แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประโยชน์ แสดงบทความทั้งหมด

ตัวกรองคำพูด ๕ ชั้นตามหลักวาจาสุภาษิต “พูดดีเป็นศรีแก่ตัว พูดชั่วพาตัวมีภัย”



   ตั้งใจมาหลายวันอยากจะเขียนเรื่องเตือนใจตนเองและคิดว่าเรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยสำหรับใครหลายๆ คนที่ได้เข้ามาอ่าน เราเคยลองสังเกตแล้วตั้งคำถามไหมว่า ในชีวิตประจำวัน เราใช้อวัยวะหรือทักษะไหนมากที่สุด ระหว่างการคิด การฟัง การอ่าน การพูดหรือการเขียน?

   ระหว่างคิดทบทวน มีเรื่องหนึ่งมาเล่าให้ฟัง...เคยสงสัยไหม?ว่า อวัยวะในร่างกายของคนเรานี้ก็แปลก 

ตา มีหน้าที่ ดู อย่างเดียว ธรรมชาติให้มา ๒ ตา 
ส่วน หู มีหน้าที่ ฟัง อย่างเดียว ธรรมชาติให้มา ๒ หู
แต่ ปาก นี่ซิ มีหน้าที่ถึง ๒ อย่าง คือทั้งกินและพูด ธรรมชาติกลับให้ มาเพียงปากเดียว 
   แสดงว่า ธรรมชาติต้องการให้คนดูให้มาก ฟังให้มาก แต่พูดให้น้อยๆ ให้มีสติคอยระมัดระวังปาก จะกินก็กินให้พอเหมาะ จะพูดก็พูดให้พอดี ท่านผู้อ่านเห็นด้วยไหมค่ะ

   มาถึงตรงนี้หลายคนคงได้คำตอบสำหรับตัวเองแล้วว่าแต่ละวันทักษะหรืออวัยวะไหนได้ใช้มากสุด แต่ประเด็นสำคัญที่จะนำมาฝากวันนี้ คือเรื่องของ “คำพูด” เพราะถึงแม้เป็นเพียงลมที่พ่น หรือพุ่งออกมาจากปาก แต่นับว่ามาอานุภาพมากยิ่งนัก จะช่วยสร้างสรรค์หรือทำลาย คนพูดจะดูน่าคบหาหรือน่ารังเกียจ ชีวิตจะเจริญก้าวหน้า ประสบความสำเร็จหรือถอยหลัง ตกต่ำ ก็ขึ้นอยู่กับคำพูดจึงนับเป็นปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่ง

   “พูดดีเป็นศรีแก่ตัว พูดชั่วพาตัวมีภัย” การพูด แม้จะเป็นรองความคิด แต่นำคุณนำโทษมาสู่ตัวเองและผู้อื่นได้มากกว่า ดังนั้น จึงนำความรู้เรื่องตัวกรองคำพูด ตามลักษณะวาจาสุภาษิต มาให้ทบทวนกันค่ะ


ตัวกรองคำพูด ๕ ชั้นตามหลักวาจาสุภาษิต

   วาจาสุภาษิต หมายถึง คำพูดที่ผู้พูดได้กลั่นกรองไว้ดีแล้วด้วยใจที่ผ่องใส มิใช่สักแต่พูด

องค์ประกอบของวาจาสุภาษิต

   ตัวกรองชั้นที่ ๑.ต้องเป็นคำจริง ไม่ใช่คำพูดที่ปั้นแต่งขึ้น เป็นคำพูดที่ไม่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ไม่บิดเบือนจากความจริง ไม่เสริมความ ไม่อำความ ต้องเป็นเรื่องจริง

   ตัวกรองชั้นที่ ๒.ต้องเป็นคำสุภาพ เป็นคำพูดไพเราะ ที่กลั่นออกมาจากน้ำใจที่บริสุทธิ์ ไม่เป็นคำหยาบ คำด่า คำประชดประชัน คำเสียดสี คำหยาบนั้นฟังก็ ระคายหู แค่คิดถึงก็ระคายใจ

   ตัวกรองชั้นที่ ๓.พูดแล้วก่อให้เกิดประโยชน์ เกิดผลดีทั้งแก่คนพูดและคนฟัง ถึงแม้คำพูดนั้นจะจริงและเป็นคำสุภาพ แต่ถ้าพูดแล้วไม่เกิดประโยชน์อะไร กลับจะทำให้เกิดโทษ ก็ไม่ควรพูด


   ตัวกรองชั้นที่ ๔.พูดด้วยจิตเมตตา พูดด้วยความปรารถนาดี อยากให้คนฟังมีความสุข มีความเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป ในข้อนี้หมายถึงว่า แม้จะพูดจริง เป็นคำสุภาพ พูดแล้วเกิดประโยชน์ แต่ถ้าจิตยังคิดโกรธมีความริษยาก็ยังไม่สมควรพูด เพราะผู้ฟังอาจรับไม่ได้ ถ้วยคำที่กล่าวด้วยจิตขุนมัว แม้เพียงประโยคเดียวอาจก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงอย่างไม่อาจประมาณได้

   ตัวกรองชั้นที่ ๕.พูดถูกกาลเทศะ แม้ใช้คำพูดที่ดี เป็นคำจริง เป็นคำสุภาพ เป็นคำพูดที่มีประโยชน์ และพูดด้วยจิตที่เมตตา แต่ถ้าผิดจังหวะ ไม่ถูกกาลเทศะ ผู้ฟังยังไม่พร้อมที่จะรับแล้ว จะก่อให้เกิดผลเสียได้ เช่น จะกลายเป็นประจานหรือจับผิดกันไป

   - พูดถูกเวลา(กาล) คือรู้ว่าเวลาไหนควรพูด เวลาไหนยังไม่ควรพูด ควรพูดนานเท่าไร ต้องคาดผลที่จะเกิดขึ้นไว้ด้วย

   - พูดถูกสถานที่(เทศะ) คือรู้ว่าในสถานที่เช่นไร เหตุการณ์แวดล้อม เช่นไรจึงสมควรที่จะพูด หากพูดออกไปแล้วจะมีผลดีหรือผลเสียอย่างไร
   เช่น มีความหวังดีอยากเตือนเพื่อนไม่ให้ดื่มเหล้า แต่ไปเตือนขณะเพื่อนกำลังเมาอยู่ในหมู่เพื่อนฝูงทำให้เขาเสียหน้า อย่างนี้นอกจากเขาจะไม่ฟังแล้ว เราเองอาจเจ็บตัวได้


“คนฉลาดไม่ใช่เป็นแต่พูดเท่านั้น ต้องนิ่งเป็นด้วย

คนที่พูดเป็นนั้น ต้องรู้ในสิ่งที่ไม่ควรพูดให้ยิ่งกว่าสิ่งที่ควรพูด”


   ขอปิดท้ายด้วย บทสักวาหวานอื่นมีหมื่นแสน สอนเกี่ยวกับคำพูดของมนุษย์ ประพันธ์โดย พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงบดินทรไพศาลโสภณ

