บางเหตุการณ์เราคิดว่าทำไปด้วยปรารถนาดี จริงใจ แต่ลึกๆ มีอคติเพราะความหลง ความโง่ จึงทำให้สร้างความเสียหาย เดือดร้อน แตกแยกต่อคนอื่นและหมู่คณะองค์กรและสังคมในวงกว้าง...วันนี้เรามาทำความกระจ่างกับลักษณะของอคติเพราะโง่ เพื่อจะได้นำมาสะท้อนพิจารณาตัวเองว่าเข้าข่ายนั้นหรือไม่ อย่างไร
"...อคตินี้ ก็เป็นสิ่งที่สำคัญ ที่ทำให้คนเราทำความผิดหรือผิดพลาดได้ง่าย เพราะว่าอคตินี้ เป็นการไปไม่ถูก ตามศัพท์ก็เป็นที่ไปที่ไม่ถูก หมายความว่า เวลาเราเจออะไร ฟังอะไร ไปตามเหตุการณ์นั้นทันที โดยไม่พิจารณา ถ้าหากว่าพิจารณาแล้ว จะเห็นได้ว่ามันเป็นทางที่ควรไป หรือไม่ควรไป
คำว่า "ไป" นี้ ก็ไม่ใช่ว่าเดินไป แต่หมายถึง เดินขบวนการความคิดไปในทางที่ไม่ถูก
ปัจจัยที่เป็นเหตุให้เกิดอคติ มี ๔ อย่าง คือ ๑. ความรักใคร่ชอบพอ (ฉันทาคติ) ๒. ความโกรธ เกลียดชัง (โทสาคติ) ๓. ความหลง เขลา เบาปัญญา (โมหาคติ) ๔. ความเกรงกลัว ขลาด (ภยาคติ) อคติจึงเป็นสาเหตุหลักของความผิดพลาดในกระบวนการคิด และตัดสินใจของมนุษย์ทุกคน
คนที่มีจิตใจเป็นอคติ ก็เพราะมีจิตที่เป็นบาปอกุศลครอบงำ จึงทำให้เกิดการมองคนอื่นในแง่ร้ายด้วยอิจฉาและความเห็นผิด และยังได้เผยแพร่ความเชื่อนี้ออกไปให้คนอื่นๆ เชื่อ จนคนอื่นๆ หลงเชื่อตามจึงเกิดความกลัว ความเดือดร้อนใจจึงตามมาให้ผล ตัวเองเดือดร้อนยังไม่พอ ยังไปทำให้ผู้อื่นต้องเดือดร้อนไปด้วย ทำให้คนที่หลงเชื่อมีจิตเป็นพาล ขาดการพิจารณาทำตาม ๆกันไป ดังภาษิตบทหนึ่งได้กล่าวไว้ว่า
“พาลชน คนผู้ไร้การพิจารณา ย่อมไม่อาจหยั่งเห็นโดยถ่องแท้
ย่อมระเริงหลงในสิ่งอันอาจให้โทษ”
อคติ ๔ นับได้ว่าเป็นอันตรายอย่างยิ่งสำหรับทุกคน โดยเฉพาะคนที่มีหน้าที่ปกครองคนอื่น คนที่เป็นหัวหน้างาน หัวหน้าครอบครัว ไม่ควรมีอคติทั้ง ๔ ประการนี้อยู่ในจิตใจ มิฉะนั้นผู้ใต้ปกครองจะขาดความเชื่อมั่น ไม่มีความสุข ไม่มีความรู้สึกมั่นคงและอบอุ่น รู้สึกว่าไม่ได้รับความยุติธรรม ซึ่งจะนำไปสู่ความแตกแยกและความไม่สำเร็จ ไม่เจริญก้าวหน้าของการงานทั้งปวง
โดยเฉพาะอคติเพราะความหลง ความโง่ นับว่าอันตรายที่สุด
ความลำเอียงเพราะความหลงผิดหรือความโง่ หรือความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ …เพราะความสะเพร่า ความไม่ละเอียดถี่ถ้วน มองโลกมองคนในแง่ร้าย …ก็ตัดสินใจโดยไม่พิจารณาให้ดี ปิดใจ ไม่รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ซึ่งความหลง ความโง่ ก็รวมอยู่ใน “อวิชชา” ซึ่งตรงข้ามกับวิชชา (คือ การรู้แจ้งเห็นจริงตามความเป็นจริง รู้ว่าสิ่งใดเป็นทุกข์ เหตุและหนทางแห่งความดับทุกข์ เป็นต้นอย่างเช่น วิชชา ๓ วิชชา ๘ ในพระพุทธศาสนา) ดังนั้น ความไม่รู้กับความรู้ ช่างตรงข้ามกันทุกเรื่อง จึงนึกถึงนิทานชาดกสอนใจ
เรื่องลิงโง่เฝ้าสวน เรื่องมีอยู่ว่า
ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภคนประทุษร้ายอุทยาน ในหมู่บ้านโกศลตำบลหนึ่ง ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธกว่า...
