แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระสงฆ์ แสดงบทความทั้งหมด

ถวายสังฆทานอย่างไร พระได้ใช้ คนถวายได้บุญแบบปลื้มๆ

ที่มา: https://goo.gl/UhQzw2
ที่มา:https://goo.gl/Js597P
     จากที่มีกระแสข่าวเรื่อง "สิ่งของไทยธรรมที่บรรจุอยู่ในถังสังฆทานสีเหลือง" ที่นำมาถวายพระ พระครูอมรสุตกิจ เปิดเผยว่า “ปัจจุบันพบปัญหาของในสังฆทานที่นำไปบริโภค โดยเฉพาะน้ำและอาหารแห้ง มักเกิดปัญหา ไม่สามารถนำไปบริโภคได้เพราะถูกนำมาใส่รวมไว้ในถัง ซึ่งในถังสังฆทานจะรวมเอาทุกอย่างใส่ไว้ เช่น สูบู่ผงซักฟอก ซึ่งมีกลิ่นฉุนแรง 
     ผ้าอังสระ ผ้าอาบน้ำฝน หรือจีวร บางครั้งพระสงฆ์ก็ไม่สามารถนำไปใช้ได้จริงๆ รวมถึงกล่องสังฆทานยา ที่บรรจุยาไว้ในกล่อง บางครั้งพระไม่มีความเข้าใจเรื่องการใช้ยา อาจรับประทานผิดหรือไม่ถูกต้องตามอาการ ดังนั้น พุทธศาสนิกชนที่มีความตั้งใจทำบุญ ได้ช่วยกัน แยกสังฆทาน ระหว่างของใช้ส่วนตัว กับของที่รับประทานได้ออกจากกัน หรือนำมาเฉพาะสิ่งของที่พระจำเป็นเท่านั้น” 
(ที่มา: http://www.amarintv.com/news-update/news-1636/60925/)  



     สิ่งของที่อยู่ในถังเหลือง อาจเป็นของที่มีคุณภาพต่ำจนใช้งานไม่ได้ หรือแม้แต่มี  "การถวายสังฆทาน ด้วยอาหารสุนัขแด่พระภิกษุสงฆ์” ก็เคยเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมไหม? ถวายได้หรือเปล่า? จากเหตุการณ์ดังกล่าวบ่งบอกว่า ยังมีชาวพุทธหลายท่านที่อาจไม่ทราบหรือดูเบาถึงการเลือกสิ่งของที่ถูกต้อง เหมาะสม และจำเป็นที่จะนำมาถวายพระ
     วันนี้จึงนำความรู้เรื่อง หลักการถวายทานและของที่ควรจะถวายพระ เพื่อเราจะได้บุญเต็มเปี่ยมและปลื้มในทานที่ได้ตั้งใจถวาย มาฝากค่ะ
     การถวายภัตตาหารหรือไทยธรรมเป็นสังฆทานนี้ พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญ ว่า เป็นบุญใหญ่ ได้อานิสงส์มากกว่าการถวายจำเพาะเจาะจงภิกษุรูปหนึ่งรูปใด ที่เรียกว่า ปาฏิปุคคลิกทาน เพราะฉะนั้นตั้งแต่โบราณเมื่อจะทำบุญ พระท่านจึงสอนว่าให้ถวายเป็นสังฆทาน เพราะพระสงฆ์เป็นประมุขของผู้หวังบุญ หมู่สงฆ์นี่แหละเป็นประมุขของผู้บูชา ใครอยากได้บุญใหญ่ก็ให้ทำบุญปรารภหมู่สงฆ์ ซึ่ง
พระสงฆ์นั้นหมายรวมถึงสมมติสงฆ์และพระอริยสงฆ์ โดยมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข แม้พระองค์จะเสด็จปรินิพพานนานแล้ว 

     เมื่อกล่าวถวายภัตตาหารเป็นสังฆทานก็จะระลึกรวมไปถึงพระพุทธเจ้าเป็นประธานด้วย หากปรารภหมู่สงฆ์โดยมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ทำบุญด้วยจิตที่เลื่อมใสกันจริงๆ แล้ว "มหัคคตกุศล" จะบังเกิดขึ้นกับตัวเรา และจะส่งผลให้ได้สมบัติทั้งสามไปตลอดทุกภพทุกชาติ

