 |
| ที่มา: https://goo.gl/Qc3GVA |

ที่มา https://www.dailynews.co.th/article/583630 |
|
> เมื่อได้อ่านมุมมองเรื่องวัตถุประสงค์การเข้ามาบวชเป็นภิกษุจากบทความนี้แล้วยังไม่เห็นด้วยเสียทุกประเด็นกับผู้เขียน (อ่านเพิ่มเติมที่ https://www.dailynews.co.th/article/583630)
เพราะแท้จริงแล้วควรต้องแยกพิจารณาเป็นประเด็นตามข้อเท็จจริง กล่าวคือในเรื่องวัตถุประสงค์ในการบวช ประการหนึ่ง กับเมื่อบวชแล้วภิกษุจะศึกษาพระธรรมและปฏิบัติขัดเกลาตัวเองตามธรรมวินัยได้เต็มที่มากน้อยขนาดไหน? ควรแยกแยะพิจารณา
> อย่างไรขอยืนยันว่า ประโยชน์จากการบวชมีอยู่แล้ว แต่จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของผู้บวช แต่ "การมองว่าวัตถุประสงค์ก่อนบวชเหล่านี้
จะก่อให้เกิดบาปต่อตัวผู้บวช
หรือก่อผลเสียให้พระศาสนานั้น
ดูจะรุนแรงไป เป็นการตัดสินคนตั้งแต่ยังไม่ลงมือทำอะไรเลย?"
> ถ้าเปรียบ เด็กจากที่ไมรู้หนังสือ อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ จึงต้องเข้าโรงเรียนเพื่อไปฝึกฝน เรียนรู้จากคุณครู มีสิ่งแวดล้อมจากเพื่อนๆ ที่เอื้อให้เราได้มีกำลังใจที่จะศึกษาเรียนรู้ เด็กนักเรียนแต่ละคนมีพื้นฐานแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสติปัญญา แรงจูงใจ เรื่องพ่อแม่ครอบครัว เศรษฐกิจ แต่สุดท้ายเมื่อเข้าได้เข้าเรียน อย่างน้อยที่สุดเขาก็ย่อมได้ประโยชน์ คืออ่าน ออก เขียนได้ มีความรู้ติดแข้งติดขาไม่มากก็น้อย เพื่อเป็นประโยชน์ในการดำรงชีวิตต่อไป
> เมื่อมองภาพรวมของพระพุทธศาสนาตอนนี้ คือมีคนเข้ามาบวชน้อยลงมาก จำนวนพระเณรที่ลดลงอย่างต่อเนื่องกำลังเป็นปัญหาใหญ่ของคณะสงฆ์ไทย จำนวนพระสงฆ์ ๒๙๐,๐๑๕ รูป สามเณร ๕๘,๔๑๘ รูป รวม ๓๔๘,๔๓๓ รูป (ที่มา: สํานักงานเจ้าคณะจังหวัด , สํานักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2557)
> แม้ว่าเมื่อจำแนกเฉพาะพระอย่างเดียว ตัวเลขเมื่อปี ๒๕๔๙ เมืองไทยยังมีพระถึง ๒๕๐,๔๓๗ รูปมากกว่าเมื่อปี ๒๕๐๗ ซึ่งมีภิกษุเพียง ๑๕๒,๕๑๐ รูป แต่ตัวเลขดังกล่าวอาจเป็นภาพลวงตาเมื่อพิจารณาถึงข้อเท็จจริงที่ว่า ในจำนวนกว่า ๒ แสน ๕ หมื่นรูปนี้รวมทั้งพระที่บวชระยะสั้นคือ ๗ วันถึง ๑ เดือนด้วย มีข้อมูลการวิจัยระบุว่า ในช่วงปี ๒๕๔๕-๒๕๔๗ พระเณรที่บวชตั้งแต่ ๗ วันถึง ๑ เดือนในกรุงเทพมหานครและราชบุรีมีเกือบร้อยละ ๗๐ ของผู้บวชทั้งหมด หากคนในจังหวัดอื่น ๆ มีระยะเวลาการบวชในทำนองเดียวกับคนในสองจังหวัดดังกล่าว ก็หมายความว่า ในเมืองไทยปัจจุบันมีพระที่บวชเกินกว่า ๑ เดือนขึ้นไปประมาณ ๘๐,๐๐๐ รูปเท่านั้น หรือเท่ากับ ๑ รูปเศษ ๆ ต่อ ๑ หมู่บ้าน และหากคัดพระที่บวชตั้งแต่ ๑- ๓ เดือนออกไป จะเหลือพระที่ยืนพื้นน้อยกว่านี้มาก อาจไม่ถึง ๑ รูป ต่อ ๑ หมู่บ้านด้วยซ้ำ (ที่มา: http://www.visalo.org/article/matichon255107.htm)
ดังนั้น การแก้ปัญหาภาพรวมของพระพุทธศาสนาตอนนี้ คือทำอย่างไรจะทำให้มีชายแมนๆ เข้ามาบวชเพิ่มมากขึ้นๆๆ จะมาบวชวัตถุประสงค์ใด ศรัทธาอาจยังไม่มาก แต่ขอให้มาบวชเสียก่อน ศรัทธาเป็นเรื่องที่พัฒนาและเปลี่ยนแปลงได้ ตอนแรกที่มาบวชอาจจะไม่เต็มใจนัก อาจบวชด้วยสาเหตุที่แตกต่างกันไป เช่น แม่อยากให้บวช ด้วยความกตัญญูจึงตัดสินใจมาบวช หรือบวชตามประเพณี บวชแก้บน บวชก่อนแต่งงาน บวชเพื่อแก้ไขปัญหาชีวิต เป็นต้น
 |
| ที่มา https://www.dailynews.co.th/article/583630 |
> ที่ถูกต้องที่สุด ต่อสถานการณ์พระพุทธศาสนาในยุคปัจจุบันนี้ คือ ต้องให้ชายแมนๆ มาบวชมากๆๆๆ