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในเมืองพาราณสีมีงานเทศกาลประจำปี ชาวเมืองต่างก็สนุกสนานรื่นเริง ในพระราชอุทยานมีลิงอาศัยอยู่ฝูงหนึ่ง คนเฝ้าสวนหลวงอยากจะไปเที่ยวงานประจำปีกับเขาด้วย จึงเข้าไปหาฝูงลิงแล้วพูดกับลิงหัวหน้าฝูงว่า
" เจ้าลิง สวนหลวงนี้ มีอุปการะคุณแก่พวกเจ้ามาก พวกเจ้าได้ขบเคี้ยวดอก ผลและใบอ่อนของต้นไม้ในสวนหลวงนี้ บัดนี้ ในเมืองมีงานเทศกาลประจำปี เราอยากจะไปเที่ยวบ้าง เราอยากจะวานให้พวกเจ้าช่วยรดน้ำต้นไม้ ที่กำลังปลูกใหม่ในสวนนี้ แทนเราจะได้ไหม ? "
ลิงรับว่าได้ คนเฝ้าสวนหลวงก่อนจะเข้าไปเที่ยวในเมือง กำชับว่า
" พวกท่านอย่าประมาทนะ " แล้วมอบอุปกรณ์ตักน้ำให้แก่พวกลิง
ลิงตัวหัวหน้าฝูง ได้กล่าวกะพวกลิงผู้ถือเอาอุปกรณ์ตักน้ำเตรียมพร้อมที่จะรดน้ำต้นไม้ว่า
" ท่านทั้งหลาย ธรรมดาน้ำเป็นของหายาก พวกท่านเมื่อจะรดน้ำต้นไม้ พึงรดตามความต้องการของต้นไม้ ด้วยการถอนต้นไม้ขึ้นมาดู ต้นไหนรากยาวก็จงรดน้ำให้มากๆ ต้นไหนรากสั้นก็จงรดน้ำให้แต่น้อย "
พวกลิงรับคำแล้วก็ทำตามนั้น สร้างความเสียหายแก้ต้นไม้เป็นจำนวนมาก
ในขณะนั้น ได้มีชายบัณฑิตคนหนึ่งเดินผ่านมาเห็นเข้า จึงถามความนั้นแก่ฝูงลิง พวกลิงจึงบอกว่าหัวหน้าให้ทำเช่นนั้น เขาจึงคิดว่า
"โอ! เจ้าลิงโง่ ช่างไม่ฉลาดเสียเลย คิดจะทำประโยชน์ แต่กลับทำความฉิบหายเสียนี่ "
แล้วกล่าวเป็นคาถาว่า
"ผู้ไม่ฉลาดในสิ่งที่เป็นประโยชน์ ถึงจะบำเพ็ญประโยชน์ ก็ไม่สามารถจะนำความสุขมาได้เลย คนมีปัญญาทรามทำประโยชน์ให้เสียหายเหมือนลิงเฝ้าสวน "
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า คนโง่มักทำความฉิบหายให้ มากกว่าประโยชน์
ตราบใดที่สงครามระหว่างความดีกับกิเลส (พระ/มาร)ยังไม่จบ / ยังไม่ยุติ เมื่อนั้นความยุติธรรมก็คงไม่บังเกิดขึ้นในโลกใบนี้ อย่างแน่นอน แต่ความจริงของโลกและชีวิต ก็มีอยู่ เป็นอยู่ คือ
ทำดีย่อมได้ดี ทำชั่วย่อมได้ชั่ว
ใครทำเช่นไร ตนย่อมได้รับผลเช่นนั้น
การวิพากษ์ วิจารณ์ บุคคลอื่นซึ่งเราเองก็ไม่ได้ไปรู้เรื่องราวต่างๆ นั้นด้วยตนเอง ถามตัวเองก่อน เรารู้เรื่องนั้นจริงหรือ???...ส่วนมากล้วนฟังต่อๆ กันมา ทำให้ข้อมูลนั้นผิดเพี้ยนไป