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน มนาปทายีสูตร ว่า
"ผู้ให้ของที่พอใจ ย่อมได้ของที่พอใจ
ผู้ให้ของที่เลิศ ย่อมได้ของที่เลิศ
ผู้ให้ของที่ดี ย่อมได้ของที่ดี
ผู้ให้ของที่ประเสริฐ ย่อมเข้าถึงฐานะอันประเสริฐ
นรชนใดให้ของที่เลิศ ให้ของที่ดี และให้ของที่ประเสริฐ
นรชนนั้น จะบังเกิด ณ ที่ใดๆ ย่อมมีอายุยืน มียศในที่นั้น"

     เมื่อเรามีความตั้งใจในการทำบุญโดยการเลือกซื้อสิ่งของที่เป็นประโยชน์แท้จริงแก่พระสงฆ์ เช่น ของมีคุณภาพ หรือสิ่งของที่พระสงฆ์ต้องการ การเลือกให้แต่ของดี  ของมีประโยชน์  ของสะอาดมีรสดี เป็นต้น  ชื่อว่า เคารพในทานของตนและเคารพในผู้รับ 

องค์แห่งการให้ (ที่ทำให้ได้อานิสงส์มาก) 
๑. วัตถุบริสุทธิ์ (สิ่งของที่จะบริจาคทานต้องได้มาโดยสุจริต) 
๒. เจตนาบริสุทธิ์ (ผู้ให้มีความบริสุทธิ์ใจ มุ่งให้เกิดความดี) 
๓. บุคคลบริสุทธิ์ (ผู้ให้และผู้รับ ต้องมีศีล มีธรรม)
     ก่อนให้ทาน ก็มีความดีใจ....ขณะให้ทาน ก็มีความเลื่อมใส.....หลังจากให้ทาน ก็มีความเบิกบานใจ ไม่เสียดายในภายหลัง
     เมื่อผู้ใดมีเจตนาบริสุทธิ์ครบทั้ง ๓ ระยะอย่างนี้ ย่อมได้บุญมาก มีอานิสงส์ใหญ่



     สำหรับวัตถุทานหรือสิ่งของที่ให้นั้นก็มีหลายอย่าง กล่าวกว้างๆ  ก็ได้แก่ ปัจจัย ๔ คือ จีวร ซึ่งรวมทั้งเครื่องนุ่งห่มด้วย บิณฑบาต ซึ่งรวมทั้งอาหารเครื่องบริโภคทุกอย่าง เสนาสนะ ที่อยู่อาศัย คิลานเภสัช คือยารักษาโรค
     นอกจากนี้  ข้อมูลจากรายการจุดเปลี่ยนได้ไปสอบถามพระสงฆ์จำนวนหนึ่ง แล้วจัดอันดับสิ่งของสังฆทาน ตามความจำเป็นในการใช้งาน รวม ๑๐ อันดับ ซึ่งเรียงจากจำเป็นมากสุดไปน้อยที่สุดได้ ดังนี้  

อันดับที่ ๑ เครื่องเขียนและอุปกรณ์การเรียน  เนื่องจากในปัจจุบันพระสงฆ์ส่วนใหญ่มีโอกาสในการศึกษา จึงมีความจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์การเรียน โดยเฉพาะหนังสือนักธรรม หนังสือบาลี สมุด กระดาษ ปากกา และดินสอ เพราะต้องใช้ในการศึกษาพระธรรม

อันดับที่ ๒ มีดโกน ควรเลือก ใบมีดโกนตราขนนก (Feather) หรือยี่ห้อ Gillette ยิลเลตต์ เนื่องจากพระต้องโกนผมทุกวันโกน แต่ใบมีดยี่ห้ออื่น พระใช้โกนผมแล้วเลือดสาด !!! ท่านจึงใช้ได้แค่ ๒ ยี่ห้อนี้เท่านั้น อนึ่ง ใบมีดตราขนนกจะคมกว่ายิลเลตต์  ใช้ในการโกน?ครั้งแรก ส่วนยิลเลตต์จะใช้เก็บความเรียบร้อยอีกครั้ง

อันดับที่ ๓ ผ้าไตรจีวร แม้จะเป็นสิ่งที่พบเห็นในชุดสังฆทาน แต่ส่วนใหญ่มักเป็นของที่ไม่ได้ขนาดและไม่มีคุณภาพ ดังนั้นผู้ถวายสังฆทาน ควรเลือกอย่างเหมาะสม เช่น ผ้าไตรจีวรที่ทำจากผ้ามัสลิน เพราะเนื้อผ้าเหมาะสมกับสภาพอากาศร้อนชื้น

