, 1974)
แหล่งที่มา: มูลนิธิเดวิดลินช์ (David Lynch Foundation)

ที่มา: https://peacerevolution.net/docs/en/inner-peace-time

4. ด้านการปฏิสัมพันธ์

การทำสมาธิแม้จะเป็นการออกกำลังเพียงลำพังแต่ช่วยพัฒนาความสัมพันธ์ส่วนบุคคลและความสัมพันธ์ทางสังคมของคุณได้


การทำสมาธิแบบแผ่ความรักความเมตตาช่วยพัฒนาความเห็นอกเห็นใจและความสัมพันธ์ที่ดี
     ในวิถีทางพุทธศาสนา เราพบการฝึกความเมตตา หรือการทำสมาธิแบบแผ่ความรักความเมตตาที่ผู้ปฏิบัติมุ่งเน้นการพัฒนาความรู้สึกที่มีเมตตาและการใส่ใจต่อสิ่งมีชีวิตทั้งหมด
     จากการศึกษาของมหาวิทยาลัยเอมมอรี่ (Emory University) การฝึกปฏิบัติดังกล่าว ช่วยเพิ่มความสามารถในการเอาใจใส่คนอื่นด้วยการอ่านความรู้สึกจากการแสดงออกบนใบหน้า
     การศึกษาอีกชิ้นหนึ่งชี้ให้เห็นว่า การพัฒนาอารมณ์บวกผ่านความเมตตา ได้สร้างทรัพยากรบุคคลหลายอย่าง รวมถึง "ทัศนคติที่มีความรักต่อตัวเองและคนอื่น ๆ รวมถึงการยอมรับตนเอง การสนับสนุนทางสังคมที่ได้รับและความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น" รวมทั้ง "ความรู้สึกเข้าใจต่อความสามารถเกี่ยวกับชีวิตของแต่ละคน "และรวมถึง" วิถีการคิด การมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เป้าหมายในชีวิตและความยืดหยุ่นของตน
ที่มา: ScienceDaily, NCBI, PLOS One

การทำสมาธิแบบแผ่ความรักความเมตตาช่วยลดการแยกตนเองออกจากทางสังคม
     จากการศึกษาซึ่งตีพิมพ์ในวารสารสมาคมจิตวิทยาอเมริกัน เรื่องที่ว่า "แม้เพียงไม่กี่นาทีของการทำสมาธิที่แผ่ความรักความเมตตาช่วยเพิ่มความรู้สึกของการเชื่อมต่อทางสังคมและความรู้สึกที่ดีต่อบุคคลใหม่ทั้งในระดับที่ชัดเจนและโดยนัย ผลการวิจัยเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า เทคนิคง่ายๆ นี้ อาจช่วยเพิ่มอารมณ์ทางสังคมในเชิงบวกและลดการแยกทางสังคม "
ที่มา: American Psychological Association

การทำสมาธิเพิ่มความรู้สึกของความเมตตาและลดความวิตกกังวล
     หลังจากได้รับการฝึกอบรมเพาะปลูกความเมตตา ระยะเวลา 9 สัปดาห์ (CCT) แต่ละคนได้รับการพัฒนาความเห็นอกเห็นใจทั้ง 3 ด้านอย่างชัดเจน – ความเห็นอกเห็นใจต่อผู้อื่น,การได้รับความเห็นอกเห็นใจจากผู้อื่น, และความเห็นอกเห็นใจตนเอง ในสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกัน กลุ่มคนที่ได้ฝึกผ่านประสบการณ์ดังกล่าว ช่วยลดความวิตกกังวลและการกดดันทางอารมณ์
ที่มา: Stanford School of Medicine (also here), Sage Journals.

ที่มา: https://peacerevolution.net/docs/en/inner-peace-time

สมาธิแบบเจริญสติทำให้ลดความรู้สึกเหงาได้
     การศึกษาจากมหาวิทยาลัยคาร์เนกี้ เมลลอน (Carnegie Mellon University) พบว่า สมาธิแบบเจริญสติเป็นประโยชน์ในการลดความรู้สึกเหงา ซึ่งในทางกลับกันจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วย, การเสียชีวิต และลดการแสดงออกของยีนอักเสบอีกด้วย
ที่มา: ScienceDirect