ถ้าเราได้รับข้อมูลที่คลาดเคลื่อนจากความจริงแล้วนำไปวิพากย์ วิจารณ์ต่อ ส่งต่อ หรือขยายเรื่องนั้นต่อด้วยวิธีการใดก็ตาม อาจจะเป็นเพียงการกดส่งต่อเพียงครั้งเดียว แต่เรื่องราวนั้นได้แพร่ไปทั่วโลกโซเชียลแล้ว
ผลเสียหรือสิ่งไม่ดีนั้น ย่อมมีผลต่อ (ผู้เห็นผิด) นั้น อย่างไม่ต้องสงสัย...เพราะความไม่รู้ (อวิชชา) นั่นเอง ที่ปิดบังความจริงที่ถูกต้อง (คิด/พูด/ทำ)
ดังนั้น ก่อนจะไปวิพากษ์วิจารณ์ใคร หรือส่งต่อข้อความที่สุ่มเสี่ยงสร้างความเสียหายให้คนอื่นให้มีหลักในการตัดสิน / ตัดใจ จะได้ไม่พลาดพลั้งกระทำความผิดไป
ผิดแล้วจะแก้ไขไม่ทัน
หากความผิดนั้นไปล่วงเกินผู้บริสุทธิ์ ผู้มีศีล
เราก็ย่อมได้รับผลกรรมมาก
การทำให้คนอื่นเดือดร้อนเป็นบาปอกุศล
มีผลเป็นทุกข์ทั้งชาตินี้และชาติหน้า
ทางที่ดี และทางที่แนะนำก็คือ ปฏิบัติตามหลักอริยมรรคมีองค์แปด ให้หมั่นเจริญสมาธิภาวนามีสติรู้ตัวปล่อยวางอารมณ์ยินดี ยินร้ายเรื่องราวต่างๆ ที่มากระทบ โปรดมีสติระลึกไว้ว่า “อย่ายินดียินร้าย...อย่าว่าร้ายใคร...อย่าคิดร้ายใคร...” เมื่อสามารถทำตนให้เป็นผู้มีสติแล้ว ก็เท่ากับว่าเรากำลังเริ่มต้นการเดินขบวนการความคิดไปในทางที่ถูก หรือพิจารณาตามหลักเกณฑ์ดังนี้
หลักตัดสินในการการคิด / การพูด / การทำ
ว่าเรื่องนั้นเป็น บุญ / บาป, ถูก / ผิด, ดี /ชั่ว, ใส / หมอง, ปลื้ม / ไม่ปลื้ม, ควร / ไม่ควร, บัณฑิตสรรเสริญ / บัณฑิตติเตียน, เพื่อความปรารถนาดี/ เพื่อความประสงค์ร้าย, นรก / สวรรค์ เป็นต้น
เมื่อมีหลัก ตัดสิน ได้ดี ได้ครบ ได้สมบูรณ์ ก็สามารถ "ตัดใจ" ที่จะคิด / พูด / ทำในสิ่งนั้นๆ ได้
ให้ใช้จิตวิญญาณของ "ความเป็นพุทธะ" ภายในกลางตัวเรา
ชี้นำทางสว่างในการคิด พูดและทำเถิด ประเสริฐนัก
ขอจบด้วยคติธรรมคำกลอนของ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ได้กล่าวไว้ว่า
ใครจะดี...ใครจะชั่ว...ก็ตัวเขา...ใจของเรา...เพียรระวัง...ตั้งถนอม...อย่าให้บาป...อกุศล...วนมาตอม...ควรถึงพร้อม...บุญกุศล...ผลสบาย.