ยิ่งได้บวช ๑ เดือน ๑ พรรษา เหมือนชายไทยสมัยก่อนยิ่งประเสริฐ อย่างไรก็ตาม มีการบวชก็ยังดีกว่าไม่มีการบวช
เปรียบ มีเงินในกระเป๋า ๑,๐๐๐ ล้านบาท มีเพียงวันเดียว (บวชเช้าสึกเย็น) ก็ยังดีกว่าไม่เคยมีเงิน 1,000 ล้านบาท มีเงิน ๑,๐๐๐ ล้านบาท ๑ เดือน (บวช ๑ เดือน) ก็ดีเพิ่มมากขึ้น มีเงิน ๑,๐๐๐ ล้านบาท ๓ เดือน (บวช ๑ พรรษา ๓ เดือน) ก็ยิ่งสุขกาย สบายใจ
ยิ่งถ้าอยู่รับกฐิน แล้วออกเดินธุดงค์แสวงหาหนทางพ้นทุกข์ โอ้... แสนจะวิเศษ
> เป็นการเปรียบเทียบที่เล็กน้อยมาก ประดุจนำฝุ่นในเล็บมือ ไปเทียบกับฝุ่นในจักรวาล เพราะถ้ากุลบุตรได้บวช มีคุณค่าและมูลค่ามากกว่า ๑,๐๐๐ ล้านบาท
เพราะเป็นโอกาสให้กุลบุตรเหล่านั้นได้มีโอกาสสลัดตนให้พ้นจากกองทุกข์ พบความสุขที่แท้จริง มุ่งตรงต่อหนทางพระนิพพาน
- ประเด็นอยู่ที่บวชแล้วต้องเรียน ท่านเรียก "บวชเรียน" จะเป็นคันถธุระ วิปัสสนาธุระ หรือทั้งสองอย่าง ตามความชอบใจ ไม่ใช่ไม่ให้มาบวช
มีศรัทธามาก่อนก็บวชได้
ไม่มีศรัทธามาก่อน ก็บวชได้เช่นกัน
ไม่ใช่เลือกบวชเฉพาะผู้มีศรัทธา
องคุลีมารมหาโจร ไม่มีศรัทธาในพระศาสนามาก่อน บวชแล้วก็ทำพระนิพพานให้แจ้งได้ เป็นต้น
> การนำ ๑,๐๐๐ ล้านบาท ที่กุลบุตรผู้ออกบวชมีจะสามารถนำมาใช้ได้มากน้อยเพียงใดก็ขึ้นกับพระอุปัชฌาย์ คณะพระอาจารย์ ที่จะคอยเป็นกัลยาณมิตรให้ หลายท่านก็ได้เบิกมาใช้ คือ ได้ประสบการณ์ภายในจากการปฏิบัติธรรม ที่ตนเองได้วางทุกอย่าง ทิ้งทุกสิ่งออกบวช (แม้ช่วงสั้น) การปฏิบัติธรรม ขึ้นกับการวางใจได้ถูกส่วน ไม่ได้ขึ้นกับระยะเวลาในการบวช
(พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ใช้เวลาหนึ่งคืน นั่งสมาธิจนสำเร็จเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า)
> ดังตัวอย่าง ที่นาคได้บรรลุธรรมเบื้องต้น ขณะอยู่ในโบสถ์ หลายท่านบวชแล้ว แม้ช่วงสั้น ก็ได้ศึกษาพระปริยัติ มีนวโกวาท สำหรับพระบวชใหม่ เป็นต้น ยิ่งกว่านั้น หลายท่านตั้งใจบวชวันเดียว แต่เกิดศรัทธาในพระพุทธศาสนา บวชต่อกระทั่งได้เป็นมหาเปรียญ ก็มีให้เห็น บางท่านตั้งใจบวชไม่ถึงเดือน ลางานมาบวช แต่บวชแล้วเกิดกุศลศรัทธาในครูบาอาจารย์ บวชอยู่ถึงปัจจุบัน เป็นมหาเถระแล้วก็มี
 |
| ที่มา: https://goo.gl/s6HoZn |
> แม้ในสมัยพุทธกาล กุลบุตรที่เข้ามาบวชก็มีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน ดังเช่น พระสาวกในครั้งพุทธกาลรูปหนึ่ง ชื่อว่า พระรัฏฐปาละ ท่านเป็นลูกเศรษฐี แต่ก็ได้สละทรัพยสมบัติออกบวชปฏิบัติจนเป็นพระอรหันต์รูปหนึ่ง วันหนึ่ง พระเจ้าแผ่นดินของแคว้นนั้น พระนามว่าพระเจ้าโกรัพยะ ได้ถามท่านว่า ท่านบวชทำไม? เพราะคนโดยมากนั้น บวชกันเพราะเหตุว่า มีความเสื่อมเพราะชราบ้าง มีความเสื่อมเพราะความป่วยไข้บ้าง มีความเสื่อมเพราะทรัพยสมบัติบ้าง มีความเสื่อมญาติบ้าง แต่ว่าท่านรัฏฐปาละเป็นผู้ที่ยังไม่มีความเสื่อมใดๆ ดังกล่าวนั้น ไฉนท่านจึงออกบวช ท่านก็ตอบว่า พระพุทธเจ้าได้ตรัส ธัมมุเทส ไว้ ๔ ข้อ คือ
- โลกอันชราย่อมนำเข้าไป ไม่ยั่งยืน
- โลกไม่มีอะไรต้านทานจากความเจ็บป่วย ไม่เป็นใหญ่
- โลกไม่ใช่ของ ๆ ตน เพราะทุก ๆ คนจำต้องละสิ่งทั้งปวงไป ด้วยอำนาจของความตาย และ
- โลกพร่องอยู่ ไม่มีอิ่ม เป็นทาสของตัณหาคือความดิ้นรนทะยานอยาก
ท่านได้ปรารภธัมมุเทส คือการแสดงธรรมของพระพุทธเจ้าทั้ง ๔ ประการนี้ จึงได้ออกบวช