สักวาหวานอื่นมีหมื่นแสน  
ไม่เหมือนแม้นพจมานที่หวานหอม

กลิ่นประเทียบเปรียบดวงพวงพะยอม 
อาจจะน้อมจิตโน้มด้วยโลมลม

แม้นล้อลามหยามหยาบไม่ปลาบปลื้ม 
ดังดูดดื่มบอระเพ็ดต้องเข็ดขม

ผู้ดีไพร่ไม่ประกอบชอบอารมณ์  
ใครฟังลมเมินหน้าระอาเอย


ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงและภาพจาก 
-http://www.kalyanamitra.org/th/mngkhlchiwit38_detail.php?page=99
-สักวาหวานอื่นมีหมื่นแสน ประพันธ์โดย พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงบดินทรไพศาลโสภณ
-ภาพ https://goo.gl/3NH22i

ประโยชน์ทางด้านวิทยาศาสตร์ของสมาธิ 76 ข้อที่คุณอาจจะยังไม่ทราบ (ตอนจบ)

ที่มา: https://goo.gl/4TzxQu

3. ร่างกายและสุขภาพ

     ถ้าคุณไม่ชอบยา ลองทำสมาธิ เพราะหนึ่งออนซ์ของการป้องกันมีคุณค่าเป็นหนึ่งปอนด์ของการรักษา

การทำสมาธิช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง
     ผู้คนทั่วโลกเสียชีวิตจากโรคหัวใจมากกว่าโรคอื่น ๆ ผลการศึกษาที่เผยแพร่ในปลายปี 2012 กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงกว่า 200 คน ทั้งกลุ่มที่ใช้เวลาศึกษาด้านสุขภาพที่ส่งเสริมเรื่องการกินและการออกกำลังกายให้ดีขึ้น หรืออีกกลุ่มที่ใช้เวลาเรียนทำสมาธิล่วงพ้น (Transcendental Meditation) 
     ในช่วง 5 ปีต่อมา นักวิจัยทำการรวบรวมผู้เข้าร่วมทดลอง พบว่า กลุ่มคนที่ฝึกสมาธิมีผลต่อการลดความเสี่ยงโดยรวม ในการเป็นโรคหัวใจวาย, โรคหลอดเลือดสมองและความตาย ประมาณ 48%  พวกเขา กล่าวว่า การทำสมาธิ "ลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต, กล้ามเนื้อหัวใจวาย ในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ 
     การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้สัมพันธ์กับความดันโลหิตต่ำและปัจจัยความเครียดทางจิตสังคม
     นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยอื่น ๆ ที่ชี้ให้เห็นถึงข้อสรุปที่คล้ายกันเกี่ยวกับสุขภาพและเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง
ที่มา: Time Magazine, American Heart Association, HealthCentral

การทำสมาธิมีผลต่อยีนที่ควบคุมความเครียดและภูมิคุ้มกัน
     การศึกษาจากโรงเรียนการแพทย์ ฮาร์วาร์ด แสดงให้เห็นว่า หลังจากฝึกโยคะและการทำสมาธิแล้ว บุคคลดังกล่าวมีการปรับปรุงการผลิตพลังงานซึ่งเป็นสารในดีเอ็นเอ (mitochondrial) การบริโภคและความยืดหยุ่น การปรับปรุงนี้ช่วยพัฒนาระบบภูมิคุ้มกันให้สูงขึ้นและความยืดหยุ่นต่อความเครียด
ที่มา: Bloomberg, NCBI, American Psychosomatic Medicine Journal, Journal

การทำสมาธิลดความดันโลหิต
     การวิจัยทางคลินิก ชี้ให้เห็นว่า การปฏิบัติสมาธิแบบเซน (ที่
รู้จักกันในนาม "Zazen") ช่วยลดความเครียดและความดันโลหิตสูง         อีกหนึ่งการทดลองในเวลาเดียวกันด้วยเทคนิคที่เรียกว่า "ภาวะตอบสนองแบบผ่อนคลาย" ให้ผลลัพธ์ที่คล้ายคลึงกัน โดย 2/3 ของผู้ป่วยความดันโลหิตสูง มีความดันโลหิตลดลง หลังจากทำสมาธิ 3 เดือนและความต้องการยาน้อยลง อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการผ่อนคลายมีผลในการก่อตัวของไนตริกออกไซด์ ซึ่งสารนี้จะเปิดหลอดเลือดของคุณ
ที่มา: The Journal of Alternative and Complimentary Medicine, NPR News

ที่มา: https://peacerevolution.net/docs/en/inner-peace-time

การฝึกสติจะลดความผิดปกติของการอักเสบ
     การศึกษาที่ทำในประเทศฝรั่งเศสและสเปน ของศูนย์ UW-Madison Waisman แสดงให้เห็นว่า การปฏิบัติสมาธิแบบเจริญสติ ช่วยสร้างช่วงของพันธุกรรมและโมเลกุล จึงส่งผลต่อผู้เข้าร่วมทดลอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผลจากการศึกษายังระบุว่า ระดับยีนที่กระตุ้นการอักเสบลดลง ซึ่งจะมีความสัมพันธ์กับการฟื้นตัวของร่างกายที่เร็วขึ้นจากสถานการณ์ตึงเครียด
ที่มา: University of Winsconsin Madison, & HealthCentral & Medical News Today

การทำสมาธิแบบเจริญสติลดการอักเสบในระดับเซลล์
     จากผลการศึกษาทั้งสามชิ้นด้านล่าง กลุ่มคนที่ฝึกสมาธิ ได้รับผลดีเรื่องการป้องกันการอักเสบในระดับเซลล์มากกว่ากลุ่มควบคุม
แหล่งที่มา: ScienceDirect (1), ScienceDirect (2), ScienceDirect (3)

การฝึกสติช่วยป้องกันโรคหอบหืด, โรคไขข้ออักเสบและโรคลำไส้อักเสบ
     ในงานวิจัยที่ทำโดยนักประสาทวิทยา จากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน (University of Wiscons) เมืองแมดิสัน กลุ่มคนสองกลุ่มได้เผชิญกับความเครียดที่แตกต่างกัน กลุ่มหนึ่งได้รับการฝึกสติในขณะที่อีกกลุ่ม ได้รับการศึกษาด้านโภชนาการ, การออกกำลังกายและการบำบัดด้วยดนตรี 
     การศึกษานี้สรุปได้ว่า เทคนิคการฝึกสติมีประสิทธิภาพในการบรรเทาอาการอักเสบมากกว่ากิจกรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดี
ที่มา: Medical News Today

การทำสมาธิและการสวดมนต์ช่วยรักษาโรควัยก่อนหมดระดู (premenstrual) และอาการวัยหมดระดูแล้ว
     นี่คือข้อสรุปของการศึกษาควบคุมแบบสุ่มมากกว่า 20 แบบที่นำมาจาก PubMed, PsycInfo และ Cochrane Database ที่เกี่ยวกับเทคนิคการทำสมาธิ,การสวดมนต์, โยคะ และภาวะตอบสนองแบบผ่อนคลาย
ที่มา: The Journal of Alternative and Complementary Medicine