อันดับที่ ๔ หนังสือธรรมะ สารคดี นิตยสาร หรือหนังสือที่ให้ความรู้อื่นๆ หากไม่สะดวกนำสิ่งของเหล่านี้มาถวายที่วัด สามารถสมัครสมาชิกรายปี หรือสั่งซื้อหนังสือจากสำนักพิมพ์เพื่อให้ส่งตรงถึงวัดเลยก็ได้  

อันดับที่ ๕ รองเท้า แบบของรองเท้าที่นำมาถวายนั้น ควรดูตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ อาจลองสังเกตดูก็ได้ว่า แต่เดิมพระสงฆ์ที่วัดแห่งนั้นสวมใส่รองเท้าแบบใด

อันดับที่ ๖ ยารักษาโรค ควรถวายยาดี มีคุณภาพ และเป็นยาสามัญทั่ว ๆ ไป ที่ใช้กันในชีวิตประจำวัน  

อันดับที่ ๗ ผ้าขนหนู ควรเลือกผ้าขนหนูเนื้อดี สีสุภาพ ไม่ควรมีลวดลายฉูดฉาด และไม่จำเป็นต้องมีสีเหลืองแต่อย่างใด

อันดับที่ ๘ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์  ในยุคโลกหมุนตามเทคโนโลยี วัดต่างๆ จำเป็นต้องใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ในการศึกษาและเผยแผ่พระพุทธศาสนา ซึ่งยังมีหลายวัดที่ยังขาดแคลนอุปกรณ์เหล่านี้อีกเป็นจำนวนมาก

อันดับที่ ๙ ผลิตภัณฑ์และชุดอุปกรณ์ทำความสะอาด เช่น น้ำยาล้างห้องน้ำ น้ำยาล้างจาน ไม้กวาด และไม้ถูพื้น

อันดับที่ ๑๐ แชมพูสระผม เนื่องจากพระสงฆ์ต้องใช้แชมพูในการชำระล้างหนังศีรษะก่อนการปลงผม ดังนั้น แชมพูจึงถือเป็นสิ่งจำเป็นอีกอย่างหนึ่งนั่นเอง


ที่มา: https://goo.gl/CAJdMR
     นอกจากสิ่งของใน ๑๐ อันดับข้างต้นนี้ ยังมีข้าวของเครื่องใช้อื่น ๆ ที่พระสงฆ์จำเป็นต้องใช้อีกมาก เช่น บัลลาสต์-สตาร์ตเตอร์  ที่ใช้คู่กับหลอดไฟ และการถวายปัจจัย ก็ถือเป็นการถวายสังฆทานอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ใจบุญที่ไม่มีเวลาไปเลือกซื้อสังฆทาน
     โดยเฉพาะช่วงนี้อยู่ใน "ฤดูเข้าพรรษา" เราชาวพุทธก็หมั่นหาโอกาสพาครอบครัวเข้าวัดทำทาน รักษาศีล และประพฤติปฏิบัติธรรมกันให้สม่ำเสมอ เมื่อเข้าวัดคราวใด อย่าลืมจัดชุดไทยธรรมไปถวายสังฆทานแด่หมู่สงฆ์กันด้วยเน้อ จะได้บุญที่มีอานิสงส์มากแบบปลื้มๆ ค่ะ


เรียบเรียงเนื้อหาจาก
- https://goo.gl/jxtGQQ (http://buddha.dmc.tv)
- http://84000.org/tipitaka/book/bookpn01.html#7
- http://www.sc.mahidol.ac.th/scbi/MUBio_Webboard.phpAction=ViewTopic&TopicID=1258&Lang =Eng
- https://hilight.kapook.com/view/87378


เกิดอะไรขึ้นในสังคมไทย!!! ยังเหลือความเป็นเมืองพุทธอยู่หรือไม่ ??? ... ตำรวจบุกงานแถลงข่าวแก้วิกฤตพระพุทธศาสนา



เกิดอะไรขึ้นในสังคมไทย!!! ยังเหลือความเป็นเมืองพุทธอยู่หรือไม่ ??? ... ตำรวจบุกงานแถลงข่าวแก้วิกฤตพระพุทธศาสนา*
*หมายเหตุ: แต่เดิม การแถลงข่าว "การแก้วิกฤติของพระพุทธศาสนา" เพื่อความรักสามัคคี ในสถานการณ์ที่เจ้าหน้าที่ของรัฐอาจมีความพยายามใช้มาตรฐานทางกฎหมาย และความรุนแรงต่อพระสงฆ์ ชาวพุทธ รวมถึงวัดในพระพุทธศาสนา โดยคณะผู้นำองค์กชาวพุทธ มีกำหนดจัดขึ้นในวันจันทร์ที่ 12 ธันวาคม 2559 เริ่มเวลา 14.00 น. เป็นต้นไป ณ ห้องมาร์ ชั้น 3 โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น ถนนวิภาวดี-รังสิต เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ




        ต่อมาในวันเดียวกันวันที่ 12 ธันวาคม 2559  เลขาธิการพรรคอธิปไตยปวงชนชาวไทยออกแถลงการณ์ปกป้องพระพุทธศาสนา หลังงานแถลงข่าว “แก้วิกฤตของพระพุทธศาสนาฯ” โดนระงับไม่ให้จัดงาน

        ทำให้ น.อ.คัมภีร์ คัมภีรญาณนนท์ เลขาธิการพรรคอธิปไตยปวงชนชาวไทย หนึ่งในผู้ร่วมงานสัมมนา ได้ออกแถลงการณ์ปกป้องพระพุทธศาสนาเพื่อความมั่นคงของชาติ ด้วยความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะแสวงหาแนวทางสร้างบูรณภาพ สร้างความเข้มแข็ง และป้องกันการบ่อนทำลายพระพุทธศาสน โดยที่ไม่ได้เป็นลูกศิษย์ของพระเทพญาณมหามุนี วัดพระธรรมกายแต่อย่างใด ทั้งนี้ ตนได้มีโอกาสเข้าวัดพระธรรมกาย รวมทั้ง สันติอโศก และวัดอ้อน้อย เมื่อประมาณเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา จึงพบข้อเท็จจริงที่ว่า จะหาแนวทางอย่างไรเพื่อให้พุทธศาสนามีความเข้มแข็งในความแตกต่าง เราจะสร้างความเข้มแข็งอย่างไร เพราะทุกที่ต่างมีข้อดีที่ต่างกัน

        น.อ.คัมภีร์ระบุว่า วิกฤตศรัทธาของศาสนาที่ผ่านมาหากปล่อยทิ้งไว้จะยากเกินจะแก้ไข และอาจจะกระทบต่อความมั่นคงของชาติ >>> ตั้งแต่กรณีการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช องค์พระประมุขแห่งศาสนจักร ซึ่งถือเป็นองค์คู่พระบารมีแห่งองค์พระมหากษัตริย์ 
>>> กรณีการขับไล่พระภิกษุสงฆ์ และทำลายศาสนสถานที่อยู่ในพื้นที่ป่าสงวน 
>>> กรณีการเสนอข่าวของบางสำนักที่อาจถูกเป็นเครื่องมือให้เกิดความเสื่อมศรัทธาต่อพระพุทธศาสนา 
>>> รวมทั้งกรณีของกฎหมายที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะการปฏิบัติต่อพระสงฆ์เมื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เช่น กรณีของวัดพระธรรมกาย ดังนั้น กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับศาสนจักรในปัจจุบันต้องได้รับการแก้ไข หากไม่สามารถพึงกระทำได้ในขณะนี้ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) สามารถผ่อนปรนอนุโลม หรือแก้กฎหมายได้หากมีความจำเป็น หรือหากเหตุนั้นอาจจะกระทบต่อความมั่นคงของชาติ ซึ่ง สนช.และ ครม.สามารถพึงกระทำได้ และสมควรปฏิบัติ

“ในขณะที่กองทัพยังมีศาลทหาร มีนายทหารพระธรรมนูญเพื่อดูแลกำลังของกองทัพ 
>>> เพราะฉะนั้น พระสงฆ์ไม่ใช่บุคคลธรรมดาที่จะนำเอากฎหมายทั่วไปบังคับใช้เพราะท่านถือความศรัทธาจากประชาชนชาวพุทธ จึงสามารถส่งผลกระทบไปถึงความศรัทธาของพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นหนึ่งในสถาบันหลัก คือ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ 
>>> เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องของความมั่นคงของชาติที่สำคัญยิ่ง ที่ทุกฝ่ายโดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลจะต้องมาเร่งแก้ไขโดยด่วน” น.อ.คัมภีร์กล่าว



ขอบคุณข้อมูล:
1.http://www.matichon.co.th/news/392025
2.https://www.facebook.com/wat.dhammakaya.benelux/?fref=ts



“ซ่าง” คืออะไร? ใช้เพื่ออะไร? ในงานพระราชพิธี

ซ่าง
ขอบคุณภาพจาก https://goo.gl/Vy5VaA

        หลักฐานที่กล่าวถึงการจัดพระราชพิธีพระบรมศพที่เก่าแก่ที่สุดนั้น ปรากฏอยู่ในหนังสือไตรภูมิกถา หรือไตรภูมิพระร่วง หนังสือวรรณคดีทางพระพุทธศาสนาเล่มแรกของชาติไทย พระมหาธรรมราชาที่ ๑ พญาลิไทยแห่งกรุงสุโขทัย ทรงพระราชนิพนธ์เมื่อปีระกา  พุทธศักราช ๑๘๘๘ พรรณนาการจัดการพระศพพระยามหาจักรพรรดิราช