> แต่ว่าการบวชนั้น ก็มิได้มีผู้มุ่งผลอย่างสูงดังกล่าวนี้เสมอไป ดังในมิลินทปัญหา พระเจ้ามิลินท์ได้ถาม พระนาคเสน ว่า ประโยชน์สูงสุดของการบวชคืออะไร ? พระนาคเสนท่านก็ตอบว่า ประโยชน์สูงสุดของการบวชนั้น คือพระนิพพาน คือความดับ เพราะไม่ยึดมั่นอะไรๆ ทั้งหมด แต่คนก็มิใช่บวชเพื่อประโยชน์นี้ทั้งหมด บางคนบวชเพราะหลีกหนีราชภัยบ้าง หนีโจรภัยบ้าง ปฏิบัติตามพระราชประสงค์หรือความประสงค์ของผู้มีอำนาจบ้าง ต้องการจะพ้นหนี้สินบ้าง ต้องการความเป็นใหญ่บ้าง ต้องการที่จะดำรงชีวิตอยู่อย่างสะดวกสบายบ้าง เพราะกลัวภัยต่าง ๆ บ้าง
> พระนาคเสนตอบพระเจ้ามิลินท์ ดังนี้
อย่างที่ ๑ เรียกว่า บวชได้กิ่งใบของพรหมจรรย์ คือบวชแล้วก็มุ่งแต่จะได้ลาภ ได้สักการะ ได้สรรเสริญ เมื่อได้ก็พอใจเพียงเท่านั้น
อย่างที่ ๒ เรียกว่า บวชได้กะเทาะเปลือกของพรหมจรรย์ คือก็ไม่ได้มุ่งจะได้ลาภสักการะและสรรเสริญทีเดียว แต่ก็ปฏิบัติในศีลให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ด้วย และก็พอใจเพียงว่า จะปฏิบัติในศีลให้บริสุทธิ์บริบูรณ์เท่านั้น
อย่างที่ ๓ เรียกว่า บวชได้เปลือกของพรหมจรรย์ คือเมื่อปฏิบัติในศีลให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ได้แล้ว ก็ปฏิบัติในสมาธิให้บริบูรณ์ด้วย และก็พอใจเพียงสมาธิเท่านั้น
อย่างที่ ๔ เรียกว่า บวชได้กระพี้ของพรหมจรรย์ คือเมื่อปฏิบัติในศีล ในสมาธิ ให้บริบูรณ์แล้ว ก็ปฏิบัติต่อไปจนเกิดญาณทัสสนะคือความรู้ความเห็นธรรมะขึ้นด้วย และก็พอใจเพียงที่รู้ที่เห็นเท่านั้น
อย่างที่ ๕ เรียกว่า บวชได้แก่นของพรหมจรรย์ คือว่าได้ปฏิบัติสืบขึ้นไปจนได้วิมุตติ คือความหลุดพ้นจากกิเลสและกองทุกข์บางส่วนหรือสิ้นเชิง ตามสามารถของการปฏิบัติ
อย่างที่ ๕ นี้ จึงจะชื่อว่าได้บรรลุแก่นของการบวช หรือว่าบวชได้แก่นของพรหมจรรย์
สรุป ต้องให้ผู้ชายแมนๆ เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนามากๆ ไม่ว่าเดิมจะมีศรัทธาหรือยังไม่มีศรัทธา
(ยังไม่มีศรัทธา บวชแล้ว ก็ช่วยกันให้ท่านมีศรัทธา เหมือนเดิมเราก็อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ต่อมาก็อ่านออก เขียนได้) ไม่ใช่รอให้พร้อม รอให้ศรัทธาก่อนถึงมาบวช ความพร้อมไม่มีในโลก ถ้าจะรอพร้อม ให้มีศรัทธา อาจตายก่อน!!!!!
 |
| ที่มา: https://goo.gl/s6HoZn |
ลักษณะและวิธีการบวช นับเป็น "กระบวนการคัดกรอง" ผู้ที่จะบวชเป็นภิกษุที่มีคุณสมบัติเหมาะสม
การบวชในระยะแรกๆ นั้น พระองค์จะเป็นผู้ประทานการอุปสมบทให้สำหรับผู้ที่ต้องการเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา ต่อมาเมื่อพระธรรมคำสอนเผยแผ่ออกไปไกล มีผู้จิตศรัทธาเลื่อมใสมากขึ้นและมาขอบวชเป็นจำนวนมากซึ่งพระพุทธองค์ทรงพิจารณาเห็นถึงความยุ่งยากที่เกิดขึ้น จึงทรงอนุญาตให้เหล่าพระสงฆ์สาวกเป็นผู้ทำการอุปสมบทให้ได้โดยตรง ทรงมอบหน้าที่การอุปสมบทให้เหล่าพระสงฆ์เป็นผู้รับผิดชอบร่วมกัน ซึ่งมีการตรวจสอบคุณสมบัติต่างๆ เช่น อายุครบหรือไม่ มีโรคประจำตัวร้ายแรงหรือไม่ มีหนี้สินติดตัวหรือไม่ มารดาบิดาอนุญาตหรือไม่ เป็นต้น
ความจริงการบวชนั้นใน "สามัญญผลสูตร" พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านตรัสสอนว่า แรงจูงใจในการบวช ของกุลบุตร เกิดจาก
๑. มีศรัทธาในพระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
๒. มีปัญญาตรองเห็นโทษภัยในชีวิตฆราวาสว่า ทั้งคับแคบ และเป็นที่มาของกิเลส
๓. มีปัญญาตรองเห็นคุณของชีวิตนักบวชว่า มีโอกาสประพฤติพรหมจรรย์ได้เต็มที่
ซึ่ง แรงจูงใจในการบวชดังกล่าว จะส่งผลให้มีเป้าหมายการบวช ดังนี้
 |
| ที่มา: https://goo.gl/s6HoZn |
> บวชเพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง
ผู้บวช ได้กล่าวปฏิญาณตน ได้ปฏิญาณกันต่อหน้าพระประธาน ต่อหน้าพระอุปัชฌาย์ และต่อหน้าคณะสงฆ์ทั้ง ๒๐ รูป ว่า
“สัพพะทุกขะ นิสสะระณะ , นิพพานะ สัจฉิกะระณัตถายะ อิมัง กาสาวัง คะเหตวา ปัพพาเชถะ มัง ภันเต ”
แปลว่า “ ข้าแต่พระอุปัชฌาย์ผู้เจริญ ขอท่านจงรับเอาผ้ากาสวะแล้วบวชให้ข้าพเจ้าด้วยเถิดเพื่อข้าพเจ้าจะได้ประพฤติปฏิบัติกำจัดทุกข์ทั้งปวงให้สิ้นไป และกระทำพระนิพพานให้แจ้ง ”
ถือว่าเป็นการคัดกรองแล้วในระดับหนึ่ง
> ในการอุปสมบท ภิกษุจะถามอันตรายิกธรรมกับผู้มุ่งจะบวช เมื่อทราบว่าไม่มีอันตรายิกธรรมดังกล่าว จึงจะอุปสมบทได้
ชายผู้จะบวชเป็นพระภิกษุต้องปราศจากอันตรายิกธรรม ๑๓ ข้อ ได้แก่
(๑)โรคเรื้อน (๒) ฝี (๓) โรคกลาก (๔)โรคมองคร่อ (๕) ลมบ้าหมู (๖)ไม่ใช่มนุษย์ (๗)ไม่ใช่ชาย
(๘) ไม่เป็นไท (๙) หนี้สิน (๑๐) เป็นราชภัฏ
(๑๑) มารดาบิดาไม่อนุญาต (๑๒) มีปีไม่ครบ ๒๐
(๑๓) บาตรจีวรไม่ครบ
เป็นการคัดกรอง อีกขั้นตอนหนึ่ง
 |
| ที่มา: https://goo.gl/s6HoZn |
> ช่วงที่พระคู่สวด คือ พระกรรมวาจาจารย์ และ พระอนุสาวนาจารย์ สวดญัตติ ทั้ง ๓ รอบ
วิธีการอุปสมบทที่พระสงฆ์จะต้องร่วมกันให้การอุปสมบทด้วยวิธีสวดกรรมนั้น ๔ จบ คือ
ครั้งแรกสวดญัตติ คือ ประกาศกรรมนั้นให้สงฆ์ทราบเพื่อร่วมกันทำกิจนั้น (หรือคำเผดียงสงฆ์) ๑ จบ
ส่วนครั้งที่สองก็สวดอนุสาวนา (ขอมติ) อีก ๓ จบ คือสวดประกาศขอปรึกษาหารือและข้อตกลงกับสงฆ์ในที่ ประชุมนั้น (ว่าจะรับผู้นั้นเข้าเป็นพระภิกษุหรือไม่) หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า คำขอมติสงฆ์
บุคคลที่จะบวชได้คณะสงฆ์ทุกรูปจะต้องยอมรับ คือนิ่งเงียบไม่ทักท้วง ตลอดการสวดญัตติ และอนุสาวนา ๓ ครั้ง จึงจะถูกต้องเป็นการบวชโดยที่ประชุมสงฆ์ยอมรับ
ก็เป็นการคัดกรองอีกขั้นตอนหนึ่ง
> พอจบพิธีการบวช
พระอุปัชฌาย์ ท่านจะให้อนุศาสน์ กล่าวคือ บอกสอนกันเลย ตั้งแต่ยังไม่ได้ออกจากโบสถ์ เป็นเรื่องเกี่ยวกับข้อปฏิบัติ และ ข้อห้าม ของพระภิกษุ ซึ่งเป็นการสอนเรื่องพระธรรมวินัยและเป็นข้อปฏิบัติตนในการดำรงตนเป็นพระภิกษุ
พระอุปัชฌาย์จะต้องบอกอนุศาสน์ ๘ อย่าง คือนิสสัย ๔ และอกรณียกิจ ๔
ซึ่ง นิสสัย ๔ หรือปัจจัยเป็นเครื่องอาศัยที่จำเป็นสำหรับผู้บวช คือ
(๑) บิณฑบาตเป็นวัตร คือกิจที่จะต้องบิณฑบาตเพื่อโปรดสัตว์และแสวงหาอาหาร
(๒) นุ่งห่มผ้าบังสุกุล ปัจจุบันคือการนุ่งห่มผ้าบังสุกุลจีวรโดยปริมณฑล คือ เรียบร้อย
(๓) อยู่โคนต้นไม้ คือ เป็นผู้ออกจากเรือนไม่มีเรือนอยู่ จึงอยู่ป่าอาศัยโคนต้นไม้
(๔) ใช้ยาดองด้วยน้ำมูตรเน่า คือเป็นผู้สละเรือนแม้เจ็บไข้อาพาธต้องใช้สมุนไพรเป็นยา หรือหมักดองสมุนไพรเพื่อรักษาตนเอง
ส่วนอกรณียกิจ ๔ หรือ กิจที่พระภิกษุสงฆ์ไม่พึงกระทำ คือ
(๑) ปาณาติบาต คือ การฆ่าสัตว์ หรือทำชีวิตของสัตว์อื่นให้ลำบากหรือล่วงไป
(๒) ลักทรัพย์ คือ การลักขโมย หรือถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้
(๓) การเสพเมถุนธรรม
(๔) การอวดอุตริมนุษย์ธรรม คือ อวดคุณวิเศษอันไม่มีในตน
✨✨แค่จบพิธีกรรม การบวช ก็ถือว่า พระอุปัชฌาย์ ได้ทำตามพระธรรมวินัย แล้วจะกล่าวหาว่า บวชระยะสั้น บวชตามประเพณี ฯลฯ เป็นการบวชแบบไม่มีการศึกษาพระธรรมวินัยไม่ได้
การบวชนั้น เมื่อจบพิธีกรรมสงฆ์แล้ว ก็ถือว่า เป็นพระภิกษุที่สมบูรณ์ เหมือนพระภิกษุรูปอื่นๆ แต่จากนี้ไปใครจะไปศึกษากับพระอาจารย์รูปใด ก็ตามศรัทธา เพื่อศึกษา ศีล สมาธิ ปัญญา ผลที่จะได้รับจากการบวชก็ตามแต่ว่า ใครประพฤติปฏิบัติอย่างไร?
@ เข้มงวด กวดขัน ตนเองแค่ไหน?