สมาธิลดความเสี่ยงของโรคอัลไซเมอร์และการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร
     ผลการวิจัยล่าสุดที่เผยแพร่ในวารสารเรื่องสมอง พฤติกรรมและภูมิคุ้มกัน (Brain, Behavior and Immunity) กล่าวว่า เพียง 30 นาทีของการทำสมาธิต่อวัน ไม่เพียงแต่ช่วยลดความรู้สึกเหงา แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ, ภาวะซึมเศร้า, การตายของคนอัลไซเมอร์และตายก่อนวัยอันควร
ที่มา: HealthCentral

ที่มา: https://goo.gl/wBc0hf

การฝึกสติจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคไขข้ออักเสบที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อหรือกระดูก (fibromyalgia)
     ในการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร PubMed ผู้เข้าร่วมทดลอง 11 รายที่ได้รับความเจ็บปวดจาก โรคไขข้ออักเสบ ได้รับการฝึกสติ 8 สัปดาห์ ผลการศึกษา นักวิจัยพบว่า สภาวะสุขภาพโดยรวมของผู้เข้าร่วมทดลองพัฒนาดีขึ้น รวมถึงอาการตึงเครียด, ความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าด้วย
ที่มา: NCBI (1), NCBI (2), Psychotherapy และ Psychosomatics Journal

การทำสมาธิช่วยจัดการอัตราการเต้นของหัวใจและอัตราการหายใจ
     จากการศึกษาที่เผยแพร่โดยสมาคมแพทย์แผนโบราณของเกาหลี ผู้ที่ฝึกปฏิบัติด้วยเทคนิค “ทำสมาธิแบบอมริตา(Amrita) เชิงบูรณาการ" แสดงชัดเจนว่า ช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจและอัตราการหายใจอย่างเด่นชัด เป็นระยะเวลาถึง 8 เดือนหลังการฝึกอบรมแล้ว
ที่มา: KoreaScience

การทำสมาธิแบบเจริญสติอาจช่วยรักษาเอชไอวี
คำพูดจากผลการศึกษาของ UCLA:
     Lymphocytes หรือเพียงแค่เซลล์ CD4 T นับเป็น "สมอง" ของระบบภูมิคุ้มกัน
     กิจกรรมของระบบนี้จะประสานกันเมื่อร่างกายถูกโจมตี รวมถึงเซลล์ที่ถูกโจมตีโดยเชื้อเอชไอวีซึ่งเป็นไวรัสทำลายล้างที่เป็นสาเหตุของโรคเอดส์และมีผู้ติดเชื้อประมาณ 40 ล้านคนทั่วโลก
     ไวรัสนี้ค่อยๆ กินไปที่ CD4 T เซลล์ ส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันลดลง แต่ระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยเอชไอวี / เอดส์ที่ต้องเผชิญกับอีกหนึ่งศัตรูด้วยเช่นกัน คือความเครียด ซึ่งสามารถเร่งเซลล์ CD4 T ให้
ลดลง ตอนนี้นักวิจัยจากยูซีแอลเอ รายงานว่า การฝึกสมาธิทำให้หยุดการลดลงของเซลล์ CD4 T ในผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีแบบบวก ลดความทุกข์ทรมานจากความเครียด ชะลอความก้าวหน้าของโรค (... )
     เครสเวลและเพื่อนร่วมงานของเขาได้ทำการทดลอง โปรแกรมสมาธิลดความเครียด ระยะเวลา 8 สัปดาห์ (MBSR) และเปรียบเทียบกับ การสัมมนาโปรแกรมสมาธิลดความเครียด
แบบควบคุม (MBSR) หนึ่งวัน โดยใช้ตัวอย่างที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติจำนวน 48 คนที่มีเชื้อเอชไอวีบวกในลอสแองเจลิส 
     ผู้เข้าร่วมในกลุ่ม 8 สัปดาห์ พบว่า ไม่มีการสูญเสียเซลล์ CD4 T บ่งชี้ถึงว่า การฝึกสมาธิแบบกำเจริญสติสามารถป้องกันการเสื่อมลงได้ ตรงกันข้ามกับกลุ่มควบคุม พบอย่างเด่นชัดว่า มีการลดลงอย่างมากของเซลล์ CD4 T ทั้งก่อนและหลังการศึกษา 
     การลดลงดังกล่าวเป็นลักษณะเฉพาะที่ชี้ชัดถึงความก้าวหน้าของเชื้อเอชไอวี
ที่มา: ScienceDaily

ที่มา: https://peacerevolution.net/docs/en/inner-peace-time

การทำสมาธิอาจทำให้คุณอยู่ได้นานขึ้น
     เทเลอเมียร์ส (Telomeres) คือโครงสร้างสารประกอบที่ปลายโครโมโซม เป็นส่วนสำคัญของเซลล์ที่มีผลต่ออายุของเซลล์ของมนุษย์
     แม้ว่างานวิจัยยังไม่สรุปเป็นที่แน่ชัด แต่ก็มีข้อมูลที่ชี้ให้เห็นว่า "บางรูปแบบของการทำสมาธิอาจมีผลดีต่อการยืดอายุของสารเทเลอเมียร์ส (Telomeres) โดยการลดความเครียดทางความคิดและลดการกระตุ้นความเครียดและเพิ่มสภาวะบวกของจิตใจและยังเป็นปัจจัยทางฮอร์โมนที่อาจส่งเสริมการบำรุงรักษาเทเลอเมียร์สได้ "
ที่มา: Wiley Online Library

ประโยชน์ด้านสุขภาพของการทำสมาธิล่วงพ้น (Transcendental Meditation)
     มีผลการศึกษาจำนวนมากเกี่ยวกับประโยชน์ด้านสุขภาพของ
การทำสมาธิล่วงพ้น กล่าวสรุปโดยย่อ ดังนี้


- ลดการเผาผลาญ (ที่มา: American Medical Association’s Archives of Internal Medicine, June 2006)
- ช่วยจัดการผลกระทบจากการบาดเจ็บ (ที่มา: Hindustan Times)
- ช่วยยืดอายุ (ที่มา: American Journal of Cardiology, May 2005)
- ลดความดันโลหิตในวัยรุ่นที่เป็นกลุ่มเสี่ยง (ที่มา: American Journal of Hypertension,
April 2004; และ DoctorsOnTM)
- ลดภาวะหลอดเลือด (ที่มา: American Journal of Cardiology, April 2002)
- ลดภาวะตีบตันของหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงหัวใจ (Stroke, March 2000)
- ลดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (American Journal of Cardiology, May 1996)
- ช่วยจัดการและป้องกันความวิตกกังวล (ที่ here & here)
- ช่วยจัดการคอเลสเตอรอล (DoctorsOnTM)
- ช่วยรักษาโรคลมชัก (DoctorsOnTM)
- ช่วยให้คุณเลิกสูบบุหรี่ (DoctorsOnTM)
- สร้างและส่งเสริมสภาวะร่างกายและจิตใจให้พักผ่อนได้ลึก (Hypertension 26: 820-827, 199-
- เพิ่มความต้านทานต่อผิว (Physiology & Behavior 35: 591-595, 1985)
- เพิ่มความชัดเจนในการคิด (Perceptual and Motor Skills 39: 1031-1034, 1974)
แหล่งที่มา: มูลนิธิเดวิดลินช์ (David Lynch Foundation)