อีกมุมของซ่าง
ขอบคุณภาพจาก https://goo.gl/yeI49J

        วันนี้เรามารู้จักอาคารประกอบของพระเมรุมาศ และพระเมรุ เพราะนอกจากพระเมรุมาศ พระเมรุ ซึ่งเป็นประธานภายในตั้งพระจิตกาธานสำหรับประดิษฐานพระโกศพระบรมศพ พระศพแล้ว ยังมีอาคารประกอบอื่นๆ รวมทั้งปริมณฑลโดยรอบ ซึ่งอาคารที่สำคัญประการหนึ่ง คือ ซ่าง/ ส้าง หรือ สำส้าง
        “คด” คือ ศาลาแสดงบริเวณเขตล้อมรอบพระเมรุมาศ มีทางเข้าออก ๔ ทาง มุมคดที่ทำเป็นมุมฉาก เรียกว่า “ซ่าง” ซึ่งนิยมทำเป็น “เรือนยอด”
        พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายว่า “ซ่าง” ที่ยกพื้นไว้สูงสำหรับพระสงฆ์นั่งสวดอภิธรรมอยู่ ๔ มุมเมรุ เรียกว่า “สำซ่าง” หรือ “คดซ่าง” หรือ “สร้าง” ก็เรียก ซ่าง คือ ศาลาตรงมุมฉากของคดทั้งสี่มุมสำหรับพระสงฆ์สวดอภิธรรม


พระนั่งสวดพระอภิธรรมบนซ่าง
ขอบคุณภาพจาก https://goo.gl/SK2jHT


        โดยสรุปแล้ว ซ่าง เป็นอาคารรูปสี่เหลี่ยมหลังคายอด สร้างขึ้นตามมุมทั้งสี่ของพระเมรุมาศ มีจำนวน ๔ หลัง อยู่ที่มุมติดกับรั้วราชวัติ ๒ หลัง และที่มุขด้านทิศเหนือและทิศใต้อย่างละ ๑ หลัง ใช้เป็นที่สำหรับพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม ในงานถวายพระเพลิงพระบรมศพ ตั้งแต่พระโกศพระบรมศพ พระศพประดิษฐานบนพระจิตกาธาน จนกว่าจะถวายพระเพลิงเสร็จ คือจะมีพระพิธีธรรม ๔ สำรับ นั่งอยู่ประจำซ่าง โดยจะผลัดกันสวดทีละซ่างเวียนกันไป


ขอบคุณภาพจาก https://goo.gl/Z30CWK

        ยกตัวอย่างเช่น งานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี   ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง  ทางสถาปนิก ยังได้ออกแบบซ่าง  ซึ่งเป็นอาคารเล็กๆ อยู่ ๔ มุม บนฐานชาลาของพระเมรุ เพิ่มขึ้นมา โดยซ่างทั้ง ๔ หลังดังกล่าว ใช้สำหรับเป็นที่นั่งสำหรับพระสงฆ์ ในการสวดพระอภิธรรมตลอดระยะเวลาที่อัญเชิญพระโกศขึ้นพระเมรุ คือ ตั้งแต่เวลาประมาณเวลา ๑๒ น.วันที่ ๙ เมษายน จนกระทั่งถึงเช้าวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๕  ในช่วงที่มีพระราชพิธีตลอดรายการ  ทั้งนี้ ใน ซ่าง ๑ หลัง  จะมีพระสงฆ์นั่งอยู่  ๔ รูปทั้งมดจำนวน ๑๖ รูป  สวดพระอภิธรรมต่อเนื่องกันไปตลอดเวลา  
        ยังไม่จบเพียงเท่านี้ ยังมีเรื่องน่ารู้ น่าสนใจเกี่ยวกับพระราชพิธีบรมศพ อีกหลายอย่างที่น่าศึกษาและชาวไทยส่วนใหญ่ไม่รู้จัก....


ขอบคุณข้อมูอ้างอิง
1.https://www.thaitux.info/dict/words=%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%99
2.https://goo.gl/owtzU7
3.http://data.bn.ac.th/doc/pdf/princessgalyani/karayalai_ebook.pdf
4.http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1333548676