การทำสมาธิช่วยลดความรู้สึกอยากกิน
     นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า การฝึกสมาธิล่วงพ้น (Transcendental Meditation) ช่วยจัดการความรู้สึกอยากกิน ซึ่งป้องกันโรคอ้วนได้
ที่มา: DoctorsOnTM

ที่มา: https://goo.gl/wBc0hf

5. ด้านความมีสติสำหรับเด็ก

สติเป็นสิ่งที่ต้องการที่สุดในการศึกษา 
เริ่มตั้งแต่การจรดที่กระดานดำ

ในการรวบรวมการศึกษาที่ทำเกี่ยวกับเรื่องสติในโรงเรียน ขององค์การ MindfulnessInSchools นำเสนอหลักฐานด้านวิจัย สำหรับประโยชน์การฝึกสติสำหรับเด็ก มีดังต่อไปนี้ :
- ลดอาการซึมเศร้า
- ลดความเครียดของร่างกาย
- ลดความเป็นปฏิปักษ์และความขัดแย้งกับเพื่อน
- ลดความวิตกกังวล
- ลดปฏิกิริยาโต้ตอบ
- ลดการใช้สารเสพติด
- การเก็บรักษาความรู้ความเข้าใจเพิ่มขึ้น
- เพิ่มการดูแลตนเอง
- การมองโลกในแง่ดีและอารมณ์ดีขึ้น
- เพิ่มความนับถือตนเอง
- เพิ่มความรู้สึกของความสุขและความเป็นอยู่ที่ดี
- ทักษะทางสังคมที่ดีขึ้น
- นอนหลับดีขึ้น
- การตระหนักรู้ในตนเองที่ดีขึ้น
- ผลการเรียนดีขึ้น

นอกจากนี้ยังมีรายงานเกี่ยวกับประโยชน์มากมายสำหรับครูและเจ้าหน้าที่ ได้แก่ :
- เพิ่มพูนสมรรถนะส่วนบุคคลของความอยากรู้อยากเห็นที่เปิดกว้าง , ความมีน้ำใจ, ความเอาใจใส่ ความเมตตายอมรับ, ความไว้วางใจ, ความอดทนและไม่มุทะลุ, ทักษะในการมุ่งเน้น, การให้และปรับเปลี่ยนความสนใจ

- พัฒนาสุขภาพกายและสุขภาพจิตให้ดีขึ้น กล่าวคือ มีแนวโน้มที่จะติดตามการเรียนรู้ของความมีสติ รวมทั้งเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับวิชาชีพครู เช่น ความเครียดและความเหนื่อยหน่าย
- พัฒนาประสิทธิภาพการเรียนการสอนด้วยตนเองให้ดีขึ้น
- สุขภาพร่างกายที่ดีขึ้น
- เพิ่มความสามารถในการให้การสนับสนุนที่เหมาะสมต่อเด็กนักเรียนมากขึ้น โดยผ่านการเพิ่มแรงจูงใจและความเป็นอิสระมากขึ้น
- ลดความเครียด
- มีแรงจูงใจในการทำงานเพิ่มขึ้น
- พัฒนาหน่วยความจำให้ดีขึ้น ด้านการทำงานและความสนใจที่ยั่งยืน
ที่มา: MindfulnessInSchools.org

ที่มา: https://goo.gl/wBc0hf

6. ประโยชน์สมาธิด้านอื่นๆ 

ข้อเท็จจริงที่น่าสนใจบางอย่างเกี่ยวกับการทำสมาธิ:
- การพูดเสียง โอม....(OM) ก่อนการผ่าตัด ช่วยในการเตรียมตัวและการฟื้นฟูของการผ่าตัด
- นักทำสมาธิสามารถมีอิทธิพลต่อความเป็นจริงรอบๆ ตัวเรามากขึ้นในระดับควอนตัม
- นอกจากนี้ยังมีเนื้อหาบางส่วนของการทำสมาธิเจริญสติทำให้ชีวิตทางเพศของคุณดีขึ้น (here, here, and here)
- ลดอคติทางเชื้อชาติและอายุ (Sage Journal)

7. ข้อสรุป

     บทสรุป วิทยาศาสตร์ยืนยันถึงประสบการณ์ของผู้ปฏิบัติสมาธิหลายล้านคน ยกตัวอย่าง การทำสมาธิจะช่วยให้คุณมีสุขภาพดี, ช่วยป้องกันโรคต่างๆ, ทำให้คุณมีความสุขมากยิ่งขึ้นและพัฒนาประสิทธิภาพพื้นฐานของคุณในงาน ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ

     อย่างไรก็ตามเพื่อที่จะได้รับประโยชน์สูงสุดเหล่านี้ 
คุณจำเป็นต้องฝึกสมาธิอย่างต่อเนื่อง (ขอย้ำว่า ทุกวัน)


                                                           Translated by Mali Smile

ขอบคุณข้อมูลจาก
- http://liveanddare.com/benefits-of-meditation/

ประโยชน์ทางด้านวิทยาศาสตร์ของสมาธิ 76 ข้อที่คุณอาจจะยังไม่ทราบ (ตอนที่ 1)

ที่มา: https://goo.gl/fYziGB


     เราทุกคนมักได้ยินว่า การฝึกสมาธิดีต่อเรานะ แล้วคำว่า ดี มันดีขนาดไหน? อะไรบ้าง?  ผมตั้งใจศึกษาและสรุปรวบรวมจากบทความจำนวนมากเกี่ยวกับข้อค้นพบทางวิทยาศาสตร์ในเรื่องประโยชน์ของการทำสมาธิ มากกว่า 100 งานวิจัยได้รับการวิเคราะห์และจัดหมวดหมู่ข้อค้นพบดังกล่าว เรื่องประโยชน์ของสมาธิได้ถึง 76 ข้อ (แบ่งจัดกลุ่มได้ 46 หัวข้อย่อย)

     คุณจะรู้สึกทึ้งเมื่อได้อ่านประโยชน์ของสมาธิเหล่านี้ ผลการศึกษาเรื่องสมาธิหลายชิ้น ระบุชัดว่า การฝึกสมาธิแม้เพียง 20 นาทีต่อวัน 2-3 วันต่อสัปดาห์ เป็นการเพียงพอแล้วที่จะได้สัมผัสประสบการณ์ถึงประโยชน์ของสมาธิ



ที่มา : http://liveanddare.com/benefits-of-meditation/

1. ประโยชน์ต่อสมองและอารมณ์

สมาธิเปรียบเหมือนวิตามินรวมสำหรับสมอง 

มีประโยชน์ที่จะกินได้ทุกๆ วัน




การฝึกสมาธิช่วยลดภาวะความซึมเศร้า

     ในการศึกษาวิจัยที่โรงเรียนขนาดกลาง 5 แห่งในเบลเยี่ยมซึ่งมีนักเรียนเข้าร่วมประมาณ 400 คน (อายุ 13 ~ 20 ปี) ศาสตราจารย์ฟิลิปเรส สรุปได้ว่า "นักเรียนที่ปฏิบัติตามโปรแกรมฝึกสติในชั้นเรียน พบว่า อาการซึมเศร้า ความวิตกกังวลและความเครียดลดลง ถึงหกเดือนหลังจากนั้น นอกจากนี้ นักเรียนเหล่านี้มีโอกาสน้อยที่จะพัฒนามีอาการซึมเศร้าอย่างเด่นชัด"

     อีกหนึ่งการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ทำการศึกษากับผู้ป่วยที่มีภาวะซึมเศร้าในอดีต สรุปได้ว่า การทำสมาธิทำให้ลดภาวะการย้ำคิด จมลึกอยู่กับความคิดและความเชื่อที่ผิดปกติ

       อีกข้อสรุป พบว่า การทำสมาธิแบบเจริญสติ อาจมีประสิทธิภาพในการรักษาภาวะซึมเศร้าในระดับใกล้เคียงกับการรักษาด้วยยาต้านอาการซึมเศร้า "
ที่มา: ScienceDaily, Link Springer, Jama Network

การทำสมาธิแบบเจริญสติช่วยรักษาภาวะซึมเศร้าในมารดา
     หญิงตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูงได้เข้าร่วมการฝึกโยคะแบบเจริญสติ ระยะเวลา 10 สัปดาห์ พบว่า อาการซึมเศร้าลดลงอย่างมาก, ผลการศึกษาจากโครงการนำร่องการศึกษาความเป็นไปได้ของระบบสุขภาพ, มหาวิทยาลัยมิชิแกน

     มารดาจะมีการพัฒนาความสัมพันธ์ทางอารมณ์อย่างใกล้ชิดมากขึ้นต่อทารกในครรภ์ ผลการวิจัยนี้ถูกตีพิมพ์ในวารสาร เรื่องการบำบัดด้วยวิธีเสริมในการปฏิบัติการทางคลินิก
ที่มา : Medical News Today