ที่มา: https://peacerevolution.net/docs/en/inner-peace-time

4. ด้านการปฏิสัมพันธ์

การทำสมาธิแม้จะเป็นการออกกำลังเพียงลำพังแต่ช่วยพัฒนาความสัมพันธ์ส่วนบุคคลและความสัมพันธ์ทางสังคมของคุณได้


การทำสมาธิแบบแผ่ความรักความเมตตาช่วยพัฒนาความเห็นอกเห็นใจและความสัมพันธ์ที่ดี
     ในวิถีทางพุทธศาสนา เราพบการฝึกความเมตตา หรือการทำสมาธิแบบแผ่ความรักความเมตตาที่ผู้ปฏิบัติมุ่งเน้นการพัฒนาความรู้สึกที่มีเมตตาและการใส่ใจต่อสิ่งมีชีวิตทั้งหมด
     จากการศึกษาของมหาวิทยาลัยเอมมอรี่ (Emory University) การฝึกปฏิบัติดังกล่าว ช่วยเพิ่มความสามารถในการเอาใจใส่คนอื่นด้วยการอ่านความรู้สึกจากการแสดงออกบนใบหน้า
     การศึกษาอีกชิ้นหนึ่งชี้ให้เห็นว่า การพัฒนาอารมณ์บวกผ่านความเมตตา ได้สร้างทรัพยากรบุคคลหลายอย่าง รวมถึง "ทัศนคติที่มีความรักต่อตัวเองและคนอื่น ๆ รวมถึงการยอมรับตนเอง การสนับสนุนทางสังคมที่ได้รับและความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น" รวมทั้ง "ความรู้สึกเข้าใจต่อความสามารถเกี่ยวกับชีวิตของแต่ละคน "และรวมถึง" วิถีการคิด การมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เป้าหมายในชีวิตและความยืดหยุ่นของตน
ที่มา: ScienceDaily, NCBI, PLOS One

การทำสมาธิแบบแผ่ความรักความเมตตาช่วยลดการแยกตนเองออกจากทางสังคม
     จากการศึกษาซึ่งตีพิมพ์ในวารสารสมาคมจิตวิทยาอเมริกัน เรื่องที่ว่า "แม้เพียงไม่กี่นาทีของการทำสมาธิที่แผ่ความรักความเมตตาช่วยเพิ่มความรู้สึกของการเชื่อมต่อทางสังคมและความรู้สึกที่ดีต่อบุคคลใหม่ทั้งในระดับที่ชัดเจนและโดยนัย ผลการวิจัยเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า เทคนิคง่ายๆ นี้ อาจช่วยเพิ่มอารมณ์ทางสังคมในเชิงบวกและลดการแยกทางสังคม "
ที่มา: American Psychological Association

การทำสมาธิเพิ่มความรู้สึกของความเมตตาและลดความวิตกกังวล
     หลังจากได้รับการฝึกอบรมเพาะปลูกความเมตตา ระยะเวลา 9 สัปดาห์ (CCT) แต่ละคนได้รับการพัฒนาความเห็นอกเห็นใจทั้ง 3 ด้านอย่างชัดเจน – ความเห็นอกเห็นใจต่อผู้อื่น,การได้รับความเห็นอกเห็นใจจากผู้อื่น, และความเห็นอกเห็นใจตนเอง ในสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกัน กลุ่มคนที่ได้ฝึกผ่านประสบการณ์ดังกล่าว ช่วยลดความวิตกกังวลและการกดดันทางอารมณ์
ที่มา: Stanford School of Medicine (also here), Sage Journals.

ที่มา: https://peacerevolution.net/docs/en/inner-peace-time

สมาธิแบบเจริญสติทำให้ลดความรู้สึกเหงาได้
     การศึกษาจากมหาวิทยาลัยคาร์เนกี้ เมลลอน (Carnegie Mellon University) พบว่า สมาธิแบบเจริญสติเป็นประโยชน์ในการลดความรู้สึกเหงา ซึ่งในทางกลับกันจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วย, การเสียชีวิต และลดการแสดงออกของยีนอักเสบอีกด้วย
ที่มา: ScienceDirect

การทำสมาธิช่วยลดความรู้สึกอยากกิน
     นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า การฝึกสมาธิล่วงพ้น (Transcendental Meditation) ช่วยจัดการความรู้สึกอยากกิน ซึ่งป้องกันโรคอ้วนได้
ที่มา: DoctorsOnTM

ที่มา: https://goo.gl/wBc0hf

5. ด้านความมีสติสำหรับเด็ก

สติเป็นสิ่งที่ต้องการที่สุดในการศึกษา 
เริ่มตั้งแต่การจรดที่กระดานดำ

ในการรวบรวมการศึกษาที่ทำเกี่ยวกับเรื่องสติในโรงเรียน ขององค์การ MindfulnessInSchools นำเสนอหลักฐานด้านวิจัย สำหรับประโยชน์การฝึกสติสำหรับเด็ก มีดังต่อไปนี้ :
- ลดอาการซึมเศร้า
- ลดความเครียดของร่างกาย
- ลดความเป็นปฏิปักษ์และความขัดแย้งกับเพื่อน
- ลดความวิตกกังวล
- ลดปฏิกิริยาโต้ตอบ
- ลดการใช้สารเสพติด
- การเก็บรักษาความรู้ความเข้าใจเพิ่มขึ้น
- เพิ่มการดูแลตนเอง
- การมองโลกในแง่ดีและอารมณ์ดีขึ้น
- เพิ่มความนับถือตนเอง
- เพิ่มความรู้สึกของความสุขและความเป็นอยู่ที่ดี
- ทักษะทางสังคมที่ดีขึ้น
- นอนหลับดีขึ้น
- การตระหนักรู้ในตนเองที่ดีขึ้น
- ผลการเรียนดีขึ้น

นอกจากนี้ยังมีรายงานเกี่ยวกับประโยชน์มากมายสำหรับครูและเจ้าหน้าที่ ได้แก่ :
- เพิ่มพูนสมรรถนะส่วนบุคคลของความอยากรู้อยากเห็นที่เปิดกว้าง , ความมีน้ำใจ, ความเอาใจใส่ ความเมตตายอมรับ, ความไว้วางใจ, ความอดทนและไม่มุทะลุ, ทักษะในการมุ่งเน้น, การให้และปรับเปลี่ยนความสนใจ