ขอบคุณข้อมูลเนื้อหาและภาพ
- https://www.facebook.com/Luangphoudom/posts/518162108231030
- https://www.facebook.com/RakangdhamDhammakaya/posts/190629124471601
- http://www.dhammathai.org/chadoknt/chadoknt117.php
- http://www.manager.co.th/Dhamma/viewnews.aspx?NewsID=9570000113423
- https://goo.gl/K88i52
เรียนรู้เรื่องศาสนา จากปัญหาข้องใจ(ตอนที่3):
 |
ที่มา: https://pantip.com/topic/31921387
|
ถาม: ศีลข้อที่ห้าที่ท่านบัญญัติไว้ว่าห้ามดื่มสุราและเมรัยนั้น ความจริงการดื่มสุราและเมรัยซึ่งเราซื้อของเรามาดื่มเอง ไม่ได้ไปลักขโมยของใครและเราก็ดื่มแต่เพียงเล็กน้อย ไม่ได้ไปก่อเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกับใคร ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน ไมเห็นน่าจะผิดตรงไหน ทำไมท่านจึงปรับโทษไว้ด้วย
ตอบ: ปัญหาของคุณเห็นจะต้องตอบอย่างไม่เกรงใจกันกระมัง เพราะว่าน่าคิดน่าตอบทีเดียว จึงขอตอบแบบนักเลงหน่อยๆ ก็แล้วกัน
ปัญหาข้อนี้ถ้าคิดเพียงผิวเผินอย่างว่าก็จะเห็นว่าไม่น่าผิดตรงไหนอย่างที่คุณคิด เพราะเป็นของของเรา เงินก็ของเรา สุราเมรัยก็ของเรา บางทีดื่มแล้วก็นอนไม่น่าผิด แล้วท่านยังมาเอาผิดจนได้นี่ซิ คนทั่วไปคงคิดอย่างคุณนี่ละกระมัง โรงงานสุราบางยี่ขันและอีกหลายโรงจึงตั้งอยู่ได้จนทุกวันนี้ และทำท่าว่าจะเจริญยิ่งๆ ขึ้นเสียด้วยซ้ำไป
คุณเอาที่ไหนมาว่าดื่มเพียงเล็กน้อย และไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ไม่ทะเลาะเบาะแว้งกับใคร ผู้ตอบยังไม่เคยพบเลยว่านักดื่มคนไหนจะดื่มเพียงเล็กน้อย เห็นมีแต่ดื่มไม่น้อยกันทั้งนั้น ลงมันได้ดื่มแล้วมันให้ มีลูกติดพันอยู่เรื่อยแหละน่า จะขอเวลานอกกันก็ตอนหมดขวดแล้ว หรือไม่ก็ตอนลุกแทบไม่ไหวับแทบทั้งนั้น
นักดื่มทั้งหลายมักจะประเมินในใจว่า “ดื่มเพียงแค่นี้ไม่เห็นจะเดือดร้อนใครที่ไหน” แต่ความจริงแล้ว คนที่เดือดร้อนเพราะการดื่มของตัวน่ะมีแน่และมีมากคนด้วย อันดันแรกก็คือตัวเอง ต่อไปก็พ่อแม่ ลูก ภรรยา สามีคนในปกครอง เดือดร้อนกันไปหมด สำหรับตัวผู้ดื่มเองเดือดร้อนอย่างไรขอตอบยกหลัง