การทำสมาธิช่วยควบคุมความผิดปกติของอารมณ์และความวิตกกังวล
นี่เป็นข้อสรุปของการศึกษาแบบสุ่มควบคุมกว่า 20 แบบที่นำมาจาก PubMed, PsycInfo และ Cochrane Databases ซึ่งเกี่ยวข้องกับเทคนิคการทำสมาธิสวดมนต์, โยคะ, ผลของความผ่อนคลาย

การวิจัยสรุปได้ว่า การทำสมาธิแบบเจริญสติอาจมีประสิทธิภาพในการรักษาความวิตกกังวลในระดับใกล้เคียงกันกับการรักษาด้วยยาต้านโรคซึมเศร้า

ที่มา : The Journal of Alternative and Complementary Medicine, Jama Network

จากการศึกษา พบว่า การทำสมาธิมีประสิทธิผลในการรักษาความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าในฐานะยาแก้ซึมเศร้า ... 



การทำสมาธิช่วยลดความเครียดและความกังวลโดยทั่วไป

     การศึกษาจากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน แมดิสัน ระบุว่า การปฏิบัติของ "การทำสมาธิเปิดการตรวจสอบ" (เช่น ฝึกวิปัสสนา) ช่วยลดความหนาแน่นของสารสีเทาในสมองบริเวณที่เกี่ยวกับความวิตกกังวลและความเครียด นักปฏิบัติสมาธิสามารถที่จะรักษาสภาวะใจยิ่งขึ้น ช่วงเวลาต่อช่วงเวลาต่อกระแสของสิ่งเร้าที่พวกเขาสัมผัสได้และไม่ค่อยมีแนวโน้มที่พวกเขาจะ "สะดุด/ ติดขัด" ต่อการกระตุ้นใด ๆ "การฝึกสมาธิเปิดการตรวจสอบ เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบที่ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองต่อเนื้อหาของประสบการณ์จากช่วงเวลาต่อช่วงเวลา ส่วนใหญ่เป็นวิธีการที่จะรับรู้ธรรมชาติทางอารมณ์และรูปแบบความรู้ความเข้าใจ


ที่มา : NCBI, Wiley Online Library, The American Journal of Psychiatry, ScienceDirect, American Psychological Association, American Psychosomtic Medicine Journal, Medical News Today

การทำสมาธิช่วยลดอาการของโรคตื่นตระหนก


     ในงานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน American Journal of Psychiatry ผู้ป่วย 22 รายที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรควิตกกังวลหรือโรคตื่นตระหนกถูกส่งไปฝึกสมาธิและการผ่อนคลาย 3 เดือน ผลปรากฏว่า 20 คนในผู้ป่วยเหล่านั้น ผลกระทบจากความหวาดกลัวและความวิตกกังวลลดลงอย่างมากและการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้รับการรักษาในขั้นติดตามผลต่อไป
Source: American Journal of Psychiatry




ที่มา : http://liveanddare.com/benefits-of-meditation/

สมาธิช่วยเพิ่มสารสีเทาเรื่องความจดจ่อในสมอง

     นักวิทยาศาสตร์ด้านสมองกลุ่มหนึ่งของฮาร์วาด ทำการทดลองกับกลุ่มคนทั่วไป 16 คนที่ได้สมัครเข้าร่วมคอร์สฝึกสติ, มีการแนะนำการทำสมาธิและการบูรณาการสติเข้ากับกิจกรรมประจำวัน
ดร.ซาร่า ลาซาร์ ( Sara Lazar, PhD.) ได้รายงานผลการศึกษาดังนี้ ในตอนท้ายของการสแกน MRI แสดงให้เห็นว่า ความเข้มข้นของสารสีเทาเพิ่มขึ้นในพื้นที่ของสมองที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้และความจำ, การควบคุมอารมณ์, ความรู้สึกของตัวเองและการมีมุมมอง
การศึกษาอื่นๆ ยังพบว่า ส่วนหนึ่งของสมองที่สำคัญต่อความจำและพื้นที่ส่วนหน้าของสารสีเทาขยายใหญ่ขึ้น สำหรับผู้ที่ทำสมาธิระยะยาว
ที่มา : Psychiatry Research Neuroimaging, ScienceDirect