@ มีความเพียร อย่างถูกหลักวิชชา อย่างสม่ำเสมอ?
 |
| ที่มา: https://goo.gl/s6HoZn |
พระภิกษุเมื่อก้าวเข้ามาสู่พระธรรมวินัยนี้ เหมือนก้าวลงมาในสระน้ำใหญ่ ใครชำระล้างสิ่งสกปรกในกาย วาจา ใจ ของตนเองได้มากแค่ไหน ก็จะสะอาดมากเท่านั้น แต่ใครที่เข้ามาในสระ (พระธรรมวินัย) แล้วไม่หมั่นทำความสะอาดตน ก็สะอาดไปตามยถากรรม
การบวชนั้น ก่อนบวช ก็ศรัทธา ระดับหนึ่ง แต่พอเข้ามาทำกิจสงฆ์ เข้าหมู่สงฆ์ ความศรัทธาจะเพิ่มขึ้น จากการหล่อหลอม ด้วยกิจวัตร และกิจกรรมของสงฆ์ สงฆ์จะคัดกรอง โดยอัติโนมัติ คือศีล และ ทิฏฐิ
ดังนั้น ผู้ชายทุกคน ต้องบวช ถ้าไม่บวช ก็เสียชาติเกิดมาเป็นผู้ชาย ถ้าบวชแล้ว ไม่ตั้งใจปฏิบัติธรรม เพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง ก็ไม่บรรลุเป้าหมายของการบวช แต่ก็ยังเป็นอุปนิสัยข้ามชาติในการฝึกฝนตนเอง ต่อไป
ขอบคุณข้อมูลอ้างอิง
- https://th.wikipedia.org/wiki/ (https://goo.gl/Z5ZJW7)
- https://goo.gl/3DeX72
- https://www.dailynews.co.th/article/583630
- http://www.mcu.ac.th/site/articlecontent_desc.php?article_id=608&articlegroup_id=121
- https://www.m-society.go.th/ewt_news.php?nid=13651
 |
| ที่มา: https://goo.gl/sGb1T9 |
ถาม: ประเพณีการบวช นาคที่ไปขอขมาลาพ่อแม่ผู้ใหญ่ จะต้องกราบไหว้กี่ครั้งจึงจะถูกต้อง และพิธีการบวชที่ทำถูกต้องได้บุญมากกว่าได้บาปนั้นมีวิธีการอย่างไร (เริ่มตั้งแต่การโกนผมและการเตรียมของบวชเรื่อยไปจนกระทั่งเข้าโบสถ์)
ตอบ: ข้อปฏิบัติในการขอขมาของนาคก็พึงทำเหมือนอย่างที่กล่าวแล้วในข้อต้น คือพ่อแม่กราบ ๓ ครั้ง หรือผู้ใหญ่ที่เคารพอย่างสูงก็กราบ ๓ ครั้ง โดยยกย่องท่านเหล่านั้นเสมอพระ
ส่วนคำถามที่ว่า การบวชที่ถูกต้องได้บุญมากกว่าได้บาปทำอย่างไรนั้น ต้องชี้แจงกันมาก เพราะเป็นเรื่องเพื่อการปฏิบัติ ไม่ใช่เพียงเพื่อรู้อย่างเดียว
ก่อนอื่นต้องเข้าใจเสียก่อนว่าผู้ได้รับบุญนั้น คือใคร???
ตามปกติการบวชมีผู้ได้รับบุญ ๒ ฝ่าย คือฝ่ายผู้ให้บวช ซึ่งได้แก่
- บิดามารดาและวงศาคณาญาติ
- และฝ่ายผู้บวชเอง
ดังนั้นจึงจะเริ่มแต่ผู้ให้บวชหรือที่นิยมเรียกกันว่า “เจ้าภาพ” ไปก่อน ตามปกติเจ้าภาพบวชพระก็เป็นบิดามารดาของนาคเสียโดยมาก จะมีญาติหรือบุคคลอื่นบ้างก็เป็นส่วนน้อย แต่วิธีการปฏิบัติก็เหมือนกัน เมื่อหวังทำบุญก็ควรจะทำให้เป็นบุญ ทำให้ถูกบุญ บุญคือการชำระกาย วาจา และใจให้สะอาดบริสุทธิ์ ให้หมดจดจากกิเลสเครื่องที่จะทำใจให้เศร้าหมอง
โดยเฉพาะการบวชนาค เจ้าภาพมักจะทำบุญด้วยการบริจาคทานเป็นพื้น คือ เสียสละทรัพย์สมบัติเป็นค่าเครื่องอัฐบริขารบ้าง เครื่องไทยธรรมบ้าง ภัตตาหารบ้าง การเสียสละทรัพย์สมบัติ ถือเป็นค่ากำจัดโลภะความเห็นแก่ตัวและความตระหนี่ให้หมดไปจากจิตใจ
 |
| ที่มา: https://goo.gl/sGb1T9 |
ฝ่ายเจ้าภาพการทำบุญที่จะได้บุญนั้นต้องคำนึงถึงเรื่องเหล่านี้
(๑) ก่อนทำบุญทุกครั้งต้องเต็มใจที่จะทำ มีใจเบิกบานที่จะเสียสละ ขณะทำก็ตั้งใจทำ รักษาศรัทธาให้มั่นคงเข้าไว้ ทำด้วยใจที่แช่มชื่นเบิกบาน ทำเสร็จแล้วก็ไม่เสียดายในภายหลัง รักษาความอิ่มใจไว้เสมอ และเมื่อทำบุญต้องทำตามกำลังของตัวเอง ทั้งกำลังทรัพย์ กำลังกาย อย่าให้เกินกำลังของตัว เพราะหากเกินกำลังอาจต้องพึ่งพาผู้อื่น ทำให้เดือดร้อนภายหลังมีเท่าไรทำเท่านั้น พอเหมาะพอดี