 |
| ที่มา: https://goo.gl/tPJwzP |
เบื้องต้นขอยกบุคคลอื่นที่เดือนร้อนก่อน
พ่อแม่ที่มีลูกเป็นคอเหล้าหรือติดยาเสพติดอย่างอื่นจะรู้สึกสะเทือนใจมาก เสียใจมาก จะเกิดความผิดหวังในตัวลูกอย่างที่สุด ทั้งเสียดายเงินทองที่ลูกผลาญด้วยการไปซื้อสุราเมรัย ยาเสพติด ทั้งเสียดายอนาคตลูกที่ตัววาดไว้อย่างสวยหรู การกระทำของลูกประเภทนี้เหมือนหนามแทงตาแทงใจพ่อแม่ทุกวี่ทุกวัน พ่อแม่ที่ไหนจะยินดีชอบใจที่มีลูกเป็นขี้เมาหยำเป มีแต่จะชอกช้ำใจเท่านั้น
ลูกที่มีพ่อเป็นไอ้ขี้เมาหยำเป มีแม่ที่ขี้เมาเหมือนยายบ้า จะมีปมด้อยในใจ จะคบหาเพื่อนที่ดีพ่อแม่เขาก็ห้ามลูกเขามิให้มาคบด้วย คอยเตือนลูกของเขาว่าไอ้ลูกคนขี้เมาอย่าไปคบ เดี๋ยวจะพาเสียไปด้วย เมื่อคบคนดีไม่ได้ก็ต้องหันมาคบกุ๊ยข้างถนนเหมือนกัน หนังสือหนังหาไม่ค่อยได้เรียนเต็มที่นัก นอกจากลูกที่มีพ่อดีแม่ดีบางคนเท่านั้นที่กัดฟันหาเงินส่งลูกเรียน จะเอาจากพ่อขี้เหล้าแม่ขี้เมาหรือก็หมดหวัง ลูกขอค่าเทอมก็โดนด่า ลูกขอค่าหนังสือค่าขนมบ้างก็โดนเตะโดนถีบ เรียนไปทำไมเงินทองหายาก ออกมาช่วยพ่อช่วยแม่ทำงานหาเงินเลี้ยงครอบครัว แสดงความกตัญญูกตเวทีบางซิ ตอนนี้เงินไม่มีบ้างล่ะ ไปขอแม่เขาเอาซี ไปขอพ่อเขาเอาซีบ้างละ กรรมของลูกแท้ๆ เงินที่ซื้อเหล้าดื่มน่ะทำไมมีได้ทุกวัน แต่เงินค่าหนังสือค่าเทอมลูกบอกไม่มี อย่างนี้ลูกไม่เดือดร้อนหรือ
ภรรยาที่มีสามีขี้เหล้านั้นมีทุกข์ขนาดไหนไม่ต้องพูดถึง บางครั้งต้องหาเงินซื้อให้ บางคราวดึกดื่นพ่อเจ้าประคุณ "อยาก" ขึ้นมาก็ต้องไปหาปลุกอาโกปากตรอกซื้อมาให้ บางครั้งเมามายมาแล้วยังมาแจกมือแจกเท้าให้เสียอีก ป้องกันตัวก็หาว่าสู้ ภรรยาบอกให้หยุดก็หาว่าเถียง ไม่พูด ไม่ป้องกันตัวบ้างก็เจ็บตัว เจ็บใจ อายชาวบ้านด้วย ยิ่งถ้ามีลูกมากด้วยแล้วยิ่งทุกข์หนัก ต้องหาเลี้ยงทั้งลูกทั้งสามีเลยทีเดียว
กรรมของภรรยาที่มีสามีเป็นไหเหล้าเคลื่อนที่!!!