สมาธิช่วยเพิ่มพลังจิตใจ ความรอบคอบ และอาจจะช่วยลดความจำเป็นในการนอนหลับ

     งานวิจัยโดยมหาวิทยาลัยเคนตั๊กกี้ ผู้เข้าร่วมได้รับการทดสอบใน 4 เงื่อนไขที่แตกต่างกัน ดังนี้
กลุ่มควบคุม(C), กลุ่มนอน (N), กลุ่มทำสมาธิ(M), และกลุ่มอดนอนบวกกับทำสมาธิ
ผู้ไม่เคยทำสมาธิ, ผู้ทำสมาธิที่เป็นสามเณร, และผู้มีประสบการณ์ในการทำสมาธิเป็นกลุ่มคนในการทดสอบครั้งนี้
ผลการศึกษาพบว่า
การทำสมาธิแม้ในระยะเวลาสั้นๆ ส่งผลต่อการพัฒนาบุคลิกภาพแม้กระทั้งผู้ทำสมาธิที่เป็นสามเณร ผู้ทำสมาธิระยะยาว ใช้เวลาทำสมาธิหลายชั่วโมงมีความสัมพันธ์กับการลดลงของเวลาในการนอนหลับอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบอายุและเพศกับกลุ่มควบคุมที่ไม่ได้ทำสมาธิ ไม่ว่าการทำสมาธิสามารถแทนที่ส่วนของการนอนหลับได้จริงหรือการชดใช้การนอนหลับได้ ยังคงต้องศึกษาค้นคว้าต่อไป
ที่มา : NCBI, DoctorsOnTM, Time Magazine

การทำสมาธิในระยะยาวช่วยเพิ่มความสามารถในการสร้างคลื่นแกมมาในสมอง

     ในการศึกษากับพระภิกษุทิเบต ทำการศึกษาโดยนักประสาทวิทยา Richard Davidson จากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน พบว่า สามเณรที่ทำสมาธิ "ปฏิกิริยาแกมมามีการเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่สำหรับพระมีมากที่สุด พบว่า มีปฏิกิริยาแกมม่าเพิ่มขนาดใหญ่อย่างมาก ที่ไม่เคยมีรายงานมาก่อน ในวรรณกรรมด้านประสาทวิทยา "
ที่มา: The Wall Street Journal

การทำสมาธิช่วยลดแอลกอฮอล์และสารเสพติด

     3 งานวิจัยที่ได้ทำการศึกษาเรื่อง การทำสมาธิแบบวิปัสสนากับกลุ่มคนที่ถูกจองจำ พบว่า
สามารถช่วยลดความอยากแอลกอฮอล์และสารเสพติดได้
ที่มา: Journal Of Alternative and Complementary Medicine





2. ด้านจิตใจและศักยภาพ

การทำสมาธิช่วยเพิ่มความสนใจ ความตั้งใจและความสามารถในการทำงานภายใต้ความเครียด


     การศึกษาที่นำโดยแคทเธอรีน แม็คลีน จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ชี้ให้เห็นว่า ระหว่างการฝึกสมาธิและหลังการฝึก อาสาสมัครมีทักษะเพิ่มขึ้นในการรักษาความสนใจจดจ่อโดยเฉพาะในงานที่ทำซ้ำและน่าเบื่อ
ยังมีการศึกษาอื่นๆ แสดงให้เห็นชัดว่า แม้จะมีการฝึกสมาธิเพียง 20 นาทีต่อวัน นักเรียนยังสามารถพัฒนาศักยภาพในการทดสอบทักษะทางปัญญา ในบางกรณีทำได้ดีกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ทำสมาธิถึง 10 เท่า พวกเขายังทำงานได้ดีขึ้นกับงานประมวลผลข้อมูลที่มีกำหนดเวลาซึ่งออกแบบมาเพื่อกระตุ้นความเครียด
     ในความเป็นจริงมีหลักฐานว่า ผู้ทำสมาธิมีเยื่อหุ้มสมองหนาขึ้น (prefrontal cortex) และ insula anterior ฝั่งขวาและยังมีผลต่อว่า การทำสมาธิอาจชดเชยการสูญเสียความสามารถทางความรู้ความเข้าใจในวัยชราได้
ที่มา: นิตยสารไทม์, NCBI, Link Springer