(๒) การจัดงาน ควรหนักไปในทางเรื่องการบุญการกุศลให้มาก คือเสียทรัพย์ไปแล้วควรเป็นบุญทุกบาททุกสตางค์ได้ยิ่งดี สิ่งใดไม่จำเป็นควรงดเสีย อย่าทำ หรือถ้าจะทำก็ทำแต่น้อย เช่น การเลี้ยงดูปูเสื่อ เลี้ยงเหล้ายาปลาปิ้งกัน การมีมหรสพ การมีดนตรีบรรเลงทั้งขณะที่อยู่บ้านและแห่แหนไปวัดเป็นเอิกเกริกโกลาหล เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่จำเป็นเลย มีเพื่อความสนุกสนานกันชั่วครั้ง เอิกเกริกเฮฮากันชั่วคราวเท่านั้น แม้ไม่มีก็บวชเป็นพระได้
บางงานชอบตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ บวชนาคแต่ละทีจัดเสียใหญ่โตหมดเงินเป็นหมื่นเป็นแสน แต่พอบวกลบคูณหารแล้วเป็นบุญน้อยกว่าเป็นบาป จ่ายในสิ่งไม่เป็นเรื่องมากกว่า ทั้งที่การบวชนั้นใช้เงินเพียง ๒,๐๐๐ บาท ก็บวชได้อย่างสบายแล้ว แต่โดยมากเรามาเปลืองในสิ่งที่มอมเมามากกว่า น่าเสียดายเงินทองมาก แม้จะอยู่ในฐานะที่จะทำได้ก็ตาม แต่ควรนำไปทำอย่างอื่นดีกว่า หากจะเสียสละกันจริงๆ นอกเสียจากว่าทำไปไม่หวังบุญแต่หวังชื่อเสียง หวังความเด่นดัง และหวังเอาหน้าเอาตาเท่านั้น ถ้าหวังอย่างนั้นก็คงได้สมประสงค์แน่
แต่ก็ยังเสียดายเงินทองอยู่ดี เพราะบางงานแทนที่จะได้หน้ากลับเสียหน้าถูกด่าเปิงไปก็มี เพราะเกิดเมากันจนอิ่ม ฆ่ากันตายกลางงานเลย
 |
| ที่มา: https://goo.gl/sGb1T9 |
(๓) สิ่งของที่จะถวายพระสงฆ์ ทั้งอุปัชฌาย์ คู่สวด และพระอันดับก็ควรดูพอเหมาะพอควร ให้ท่านใช้ได้ ให้ควรแก่สมณะ ไม่ควรถวายสิ่งของที่ท่านมีฟุ่มเฟือยอยู่แล้ว อย่าถวายสิ่งของที่ท่านวายของไม่ได้ใช้ หรือถวายของที่จะทำให้ท่านนำไปบำเรอความสุขของท่าน
ไม่ใช่ห้ามถวายหรอก ให้ถวายได้ แต่ถ้าไม่รู้จักถวาย แทนที่จะเป็นบุญกลับจะเป็นบาปไปเสียอีกน่ะนา เพราะเคยเห็นบางวัด อุปัชฌาย์ท่านรับมาแล้วก็นำมาเก็บไว้ที่กุฏิ ใช้ก็ไม่ได้ใช้ บางอย่างก็ใช้ไม่ได้ จะทิ้งเสียก็เสียดายของ เกรงเจ้าของเขาจะว่าเอา จะให้คนอื่นเอาไปบวชต่อก็ไม่มีใครมาขอ เลยต้องเก็บไว้รกกุฏิ แถมเป็นเชื้อไฟอย่างดีทีเดียว
(๔) เวลาทำอย่าให้คนอื่นเดือดร้อน อย่าให้ตัวเองเดือดร้อน ต้องไม่มีการบังคับให้ทำ ให้เขาร่วมทำด้วยความเต็มใจและกำลังศรัทธา
(๕) ต้องทำด้วยมีเหตุผล อย่าทำเพื่อเอาหน้าหรือประกาศความยิ่งใหญ่ของตน ต้องเห็นด้วยปัญญาว่า เมื่อทำอย่างนี้ไปแล้วจะเป็นบุญกุศลเป็นประโยชน์แก่ตนและบุคคลอื่น
(๖) ต้องทำบุญเพื่อเป็นบุญเพื่อความดี เพื่อความสุขใจ สบายใจ ส่วนผลอื่นๆ เป็นประโยชน์พลอยได้
นี่ว่าถึงหลักการทำบุญทั่วๆ ไป และใช้ได้ทุกงาน ไม่เฉพาะแต่งานบวชเท่านั้น
 |
| ที่มา: https://goo.gl/sGb1T9 |
สำหรับฝ่ายผู้บวชนั้นก็ต้องทำตัวทำใจให้เป็นบุญด้วย โดยปฏิบัติ ดังนี้
(๑) เมื่อถูกนำตัวไปฝากวัดแล้ว ควรทำตัวให้เป็น “นาค” คือเป็นผู้ประเสริฐ สิ่งใดที่เป็นความชั่วความผิดที่เคยปฏิบัติเคยทำมาก่อน ควรงดเว้นให้เด็ดขาด เพื่อฝึกหัดความอดทนความอดกลั้นต่ออารมณ์ฝ่ายต่ำ ต่อไปตอนเป็นพระจะได้ไม่ฝืนใจมากนัก
(๒) เวลาเป็นนาค ควรท่องบ่นคำขานนาค คำพระต่างๆ ที่จำเป็นบทสวดทำวัตรเช้า-เย็นให้ได้ เพราะเวลาเข้าโบสถ์จะได้ว่าได้คล่องแคล่ว หากท่องไม่ได้ก็ต้องสอนกันแล้ว ความสำคัญของการบวชจะลดน้อยลงไป ทั้งแสดงว่าผู้บวชมิได้ใส่ใจเรื่องนี้
(๓) ตอนเข้าไปหาอุปัชฌาย์ควรทำด้วยความเต็มใจ อย่าทำเป็นเล่นเพราะกำลังอยู่ท่ามกลางสงฆ์ อยู่ต่อหน้าพระปฏิมาอันศักดิ์สิทธิ์ในอุโบสถเท่ากับอยู่ต่อพระพักตร์พระพุทธเจ้า หากทำเป็นเล่นไม่จริงจัง จะมองดูไม่เหมาะสม
 |
| ที่มา: https://goo.gl/sGb1T9 |
(๔) เมื่อบวชแล้วควรลืมภาวะฆราวาสให้หมด มีสติอยู่เสมอว่าตัวเป็นพระ ควรทำกิจของพระให้สมบูรณ์ ทำหน้าที่พระให้ถูกต้อง รักษามารยาททางกาย วาจาให้สมกับเป็นพระ ให้น่าเคารพกราบไหว้ ให้สมกับเป็นปูชนียบุคคลของคนทั่วไป