- พัฒนาสุขภาพกายและสุขภาพจิตให้ดีขึ้น กล่าวคือ มีแนวโน้มที่จะติดตามการเรียนรู้ของความมีสติ รวมทั้งเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับวิชาชีพครู เช่น ความเครียดและความเหนื่อยหน่าย
- พัฒนาประสิทธิภาพการเรียนการสอนด้วยตนเองให้ดีขึ้น
- สุขภาพร่างกายที่ดีขึ้น
- เพิ่มความสามารถในการให้การสนับสนุนที่เหมาะสมต่อเด็กนักเรียนมากขึ้น โดยผ่านการเพิ่มแรงจูงใจและความเป็นอิสระมากขึ้น
- ลดความเครียด
- มีแรงจูงใจในการทำงานเพิ่มขึ้น
- พัฒนาหน่วยความจำให้ดีขึ้น ด้านการทำงานและความสนใจที่ยั่งยืน
ที่มา: MindfulnessInSchools.org

ที่มา: https://goo.gl/wBc0hf

6. ประโยชน์สมาธิด้านอื่นๆ 

ข้อเท็จจริงที่น่าสนใจบางอย่างเกี่ยวกับการทำสมาธิ:
- การพูดเสียง โอม....(OM) ก่อนการผ่าตัด ช่วยในการเตรียมตัวและการฟื้นฟูของการผ่าตัด
- นักทำสมาธิสามารถมีอิทธิพลต่อความเป็นจริงรอบๆ ตัวเรามากขึ้นในระดับควอนตัม
- นอกจากนี้ยังมีเนื้อหาบางส่วนของการทำสมาธิเจริญสติทำให้ชีวิตทางเพศของคุณดีขึ้น (here, here, and here)
- ลดอคติทางเชื้อชาติและอายุ (Sage Journal)

7. ข้อสรุป

     บทสรุป วิทยาศาสตร์ยืนยันถึงประสบการณ์ของผู้ปฏิบัติสมาธิหลายล้านคน ยกตัวอย่าง การทำสมาธิจะช่วยให้คุณมีสุขภาพดี, ช่วยป้องกันโรคต่างๆ, ทำให้คุณมีความสุขมากยิ่งขึ้นและพัฒนาประสิทธิภาพพื้นฐานของคุณในงาน ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ

     อย่างไรก็ตามเพื่อที่จะได้รับประโยชน์สูงสุดเหล่านี้ 
คุณจำเป็นต้องฝึกสมาธิอย่างต่อเนื่อง (ขอย้ำว่า ทุกวัน)


                                                           Translated by Mali Smile

ขอบคุณข้อมูลจาก
- http://liveanddare.com/benefits-of-meditation/

ประโยชน์ทางด้านวิทยาศาสตร์ของสมาธิ 76 ข้อที่คุณอาจจะยังไม่ทราบ (ตอนที่ 1)

ที่มา: https://goo.gl/fYziGB


     เราทุกคนมักได้ยินว่า การฝึกสมาธิดีต่อเรานะ แล้วคำว่า ดี มันดีขนาดไหน? อะไรบ้าง?  ผมตั้งใจศึกษาและสรุปรวบรวมจากบทความจำนวนมากเกี่ยวกับข้อค้นพบทางวิทยาศาสตร์ในเรื่องประโยชน์ของการทำสมาธิ มากกว่า 100 งานวิจัยได้รับการวิเคราะห์และจัดหมวดหมู่ข้อค้นพบดังกล่าว เรื่องประโยชน์ของสมาธิได้ถึง 76 ข้อ (แบ่งจัดกลุ่มได้ 46 หัวข้อย่อย)

     คุณจะรู้สึกทึ้งเมื่อได้อ่านประโยชน์ของสมาธิเหล่านี้ ผลการศึกษาเรื่องสมาธิหลายชิ้น ระบุชัดว่า การฝึกสมาธิแม้เพียง 20 นาทีต่อวัน 2-3 วันต่อสัปดาห์ เป็นการเพียงพอแล้วที่จะได้สัมผัสประสบการณ์ถึงประโยชน์ของสมาธิ



ที่มา : http://liveanddare.com/benefits-of-meditation/

1. ประโยชน์ต่อสมองและอารมณ์

สมาธิเปรียบเหมือนวิตามินรวมสำหรับสมอง 

มีประโยชน์ที่จะกินได้ทุกๆ วัน




การฝึกสมาธิช่วยลดภาวะความซึมเศร้า

     ในการศึกษาวิจัยที่โรงเรียนขนาดกลาง 5 แห่งในเบลเยี่ยมซึ่งมีนักเรียนเข้าร่วมประมาณ 400 คน (อายุ 13 ~ 20 ปี) ศาสตราจารย์ฟิลิปเรส สรุปได้ว่า "นักเรียนที่ปฏิบัติตามโปรแกรมฝึกสติในชั้นเรียน พบว่า อาการซึมเศร้า ความวิตกกังวลและความเครียดลดลง ถึงหกเดือนหลังจากนั้น นอกจากนี้ นักเรียนเหล่านี้มีโอกาสน้อยที่จะพัฒนามีอาการซึมเศร้าอย่างเด่นชัด"

     อีกหนึ่งการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ทำการศึกษากับผู้ป่วยที่มีภาวะซึมเศร้าในอดีต สรุปได้ว่า การทำสมาธิทำให้ลดภาวะการย้ำคิด จมลึกอยู่กับความคิดและความเชื่อที่ผิดปกติ

       อีกข้อสรุป พบว่า การทำสมาธิแบบเจริญสติ อาจมีประสิทธิภาพในการรักษาภาวะซึมเศร้าในระดับใกล้เคียงกับการรักษาด้วยยาต้านอาการซึมเศร้า "
ที่มา: ScienceDaily, Link Springer, Jama Network

การทำสมาธิแบบเจริญสติช่วยรักษาภาวะซึมเศร้าในมารดา
     หญิงตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูงได้เข้าร่วมการฝึกโยคะแบบเจริญสติ ระยะเวลา 10 สัปดาห์ พบว่า อาการซึมเศร้าลดลงอย่างมาก, ผลการศึกษาจากโครงการนำร่องการศึกษาความเป็นไปได้ของระบบสุขภาพ, มหาวิทยาลัยมิชิแกน

     มารดาจะมีการพัฒนาความสัมพันธ์ทางอารมณ์อย่างใกล้ชิดมากขึ้นต่อทารกในครรภ์ ผลการวิจัยนี้ถูกตีพิมพ์ในวารสาร เรื่องการบำบัดด้วยวิธีเสริมในการปฏิบัติการทางคลินิก
ที่มา : Medical News Today

การทำสมาธิช่วยควบคุมความผิดปกติของอารมณ์และความวิตกกังวล
นี่เป็นข้อสรุปของการศึกษาแบบสุ่มควบคุมกว่า 20 แบบที่นำมาจาก PubMed, PsycInfo และ Cochrane Databases ซึ่งเกี่ยวข้องกับเทคนิคการทำสมาธิสวดมนต์, โยคะ, ผลของความผ่อนคลาย

การวิจัยสรุปได้ว่า การทำสมาธิแบบเจริญสติอาจมีประสิทธิภาพในการรักษาความวิตกกังวลในระดับใกล้เคียงกันกับการรักษาด้วยยาต้านโรคซึมเศร้า

ที่มา : The Journal of Alternative and Complementary Medicine, Jama Network

จากการศึกษา พบว่า การทำสมาธิมีประสิทธิผลในการรักษาความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าในฐานะยาแก้ซึมเศร้า ... 