การทำสมาธิช่วยเพิ่มการประมวลผลข้อมูลและการตัดสินใจ

     Eileen Luders ผู้ช่วยศาสตราจารย์จาก UCLA Laboratory of Neuro Imaging และทีมงาน ได้พบว่า ผู้ทำสมาธิในระยะยาวมีปริมาณการหมุนวนที่ใหญ่ขึ้น ("รอยหยัก" ของเยื่อบุสมอง (cortex) ซึ่งอาจทำให้สมองสามารถประมวลผลข้อมูลได้เร็วกว่า) กว่ากลุ่มคนที่ไม่ได้ทำสมาธิ นักวิทยาศาสตร์ตั้งข้อสังเกตว่า การหมุนวนมีผลทำให้สมองดีขึ้นในการประมวลผลข้อมูล,การตัดสินใจ, สร้างความทรงจำและพัฒนาความตั้งใจ
ที่มา: UCLA Newsroom

การทำสมาธิช่วยให้คุณมีพลังจิต, ความยืดหยุ่นและความฉลาดทางอารมณ์
     นักจิตอายุรเวช Dr. Ron Alexander รายงานในหนังสือของเขาชื่อ Wise Mind, Open Mind (จิตใจที่ฉลาดและจิตใจที่เปิดกว้าง) ว่า เป็นกระบวนการในการควบคุมจิตใจได้โดยผ่านการทำสมาธิ ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งทางจิตใจ, ความยืดหยุ่นและความฉลาดทางอารมณ์
ที่มา: ดร. รอน อเล็กซานเด (Dr. Ron Alexander)



ที่มา : http://liveanddare.com/benefits-of-meditation/

สมาธิทำให้คุณเข้มแข็งมากขึ้นที่จะต่อสู้กับความเจ็บปวด
     กลุ่มวิจัยจากมหาวิทยาลัยมอนทรีอัล ได้เปิดเผย ผู้นำการทำสมาธิแบบเซน 13 คนและอีก 13 คนที่ไม่ได้ฝึกสมาธิ เปรียบเทียบถึงระดับความเจ็บปวดจากความร้อน ขณะวัดการทำงานของสมองของพวกเขาในเครื่องสแกนด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (fMRI) สิ่งที่พวกเขาค้นพบคือ การทำสมาธิเซน (เรียกว่า zazen) กลุ่มผู้ทำสมาธิรายงานความเจ็บปวดน้อยลง ในความเป็นจริงพวกเขารายงานอาการปวดน้อยกว่าอาการทางระบบประสาทของพวกเขาที่ระบุใน fMRI
ดังนั้น แม้ว่าสมองของพวกเขาอาจได้รับจำนวนความเจ็บปวดเดียวกัน แต่ในใจของพวกเขามีความเจ็บปวดน้อยลงจริง
ที่มา: Time Magazine, NCBI, David Lynch Foundation

การทำสมาธิช่วยลดอาการปวดได้ดีกว่ามอร์ฟีน


     ในการทดลองที่ดำเนินการโดย Wake Forest Baptist Medical Center อาสาสมัครที่มีสุขภาพดี 15 คนเป็นคนใหม่ที่เข้ารับการฝึกสมาธิได้เข้าเรียนคอร์สสมาธิ 20 นาที จำนวน 4 ครั้ง เรียนรู้ฝึกสมาธิกำหนดสติที่ลมหายใจ ทั้งก่อนและหลังการฝึกสมาธิ สมองของผู้เข้าทดลองที่ได้รับการตรวจโดยใช้ ASL MRI ขณะที่ความปวดลุกลามพวกเขาด้วยการใช้ความร้อน ดร.ฟาเดล ซีแดน (Fadel Zeidan, Ph. D.,) หัวหน้าทีมศึกษาเรื่องนี้ได้อธิบายว่า

     นี่คือการศึกษาครั้งแรกที่แสดงให้เห็นว่า การฝึกสมาธิเล็กน้อยเพียงไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง

สามารถลดทั้งประสบการณ์ของความเจ็บปวดและความเจ็บปวดที่กระตุ้นจากปฏิกิริยาสมอง

     เราพบว่า มีผลกระทบอย่างมาก -ต่อการลดความรุนแรงของความเจ็บปวดลงถึงร้อยละ 40 และการลดความไม่พึงพอใจต่อความเจ็บปวดได้ 57 เปอร์เซ็นต์ การทำสมาธิมีผลต่อการลดความเจ็บปวดได้ดีกว่ามอร์ฟีนหรือยาลดความเจ็บปวดตัวอื่น ๆ ซึ่งโดยปกติแล้วยาเหล่านี้จะช่วยลดระดับความปวดลงได้ประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์ "
ที่มา: Huffington Post