สามีที่มีภรรยาขี้เมาก็เป็นทุกข์ไม่แพ้กัน
คนในปกครองที่มีเจ้านายชอบดื่มนั้น จะไม่ค่อยรับความยุติธรรมเท่าที่ควรนอกจากจะ “คอเดียวกัน” เท่านั้น
นี่มันเดือดร้อนคนอื่นอย่างนี้
 |
| ที่มา: https://goo.gl/tPJwzP |
การที่มีศีลข้อนี้ห้ามดื่มสุราและเมรัยนั้น เพราะห่วงอนาคต ห่วงสุขภาพของมนุษย์ทั่วไปนั่นเอง ท่านหวังดีปรารถนาดี ต้องการให้มนุษย์มีสุขภาพดีทั้งทางกายและทางใจ เพราะผู้ไม่ดื่มสุราเมรัยจะไม่ได้รับเคราะห์กรรมและความทุกข์เหล่านี้เลย คือ
(๑) เสียทรัพย์
(๒) ทะเลาะกัน
(๓) โรคเบียดเบียนง่าย
(๔) ถูกตำหนิติเตียน
(๕) ไม่รู้อาย
(๖) สติปัญญาเสื่อม
ข้อแรก เสียทรัพย์ นี่มองเห็นได้ชัด แม้เราจะซื้อกินเอง ไม่ได้ขโมยใครเขา แต่ก็ทำให้เสียทรัพย์ ทำให้ทรัพย์หมดไปโดยใช่เหตุ ควรจะนำไปใช้ในสิ่งที่จำเป็นหรือในทางให้เกิดประโยชน์อย่างอื่นทั้งแก่ตัว แก่ครอบครัว แก่สังคม หรือแก่ชาติบ้านเมืองได้อีกมาก ก็มาหมดเปลืองไปเพราะเรื่องนี้ จริงอยู่ บางคนอาจไม่คิดว่าเปลือง เพราะมีเกินใช้สอย แต่ชื่อว่าเสียทรัพย์เหมือนกัน คือทรัพย์เสียไปโดยใช่เหตุดังกล่าว หรือใช้ทรัพย์ไปในทางผลาญสุขภาพ ผลาญร่างกาย หรือผลาญชีวิตตัวเองมากกว่า
ข้อสอง ทะเลาะกัน นี่ก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง แม้ว่าการทะเลาะกันเพราะสุราเมรัยนั้นจะมีไม่บ่อยนัก ไม่มีทุกคนและก็ไม่มีทุกครั้งที่ดื่ม แต่สาเหตุแห่งการทะเลาะกันอย่างหนึ่งก็มาจากการดื่มสุราและเมรัยนี้เอง เพราะพอเมาได้ที่แล้วทักพูดจากันชักจะไม่รู้เรื่อง ความเมามันพูดแทนเสียแล้ว
 |
| ที่มา: http://news.sanook.com/1819887/ |
ข้อสาม โรคเบียดเบียนง่าย นี่ก็เป็นที่ยอมรับกันในวงการแพทย์ทั่วไปแล้วว่า ผู้ดื่มของมึนเมาเป็นประจำ จะทำให้ร่างกายอ่อนแอ พอหยุดดื่มหรือพอของเมาหมดฤทธิ์ ร่างกายจะอ่อนเพลีย ไม่อยากทำงาน เพราะเวลาเมาได้ที่ เลือดจะฉีดแรง ทำให้กล้ามเนื้อทำงานหนักมาก จะทำงานอะไรแต่ละทีต้อง “โด๊ป” กันอยู่เรื่อย ไม่งั้นทำงานไม่ได้ พอหมดฤทธิ์ก็หมดกำลังอีก ร่างกายจะทนไหวหรือ พอเป็นอะไรแต่ละทีแทบเอาตัวไม่รอด โรคโน้นเอยโรคนี้เอยแทรกซ้อนกันขึ้นมาจนตัวเองก็แทบจำไม่ได้ว่าตัวเป็นโรคอะไรบ้าง
เหล่านี้คือโรคของคนชอบ “กล้า” ด้วยการ “ดื่ม” หรือ “โด๊ป” ด้วยน้ำที่เรียกว่า “สุรา”
คนที่มีโรคมากก็อายุสั้น เรื่องมันก็ลงเอยแค่นั้น ไม่มากไปกว่านี้