การทำสมาธิช่วยลดความเครียดและความกังวลโดยทั่วไป

     การศึกษาจากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน แมดิสัน ระบุว่า การปฏิบัติของ "การทำสมาธิเปิดการตรวจสอบ" (เช่น ฝึกวิปัสสนา) ช่วยลดความหนาแน่นของสารสีเทาในสมองบริเวณที่เกี่ยวกับความวิตกกังวลและความเครียด นักปฏิบัติสมาธิสามารถที่จะรักษาสภาวะใจยิ่งขึ้น ช่วงเวลาต่อช่วงเวลาต่อกระแสของสิ่งเร้าที่พวกเขาสัมผัสได้และไม่ค่อยมีแนวโน้มที่พวกเขาจะ "สะดุด/ ติดขัด" ต่อการกระตุ้นใด ๆ "การฝึกสมาธิเปิดการตรวจสอบ เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบที่ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองต่อเนื้อหาของประสบการณ์จากช่วงเวลาต่อช่วงเวลา ส่วนใหญ่เป็นวิธีการที่จะรับรู้ธรรมชาติทางอารมณ์และรูปแบบความรู้ความเข้าใจ


ที่มา : NCBI, Wiley Online Library, The American Journal of Psychiatry, ScienceDirect, American Psychological Association, American Psychosomtic Medicine Journal, Medical News Today

การทำสมาธิช่วยลดอาการของโรคตื่นตระหนก


     ในงานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน American Journal of Psychiatry ผู้ป่วย 22 รายที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรควิตกกังวลหรือโรคตื่นตระหนกถูกส่งไปฝึกสมาธิและการผ่อนคลาย 3 เดือน ผลปรากฏว่า 20 คนในผู้ป่วยเหล่านั้น ผลกระทบจากความหวาดกลัวและความวิตกกังวลลดลงอย่างมากและการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้รับการรักษาในขั้นติดตามผลต่อไป
Source: American Journal of Psychiatry




ที่มา : http://liveanddare.com/benefits-of-meditation/

สมาธิช่วยเพิ่มสารสีเทาเรื่องความจดจ่อในสมอง

     นักวิทยาศาสตร์ด้านสมองกลุ่มหนึ่งของฮาร์วาด ทำการทดลองกับกลุ่มคนทั่วไป 16 คนที่ได้สมัครเข้าร่วมคอร์สฝึกสติ, มีการแนะนำการทำสมาธิและการบูรณาการสติเข้ากับกิจกรรมประจำวัน
ดร.ซาร่า ลาซาร์ ( Sara Lazar, PhD.) ได้รายงานผลการศึกษาดังนี้ ในตอนท้ายของการสแกน MRI แสดงให้เห็นว่า ความเข้มข้นของสารสีเทาเพิ่มขึ้นในพื้นที่ของสมองที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้และความจำ, การควบคุมอารมณ์, ความรู้สึกของตัวเองและการมีมุมมอง
การศึกษาอื่นๆ ยังพบว่า ส่วนหนึ่งของสมองที่สำคัญต่อความจำและพื้นที่ส่วนหน้าของสารสีเทาขยายใหญ่ขึ้น สำหรับผู้ที่ทำสมาธิระยะยาว
ที่มา : Psychiatry Research Neuroimaging, ScienceDirect

สมาธิช่วยเพิ่มพลังจิตใจ ความรอบคอบ และอาจจะช่วยลดความจำเป็นในการนอนหลับ

     งานวิจัยโดยมหาวิทยาลัยเคนตั๊กกี้ ผู้เข้าร่วมได้รับการทดสอบใน 4 เงื่อนไขที่แตกต่างกัน ดังนี้
กลุ่มควบคุม(C), กลุ่มนอน (N), กลุ่มทำสมาธิ(M), และกลุ่มอดนอนบวกกับทำสมาธิ
ผู้ไม่เคยทำสมาธิ, ผู้ทำสมาธิที่เป็นสามเณร, และผู้มีประสบการณ์ในการทำสมาธิเป็นกลุ่มคนในการทดสอบครั้งนี้
ผลการศึกษาพบว่า
การทำสมาธิแม้ในระยะเวลาสั้นๆ ส่งผลต่อการพัฒนาบุคลิกภาพแม้กระทั้งผู้ทำสมาธิที่เป็นสามเณร ผู้ทำสมาธิระยะยาว ใช้เวลาทำสมาธิหลายชั่วโมงมีความสัมพันธ์กับการลดลงของเวลาในการนอนหลับอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบอายุและเพศกับกลุ่มควบคุมที่ไม่ได้ทำสมาธิ ไม่ว่าการทำสมาธิสามารถแทนที่ส่วนของการนอนหลับได้จริงหรือการชดใช้การนอนหลับได้ ยังคงต้องศึกษาค้นคว้าต่อไป
ที่มา : NCBI, DoctorsOnTM, Time Magazine

การทำสมาธิในระยะยาวช่วยเพิ่มความสามารถในการสร้างคลื่นแกมมาในสมอง

     ในการศึกษากับพระภิกษุทิเบต ทำการศึกษาโดยนักประสาทวิทยา Richard Davidson จากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน พบว่า สามเณรที่ทำสมาธิ "ปฏิกิริยาแกมมามีการเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่สำหรับพระมีมากที่สุด พบว่า มีปฏิกิริยาแกมม่าเพิ่มขนาดใหญ่อย่างมาก ที่ไม่เคยมีรายงานมาก่อน ในวรรณกรรมด้านประสาทวิทยา "
ที่มา: The Wall Street Journal

การทำสมาธิช่วยลดแอลกอฮอล์และสารเสพติด

     3 งานวิจัยที่ได้ทำการศึกษาเรื่อง การทำสมาธิแบบวิปัสสนากับกลุ่มคนที่ถูกจองจำ พบว่า
สามารถช่วยลดความอยากแอลกอฮอล์และสารเสพติดได้
ที่มา: Journal Of Alternative and Complementary Medicine