การทำสมาธิช่วยในการจัดการภาวะซึมเศร้า (โรคสมาธิสั้น)
     การศึกษาที่ทำกับผู้ป่วยสมาธิสั้นในผู้ใหญ่ 50 ราย กลุ่มที่ถูกส่งไป MBCT (การบำบัดด้วยการรู้อาศัยสติ) มีแนวโน้ม ช่วยลดความกระวนกระวายใจ,ความหุนหันพลันแล่น และเพิ่มทักษะ"การกระทำด้วยความตระหนักรู้" มีส่วนร่วมต่อการพัฒนาโดยรวมของอาการไม่ตั้งใจ

ที่มา: Clinical Neurophysiology Journal, DoctorsOnTM


การทำสมาธิช่วยเพิ่มความสามารถการรักษาความสนใจแม้ว่ามีการรบกวน

     การศึกษาจากมหาวิทยาลัยเอมมอรี่ (Emory University) เมืองแอตแลนต้า แสดงให้เห็นว่าผู้เข้าร่วมการศึกษาที่มีประสบการณ์ในการทำสมาธิมามาก แสดงให้เห็นถึง การเชื่อมต่อภายในเครือข่ายสมอง

     ส่วนของการควบคุมความสนใจที่เพิ่มมากขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างระบบประสาทเหล่านี้ อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนาทักษะทางปัญญา เช่น การรักษาความสนใจและการปลดปล่อยจากสิ่งที่ทำให้ไขว้เขว นอกจากนี้ประโยชน์ของการฝึกสมาธิยังช่วยรักษาสภาวะปกติของสติระหว่างวันอีกด้วย 

ที่มา: Frontiers Journal


ที่มา: google.com

การทำสมาธิช่วยเพิ่มการเรียนรู้, ความจำและความตระหนักในตนเอง

     การฝึกสมาธิในระยะยาวจะเพิ่มความหนาแน่นของสารสีเทาในพื้นที่ต่างๆ สมองที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้, หน่วยความจำ, ความตระหนักในตนเอง, ความเมตตา, ความใคร่ครวญพิจารณา
ที่มา: NCBI

การทำสมาธิแบบเจริญสติช่วยเพิ่มการเรียกคืนหน่วยความจำได้อย่างรวดเร็ว
     อ้างอิงจากแคทเธอรีน เคอริ์ของ ศูนย์มาร์ติโนส์ภาพทางชีวการแพทย์และศูนย์วิจัย Osher "การทำสมาธิแบบเจริญสติ ทำให้เพิ่มความสามารถทางจิตจำนวนมากรวมถึงการเรียกคืนหน่วยความจำได้อย่างรวดเร็ว "
ที่มา : PsychCentral

การทำสมาธิช่วยพัฒนาอารมณ์และความสงบสุขทางจิตใจ
     นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยน็อตติงแฮมเทรนต์ ประเทศอังกฤษ พบว่า เมื่อผู้เข้าร่วมที่มีปัญหาด้านความเครียดและอารมณ์ ได้เข้ารับการฝึกสมาธิ พวกเขามีประสบการณ์ช่วยในเรื่องการพัฒนาความสงบสุขทางจิตใจ
ที่มา: Link Springer

การทำสมาธิช่วยป้องกันไม่ให้คุณตกอยู่ในกับดักของการทำงานหลายอย่างบ่อยเกินไป
     การทำงานหลายอย่างไม่ได้เป็นเพียงตำนานการผลิตที่เป็นอันตราย แต่ก็เป็นแหล่งที่มาของความตึงเครียด “การเปลี่ยนเกียร์” ระหว่างกิจกรรมต่างๆ มีค่าใช้จ่ายสำหรับสมองและก่อให้เกิด
ความรู้สึกของความไขว้เขวและความไม่พอใจจากงานที่กำลังทำอยู่        ในการวิจัยที่ทำโดยมหาวิทยาลัยวอชิงตันและมหาวิทยาลัยแอริโซนา  บุคลากรได้รับการฝึกอบรม 8 สัปดาห์ ในสองเรื่อง คือ
การฝึกสมาธิแบบเจริญสติ รวมทั้งเทคนิคการผ่อนคลายร่างกาย และการได้รับความเครียด
     การทดสอบมีงานที่หลากหลายให้ทำทั้งก่อนและหลังการฝึกสมาธิ กลุ่มพนักงานที่ได้ทำสมาธิ พบว่า มีระดับความเครียดที่ต่ำลงและมีความจำดีขึ้นต่องานที่พวกเขาได้ทำ พวกเขายังเปลี่ยนงานน้อยลงและยังคงจดจ่อต่องานได้นานขึ้น
แหล่งที่มา: ACM Digital Library