ข้อสี่ ถูกตำหนิติเตียน ข้อนี้ปัจจุบันเขามองไม่เห็นกันเสียแล้วเพราะถือเป็นของธรรมดา เห็นดื่มเห็นเมากันจนชิน หรือสังคมมันเหมือนกันไปเสียหมดแล้ว จึงหาคนตำหนิไม่ค่อยได้ เลยไม่ค่อยรู้สึกกัน คนที่พอจะตำหนิได้ก็โดนอะไรต่อมิอะไรมาปิดปากเสียอ้าปากไม่ไหว หรือตำหนิเหมือนกัน แต่ไม่กล้าตำหนิต่อหน้า กลัว “ตีน” หรือกลัว “ตบ-ตี-ต่อย” อย่างใดอย่างหนึ่งก็เลยไม่ตำหนิ ปล่อยไปตามเรื่องตามราว
 |
| ที่มา: http://www.thairath.co.th/content/450781 |
คนในสังคมของเราจึงเต็มไปด้วยนักดื่มและขี้เมา คนตำหนิติติงมีน้อย เลยสู้ไม่ไหว
เอาเป็นว่าเรื่องอย่างนี้นอย่างนี้คนเขารังเกียจก็แล้วกัน คนขี้เมาหาเพื่อนที่คบได้จริงๆ ยาก ก็มีแต่พวก “คอเดียวกัน” อย่างว่าเท่านั้น นอกนั้นเขาคบเพื่อหวังผลประโยชน์เท่านั้น จะให้คบหาจริงๆ แบบกัลยาณมิตรเขาไม่ยอมด้วยหรอก เพราะเขา “รังเกียจ” น่ะ
ข้อห้า ไม่รู้จักอาย ข้อนี้ก็ชัดเหมือนกัน ขึ้นชื่อว่าคนเมา ไม่ว่าจะเมาสุกหรือเมาดิบก็ตาม เป็นไม่รู้จักอายทั้งนั้น ด่าพ่อแม่กันเล่นก็ได้ ทุบตีกันหรือฆ่ากันก็ได้ นอนกลางถนนก็ได้ ร้องรำทำเพลงกันกลางถนนก็ได้ พูดจาหยาบคายชนิดที่เขียนเป็นตัวหนังสือแล้วก็ยังหยาบอยู่ก็ได้ แก้ผ้าแก้ผ่อนเดินโทงๆ ตามถนนก็ได้ ซึ่งกิริยาอาการอย่างนี้ในเวลาปกติที่ไม่เมาจะทำไม่ได้ และไม่กล้าทำด้วยเพราะอายเขา แต่เวลาเมาแล้วทำได้อย่างสบายเพราะความอายหมดไปแล้ว
 |
| ที่มา: https://goo.gl/tPJwzP |
ข้อสุดท้าย สติปัญญาเสื่อม ข้อนี้ก็เนื่องมาจากการที่สุขภาพร่างกายอ่อนแอเพราพิษสุรานั่นเอง สมองก็เลยมึนชาเสื่อมทรามไปด้วย สติปัญญาไม่ว่องไวเหมือนเก่า ตัดสินใจอะไรก็ช้าและตัดสินใจผิดๆ ทำให้สมรรถภาพในการทำงานเสื่อมทรามลงโดยไม่รู้ตัว
ว่ามายืดยาวก็เพื่อชี้ให้เห็นว่า ท่านห้ามไว้ก็เพราะหวังดี ต้องการให้ทุกคนมีสุขภาพร่างกายและสุขภาพจิตใจดี เป็นปกติเหมือนคนทั่วๆ ไป นั่นเอง
โทษเฉพาะตัวที่จะได้รับพอมองเห็นกันได้ดังกล่าวมาแล้ว
แต่ก็อย่างว่านั่นแหละ คนเราลองมันติดเสียแล้ว ต่อให้แกะอย่างไรก็ไม่ยอมปล่อยไม่ยอมหลุดง่ายๆ เห็นว่าติดกันมานานแล้วจะเลิกเสียตอนนี้ก็เสียดาย เลยขอต่อไปเรื่อยๆ ก่อน ความลำบากจึงไม่สิ้นสุดกันได้สักที
ขอบคุณข้อมูล
- หนังสือไขข้อข้องใจ ๒, (จากวารสารมงคลสาร, เมษายน ๒๕๑๙). พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช),๒๕๕๒.