(๕) ในขณะเป็นพระอยู่ควรหาโอกาสศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยตามสติปัญญา หาตำราทางศาสนามาอ่านบ้าง หรือเข้าหาครูอาจารย์ให้ท่านแนะนำ ให้ท่านโอวาทสั่งสอนตามเวลา ตามสมควร เพราะสิ่งที่ได้มาตอนนี้แหละจะติดตามตนไปได้แม้จะลาเพศไปแล้ว ความเป็นพระติดตัวไปไม่ได้นาน นอกเสียจากจะเกิดความเคยชิน และมีความรู้ทางพระอย่างถูกต้องถ่องแท้เท่านั้น
 |
| ที่มา: https://goo.gl/sGb1T9 |
(๖) อย่าก่อมลทินก่อความเสียหายจนเสียชื่อเสียงให้เกิดขึ้นในวัดในศาสนาด้วยการปฏิบัติตนนอกทางนอกธรรมวินัย เพราะวัดหากเสียไปแล้วเดินหนีไม่ได้ ต้องรับสภาพเสียหายอยู่ตลอดไป ส่วนคนทำเสียหายอยู่ตลอดไป ส่วนคนทำเสียนั้นหนีไปไหน ต่อไปไหนแล้วก็ไม่รู้
ข้อปฏิบัติเพียงเท่านี้ก็พอจะเป็นบุญได้กระมัง
ขอบคุณข้อมูล
- หนังสือไขข้อข้องใจ ๒, (จากวารสารมงคลสาร: กรกฎาคม, ๒๕๑๙). พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช),๒๕๕๒.หน้า ๕๖ – ๖๐.
 |
| ที่มา: https://goo.gl/WtE6TD |
ถาม: ทำไมพุทธศาสนิกชนต้องถูกลัทธิอื่นมาปราบปราม และเหยียดหยามทำลายศาสนาพุทธของเรา องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทำไมไม่จัดการเอง (หมายถึงทำลายเอง ไม่ต้องถูกเหยียดหยาม)
ตอบ: ที่ว่าพระพุทธศาสนิกชนมักถูกคนลัทธิอื่นมาปราบปราม และเหยียดหยามทำลายอยู่เสมอนั้นคงเป็นเพราะว่า พุทธศาสนิกชนได้รับการอบรมมาอย่างเดียวแล้วว่า อย่าได้เบียดเบียนกัน แต่ต้องช่วยเหลือกันตามมีตามกำลัง สิ่งเหล่านี้เป็นเหตุไม่ให้จองเวรกัน ให้อยู่กันด้วยสันติสุข มีความรักใคร่ปรองดองกัน มีเมตตาจิตหวังดีต่อกัน บางคนอาจจะเข้าใจว่าเป็นคำสอนที่ทำให้คนอ่อนแอ ทำให้คนขาดสมรรถภาพ ทำให้ประเทศชาติล่มจม
ถ้ามองอย่างผิวเผินก็อาจเป็นเช่นนั้น เพราะผู้มีคุณธรรมเหมือนเป็นคนอ่อนแอ แต่ถ้ามองให้ลึกแล้ว คุณธรรมเหล่านั้นสร้างคนให้เข้มแข็ง สร้างพลังให้คนทีเดียว พลังที่ว่านี้เป็นพลังภายใน พลังภายในนั้นต้องเป็นพลังที่เกิดจากความอ่อนละมุนด้วยคุณธรรม และจะสามารถเอาชนะศัตรูด้วยพลังนั้นได้ไม่ยากนัก
ตามปัญหานั้น ถ้าเราจะมองดูตามประวัติศาสตร์แล้ว จะเห็นได้ว่าที่พระพุทธศาสนาอยู่ในประเทศนั้นๆ ไม่ได้ โดยแม้ที่สุดแม้ในประเทศอินเดียซึ่งเป็นต้นกำเนิดพระพุทธศาสนาก็ตาม เป็นเพราะคนในประเทศนั้นๆ ยังมีคุณธรรมอันเป็นเพลังเหล่านี้กันอยู่หรือ ไมมีเลย พุทธบริษัทในประเทศนั้นๆ ต่างแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน ต่างทำลายกันเองจนอ่อนแอ ข้าศึกศัตรูแทบจะไม่ต้องออกกำลังเลยก็เอาชนะได้โดยง่าย
คราวนี้มาดูในเมืองเราบ้าง เรานับถือศาสนาพุทธกันมาตั้งแต่กรุงสุโขทัยและนับถือเรื่อยมา จนถึงบัดนี้ก็เกือบพันปีแล้ว เราก็ยังนับถือกันดีอยู่ แม้จะมีบางครั้งเกิดศึกสงคราม หรือมีคนต่างศาสนา ต่างลัทธิมาเผยแพร่ก็ทำสำเร็จไม่กี่เปอร์เซ็นต์นัก คนไทยเรายังมั่นคงในศาสนาเดิมของตน ใครจะยุยงให้เราแตกกัน ให้ทะเลาะกัน เราก็เป็นไปตามนั้นบ้างตามคำยุหรือด้วยความหลงผิด แต่ต่อมาเราก็สำนึกได้แล้วรวมตัวกันเหมือนเดิม ชาติไทยเราและศาสนาพุทธเราจึงดำรงมาได้จนถึงทุกวันนี้
นี่เป็นเพราะเรามีคุณธรรมที่บางคนเห็นว่าคนสอนให้คนอ่อนแอมิใช่หรือ
 |
| ที่มา: https://goo.gl/WtE6TD |
!!! ข้อสำคัญชาวพุทธเราอย่าเหยียดหยามอย่าทำลายศาสนาพุทธเองเสียเท่านั้น ถ้าเราทำลายกันเสียเองแล้ว ศาสนาพุทธจะอยู่ไม่ได้ เหมือนสนิมเหล็กนั่นไง มันเกิดจากเหล็กแล้วก็กัดเหล็กที่ตนเกิดนั่นแหละจนกร่อนไปไม่ใช่สนิมจากเหล็กอันอื่นเลย ศาสนาก็เช่นกัน ชาวพุทธเรานี่แหละจะทำลายเสียเอง คนลัทธิอื่นศาสนาอื่นทำลายไม่ได้หรอก