2. ด้านจิตใจและศักยภาพ

การทำสมาธิช่วยเพิ่มความสนใจ ความตั้งใจและความสามารถในการทำงานภายใต้ความเครียด


     การศึกษาที่นำโดยแคทเธอรีน แม็คลีน จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ชี้ให้เห็นว่า ระหว่างการฝึกสมาธิและหลังการฝึก อาสาสมัครมีทักษะเพิ่มขึ้นในการรักษาความสนใจจดจ่อโดยเฉพาะในงานที่ทำซ้ำและน่าเบื่อ
ยังมีการศึกษาอื่นๆ แสดงให้เห็นชัดว่า แม้จะมีการฝึกสมาธิเพียง 20 นาทีต่อวัน นักเรียนยังสามารถพัฒนาศักยภาพในการทดสอบทักษะทางปัญญา ในบางกรณีทำได้ดีกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ทำสมาธิถึง 10 เท่า พวกเขายังทำงานได้ดีขึ้นกับงานประมวลผลข้อมูลที่มีกำหนดเวลาซึ่งออกแบบมาเพื่อกระตุ้นความเครียด
     ในความเป็นจริงมีหลักฐานว่า ผู้ทำสมาธิมีเยื่อหุ้มสมองหนาขึ้น (prefrontal cortex) และ insula anterior ฝั่งขวาและยังมีผลต่อว่า การทำสมาธิอาจชดเชยการสูญเสียความสามารถทางความรู้ความเข้าใจในวัยชราได้
ที่มา: นิตยสารไทม์, NCBI, Link Springer

การทำสมาธิช่วยเพิ่มการประมวลผลข้อมูลและการตัดสินใจ

     Eileen Luders ผู้ช่วยศาสตราจารย์จาก UCLA Laboratory of Neuro Imaging และทีมงาน ได้พบว่า ผู้ทำสมาธิในระยะยาวมีปริมาณการหมุนวนที่ใหญ่ขึ้น ("รอยหยัก" ของเยื่อบุสมอง (cortex) ซึ่งอาจทำให้สมองสามารถประมวลผลข้อมูลได้เร็วกว่า) กว่ากลุ่มคนที่ไม่ได้ทำสมาธิ นักวิทยาศาสตร์ตั้งข้อสังเกตว่า การหมุนวนมีผลทำให้สมองดีขึ้นในการประมวลผลข้อมูล,การตัดสินใจ, สร้างความทรงจำและพัฒนาความตั้งใจ
ที่มา: UCLA Newsroom

การทำสมาธิช่วยให้คุณมีพลังจิต, ความยืดหยุ่นและความฉลาดทางอารมณ์
     นักจิตอายุรเวช Dr. Ron Alexander รายงานในหนังสือของเขาชื่อ Wise Mind, Open Mind (จิตใจที่ฉลาดและจิตใจที่เปิดกว้าง) ว่า เป็นกระบวนการในการควบคุมจิตใจได้โดยผ่านการทำสมาธิ ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งทางจิตใจ, ความยืดหยุ่นและความฉลาดทางอารมณ์
ที่มา: ดร. รอน อเล็กซานเด (Dr. Ron Alexander)



ที่มา : http://liveanddare.com/benefits-of-meditation/

สมาธิทำให้คุณเข้มแข็งมากขึ้นที่จะต่อสู้กับความเจ็บปวด
     กลุ่มวิจัยจากมหาวิทยาลัยมอนทรีอัล ได้เปิดเผย ผู้นำการทำสมาธิแบบเซน 13 คนและอีก 13 คนที่ไม่ได้ฝึกสมาธิ เปรียบเทียบถึงระดับความเจ็บปวดจากความร้อน ขณะวัดการทำงานของสมองของพวกเขาในเครื่องสแกนด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (fMRI) สิ่งที่พวกเขาค้นพบคือ การทำสมาธิเซน (เรียกว่า zazen) กลุ่มผู้ทำสมาธิรายงานความเจ็บปวดน้อยลง ในความเป็นจริงพวกเขารายงานอาการปวดน้อยกว่าอาการทางระบบประสาทของพวกเขาที่ระบุใน fMRI
ดังนั้น แม้ว่าสมองของพวกเขาอาจได้รับจำนวนความเจ็บปวดเดียวกัน แต่ในใจของพวกเขามีความเจ็บปวดน้อยลงจริง
ที่มา: Time Magazine, NCBI, David Lynch Foundation

การทำสมาธิช่วยลดอาการปวดได้ดีกว่ามอร์ฟีน


     ในการทดลองที่ดำเนินการโดย Wake Forest Baptist Medical Center อาสาสมัครที่มีสุขภาพดี 15 คนเป็นคนใหม่ที่เข้ารับการฝึกสมาธิได้เข้าเรียนคอร์สสมาธิ 20 นาที จำนวน 4 ครั้ง เรียนรู้ฝึกสมาธิกำหนดสติที่ลมหายใจ ทั้งก่อนและหลังการฝึกสมาธิ สมองของผู้เข้าทดลองที่ได้รับการตรวจโดยใช้ ASL MRI ขณะที่ความปวดลุกลามพวกเขาด้วยการใช้ความร้อน ดร.ฟาเดล ซีแดน (Fadel Zeidan, Ph. D.,) หัวหน้าทีมศึกษาเรื่องนี้ได้อธิบายว่า

     นี่คือการศึกษาครั้งแรกที่แสดงให้เห็นว่า การฝึกสมาธิเล็กน้อยเพียงไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง

สามารถลดทั้งประสบการณ์ของความเจ็บปวดและความเจ็บปวดที่กระตุ้นจากปฏิกิริยาสมอง

     เราพบว่า มีผลกระทบอย่างมาก -ต่อการลดความรุนแรงของความเจ็บปวดลงถึงร้อยละ 40 และการลดความไม่พึงพอใจต่อความเจ็บปวดได้ 57 เปอร์เซ็นต์ การทำสมาธิมีผลต่อการลดความเจ็บปวดได้ดีกว่ามอร์ฟีนหรือยาลดความเจ็บปวดตัวอื่น ๆ ซึ่งโดยปกติแล้วยาเหล่านี้จะช่วยลดระดับความปวดลงได้ประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์ "
ที่มา: Huffington Post


การทำสมาธิช่วยในการจัดการภาวะซึมเศร้า (โรคสมาธิสั้น)
     การศึกษาที่ทำกับผู้ป่วยสมาธิสั้นในผู้ใหญ่ 50 ราย กลุ่มที่ถูกส่งไป MBCT (การบำบัดด้วยการรู้อาศัยสติ) มีแนวโน้ม ช่วยลดความกระวนกระวายใจ,ความหุนหันพลันแล่น และเพิ่มทักษะ"การกระทำด้วยความตระหนักรู้" มีส่วนร่วมต่อการพัฒนาโดยรวมของอาการไม่ตั้งใจ

ที่มา: Clinical Neurophysiology Journal, DoctorsOnTM


การทำสมาธิช่วยเพิ่มความสามารถการรักษาความสนใจแม้ว่ามีการรบกวน

     การศึกษาจากมหาวิทยาลัยเอมมอรี่ (Emory University) เมืองแอตแลนต้า แสดงให้เห็นว่าผู้เข้าร่วมการศึกษาที่มีประสบการณ์ในการทำสมาธิมามาก แสดงให้เห็นถึง การเชื่อมต่อภายในเครือข่ายสมอง

     ส่วนของการควบคุมความสนใจที่เพิ่มมากขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างระบบประสาทเหล่านี้ อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนาทักษะทางปัญญา เช่น การรักษาความสนใจและการปลดปล่อยจากสิ่งที่ทำให้ไขว้เขว นอกจากนี้ประโยชน์ของการฝึกสมาธิยังช่วยรักษาสภาวะปกติของสติระหว่างวันอีกด้วย 