ที่มา : http://liveanddare.com/benefits-of-meditation/

การทำสมาธิช่วยให้เราจัดสรรทรัพยากรทางสมองที่จำกัด
     เมื่อสมองถูกนำเสนอให้สนใจในสองเป้าหมาย และสมองจะถูกเรียกคืนตำแหน่งเดิมทันทีต่อจากอีกเป้าหมาย (ความแตกต่างครึ่งวินาที) ซึ่งอันที่สองมักจะไม่เห็น สิ่งนี้เรียกว่า “การกะพริบความสนใจ” (attentional-blink)

   ในการทดลองที่ทำโดยมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย กระแสของตัวอักษรแบบสุ่มได้ถูกแสดงบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ กลุ่มตัวอักษรผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในแต่ละชุดมีตัวเลขหนึ่งหรือสอง หรือหน้าจอว่างเปล่าจะปรากฏอยู่ตรงกลาง และต่อมาผู้เข้าร่วมทดลองถูกถามทันทีหลังจากกลุ่มตัวอักษรสิ้นสุดลง ให้พิมพ์ตัวเลขที่เห็น พวกเขาถูกถามด้วยว่าพวกเขาคิดว่าหน้าจอว่างถูกแสดงหรือไม่ 
     กลุ่มทดลองนี้ที่ทำสมาธิวิปัสสนาอย่างเข้มข้นภายในระยะเวลาสามเดือน พบว่า มีการควบคุมที่ดีขึ้นด้านการกระจายความสนใจและการรับรู้แหล่งที่มา พวกเขาพบว่า การจัดสรรของสมองน้อยลง สำหรับที่มาแต่ละตัวอักษรที่แสดง ซึ่งส่งผลต่อการลดลงของขนาด “การกะพริบความสนใจ” (attentional-blink)
ที่มา: PLOS Biology

การทำสมาธิช่วยเพิ่มการประมวลผลแบบ visuospatial และหน่วยความจำด้านการทำงาน
     การวิจัยแสดงให้เห็นว่า แม้เพียงสี่ช่วงเวลาของการฝึกสมาธิแบบเจริญสติ, ผู้เข้าร่วมได้รับการพัฒนาในเรื่องการประมวลผลแบบ visuospatial, หน่วยความจำในการทำงานและหน่วยทำงานด้านบริหาร
ที่มา: ScienceDirect

การทำสมาธิเตรียมตัวให้คุณจัดการกับเหตุการณ์เครียด
     การศึกษาจากสถาบันวิทยาศาสตร์การแพทย์ของประเทศอินเดีย ทำการทดลองกับผู้ใหญ่ 32 คน ที่ไม่เคยฝึกสมาธิมาก่อน พบว่า ถ้ามีการฝึกสมาธิก่อนเจอเหตุการณ์เครียด ผลกระทบของความเครียดลดลง
ที่มา: 
The Journal of Alternative and Complementary Medicine

การทำสมาธิแบบเจริญสติส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์
     งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยไลเดน (Leiden University) ประเทศเนเธอร์แลนด์ แสดงให้เห็นว่า การทำสมาธิ "เปิดการตรวจสอบ" (การตรวจสอบที่ปราศจากการโต้ตอบต่อประสบการณ์จากช่วงเวลาต่อช่วงเวลา) มีผลในเชิงบวกต่อความคิดสร้างสรรค์และความคิดที่แตกต่าง     

     ผู้เข้าร่วมที่ได้ปฏิบัติสมาธิ ทำงานได้ดีขึ้นในชิ้นงานที่ต้องความสร้างสรรค์ขึ้นมาด้วยความคิดใหม่ ๆ
ที่มา: The Journal of Alternative and Complementary Medicine



                                                              Translated by Mali Smile

ขอบคุณข้อมูล
 http://liveanddare.com/benefits-of-meditation/