ที่มา: Frontiers Journal


ที่มา: google.com

การทำสมาธิช่วยเพิ่มการเรียนรู้, ความจำและความตระหนักในตนเอง

     การฝึกสมาธิในระยะยาวจะเพิ่มความหนาแน่นของสารสีเทาในพื้นที่ต่างๆ สมองที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้, หน่วยความจำ, ความตระหนักในตนเอง, ความเมตตา, ความใคร่ครวญพิจารณา
ที่มา: NCBI

การทำสมาธิแบบเจริญสติช่วยเพิ่มการเรียกคืนหน่วยความจำได้อย่างรวดเร็ว
     อ้างอิงจากแคทเธอรีน เคอริ์ของ ศูนย์มาร์ติโนส์ภาพทางชีวการแพทย์และศูนย์วิจัย Osher "การทำสมาธิแบบเจริญสติ ทำให้เพิ่มความสามารถทางจิตจำนวนมากรวมถึงการเรียกคืนหน่วยความจำได้อย่างรวดเร็ว "
ที่มา : PsychCentral

การทำสมาธิช่วยพัฒนาอารมณ์และความสงบสุขทางจิตใจ
     นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยน็อตติงแฮมเทรนต์ ประเทศอังกฤษ พบว่า เมื่อผู้เข้าร่วมที่มีปัญหาด้านความเครียดและอารมณ์ ได้เข้ารับการฝึกสมาธิ พวกเขามีประสบการณ์ช่วยในเรื่องการพัฒนาความสงบสุขทางจิตใจ
ที่มา: Link Springer

การทำสมาธิช่วยป้องกันไม่ให้คุณตกอยู่ในกับดักของการทำงานหลายอย่างบ่อยเกินไป
     การทำงานหลายอย่างไม่ได้เป็นเพียงตำนานการผลิตที่เป็นอันตราย แต่ก็เป็นแหล่งที่มาของความตึงเครียด “การเปลี่ยนเกียร์” ระหว่างกิจกรรมต่างๆ มีค่าใช้จ่ายสำหรับสมองและก่อให้เกิด
ความรู้สึกของความไขว้เขวและความไม่พอใจจากงานที่กำลังทำอยู่        ในการวิจัยที่ทำโดยมหาวิทยาลัยวอชิงตันและมหาวิทยาลัยแอริโซนา  บุคลากรได้รับการฝึกอบรม 8 สัปดาห์ ในสองเรื่อง คือ
การฝึกสมาธิแบบเจริญสติ รวมทั้งเทคนิคการผ่อนคลายร่างกาย และการได้รับความเครียด
     การทดสอบมีงานที่หลากหลายให้ทำทั้งก่อนและหลังการฝึกสมาธิ กลุ่มพนักงานที่ได้ทำสมาธิ พบว่า มีระดับความเครียดที่ต่ำลงและมีความจำดีขึ้นต่องานที่พวกเขาได้ทำ พวกเขายังเปลี่ยนงานน้อยลงและยังคงจดจ่อต่องานได้นานขึ้น
แหล่งที่มา: ACM Digital Library


ที่มา : http://liveanddare.com/benefits-of-meditation/

การทำสมาธิช่วยให้เราจัดสรรทรัพยากรทางสมองที่จำกัด
     เมื่อสมองถูกนำเสนอให้สนใจในสองเป้าหมาย และสมองจะถูกเรียกคืนตำแหน่งเดิมทันทีต่อจากอีกเป้าหมาย (ความแตกต่างครึ่งวินาที) ซึ่งอันที่สองมักจะไม่เห็น สิ่งนี้เรียกว่า “การกะพริบความสนใจ” (attentional-blink)

   ในการทดลองที่ทำโดยมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย กระแสของตัวอักษรแบบสุ่มได้ถูกแสดงบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ กลุ่มตัวอักษรผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในแต่ละชุดมีตัวเลขหนึ่งหรือสอง หรือหน้าจอว่างเปล่าจะปรากฏอยู่ตรงกลาง และต่อมาผู้เข้าร่วมทดลองถูกถามทันทีหลังจากกลุ่มตัวอักษรสิ้นสุดลง ให้พิมพ์ตัวเลขที่เห็น พวกเขาถูกถามด้วยว่าพวกเขาคิดว่าหน้าจอว่างถูกแสดงหรือไม่ 
     กลุ่มทดลองนี้ที่ทำสมาธิวิปัสสนาอย่างเข้มข้นภายในระยะเวลาสามเดือน พบว่า มีการควบคุมที่ดีขึ้นด้านการกระจายความสนใจและการรับรู้แหล่งที่มา พวกเขาพบว่า การจัดสรรของสมองน้อยลง สำหรับที่มาแต่ละตัวอักษรที่แสดง ซึ่งส่งผลต่อการลดลงของขนาด “การกะพริบความสนใจ” (attentional-blink)
ที่มา: PLOS Biology

การทำสมาธิช่วยเพิ่มการประมวลผลแบบ visuospatial และหน่วยความจำด้านการทำงาน
     การวิจัยแสดงให้เห็นว่า แม้เพียงสี่ช่วงเวลาของการฝึกสมาธิแบบเจริญสติ, ผู้เข้าร่วมได้รับการพัฒนาในเรื่องการประมวลผลแบบ visuospatial, หน่วยความจำในการทำงานและหน่วยทำงานด้านบริหาร
ที่มา: ScienceDirect

การทำสมาธิเตรียมตัวให้คุณจัดการกับเหตุการณ์เครียด
     การศึกษาจากสถาบันวิทยาศาสตร์การแพทย์ของประเทศอินเดีย ทำการทดลองกับผู้ใหญ่ 32 คน ที่ไม่เคยฝึกสมาธิมาก่อน พบว่า ถ้ามีการฝึกสมาธิก่อนเจอเหตุการณ์เครียด ผลกระทบของความเครียดลดลง
ที่มา: 
The Journal of Alternative and Complementary Medicine

การทำสมาธิแบบเจริญสติส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์
     งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยไลเดน (Leiden University) ประเทศเนเธอร์แลนด์ แสดงให้เห็นว่า การทำสมาธิ "เปิดการตรวจสอบ" (การตรวจสอบที่ปราศจากการโต้ตอบต่อประสบการณ์จากช่วงเวลาต่อช่วงเวลา) มีผลในเชิงบวกต่อความคิดสร้างสรรค์และความคิดที่แตกต่าง     

     ผู้เข้าร่วมที่ได้ปฏิบัติสมาธิ ทำงานได้ดีขึ้นในชิ้นงานที่ต้องความสร้างสรรค์ขึ้นมาด้วยความคิดใหม่ ๆ
ที่มา: The Journal of Alternative and Complementary Medicine



                                                              Translated by Mali Smile

ขอบคุณข้อมูล
 http://liveanddare.com/benefits-of-meditation/