ที่ทำลายมาสำเร็จก็เพราะคนพุทธส่วนใหญ่เลิกนับถือพุทธหรือกลายเป็นด้ามให้เขามาทำลายพุทธนั่นเอง
 |
| ที่มา: https://goo.gl/aCwbhP |
ที่คุณถามว่าทำไมองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่จัดการทำลายผู้ทำลายศาสนาเสียเองนั้น ข้อนี้ตอบได้ง่ายมาก
คือพระพุทธองค์ทรงสอนไว้เองทีเดียวว่าไม่ให้เบียดเบียนกัน มิให้ทำลายกัน ทำไมพระองค์จะทรงทำลายเสียเองเล่า เป็นไปไม่ได้
ถ้าพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ อาจทรงตอบปัญหาของคุณว่า “อาตมาก็เป็นนักทำลายเหมือนกัน แต่ทำลายกิเลส นำความไม่ดีออกไปจากใจ และช่วยให้ชาวบ้านทำลายกิเลสของตนๆ ด้วยนะ” อะไรทำนองนี้แน่
ในสมัยพระพุทธเจ้าเองก็ยังมีผู้ทำลายพุทธศาสนา ยังเหยียดหยามพระองค์เหมือนกัน แต่พระองค์ก็ทรงใช้กุศโลบายทำลายความคิดเห็นผิดๆ ของบุคคลนั้นเสียได้ โดยใช้ธรรมาวุธ คือพระมหากรุณาธิคุณและพระปัญญาคุณของพระองค์ ทำให้ผู้นั้นกันเข้าหาธรรมเป็นที่พึ่งได้
 |
| ที่มา: https://goo.gl/aCwbhP |
ในฐานะที่เราเป็นพุทธบุตร ทำไมเราไม่ลองนำธรรมาวุธต่างๆ ที่พระพุทธเจ้าประทานไว้มาใช้ทำให้คนทำลายศาสนา เหยียดหยามศาสนากันมานับถือศาสนากันบ้างเล่า
ขอบคุณข้อมูล
- หนังสือไขข้อข้องใจ ๒, (จากวารสารมงคลสาร: พฤษาคม, ๒๕๑๙). พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช),๒๕๕๒.หน้า ๓๐ – ๓๓.
 |
| ที่มา: https://goo.gl/9F5yXt |
ไม่มีคำว่า "บังเอิญ" ในทางพุทธศาสนา
หากศึกษาเรื่องธรรมะดีๆ จะเข้าใจว่า ไม่มีคำว่า "บังเอิญ" ใดๆ ทั้งสิ้น "กรรม" นี้แม่นยำยิ่งกว่าเรด้าตรวจจับของนาซ่า พระพุทธเจ้าเคยตรัสว่า "เราเกิดมาแล้วนับชาติไม่ถ้วน น้ำตาที่เสียจากความพลัด พรากจากคนที่เรารักนับรวมกันได้เป็นมหาสมุทร ดังนั้น เราจึงได้เคยพบปะผู้คนมามากมาย จนผู้คนที่เดินบนถนนไปมานี้ต่างก็เคยเกิดมาเป็นพี่น้องเราทั้งสิ้น"
จากคำอธิบายข้างต้น เป็นเหตุให้ "กรรม" จัดสรรให้เราได้พบเจอ รู้จัก พึ่งพา มาเกิดเป็นพ่อ แม่ ลูก พี่น้อง เพื่อน แฟน คู่รัก มิตร ศัตรู ครู ลูกศิษย์ เมียหลวง เมียน้อย ฯลฯ เนื่องจาก เคยเกี่ยวพัน มีความสัมพันธ์ และประกอบกรรมร่วมกันมาก่อน จึงได้มาเจอกันอีก เพื่อชดใช้กรรม หรืออาจอธิษฐานให้มาพบกันอีกในชาติต่อๆ ไป หรือเคยอาฆาตพยาบาทกันมาก่อน บางคนก็เคยอุปถัมภ์ ค้ำชู หรือเคยพึ่งพาอาศัยกันมาก่อน ดังนี้ เป็นต้น จึงไม่มีคำว่า "บังเอิญ" ในพระพุทธศาสนา
หากใครเคยไปในสถานที่ใด แล้วรู้สึกคุ้นเคยกับสถานที่นั้นโดยไม่เคยไปมาก่อนรู้สึกคุ้นๆ กับเหตุการณ์นั้น โดยที่เราไม่เคยมีส่วนร่วมมาก่อน เคยรู้สึกประทับใจใคร รู้สึกเกลียดใคร อยากอยู่ใกล้ใคร หรืออยากหนีหน้าใคร โดยที่ไม่เคยพบเจอรู้จักกันมาก่อน สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นสัญญาเก่า (การจำได้หมายรู้) ที่ติดตัวมาแต่เก่าก่อน
พระบาลีพุทธวจนะ เป็นภาษาเมื่อหลายพันปีมาแล้ว คำว่า "บังเอิญ" ดูเหมือนไม่มีในภาษาบาลี มีแต่คำว่า "เหตุ - ปัจจัย"
พระพุทธศาสนา เป็นเรื่องของเหตุและผล ทุกสิ่งไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ หรือเป็นเรื่องบังเอิญ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นล้วนมีเหตุให้เกิดขึ้นทั้งสิ้น ดังที่ท่านพระอัสสชิ แสดงธรรมแก่ท่านพระสารีบุตรว่า "ธรรมทั้งหลายย่อมเกิดจากเหตุ" นั่นคือ การที่ทุกคนเกิดมาแตกต่างกัน เป็นเพราะได้กระทำเหตุ คือ ทำกรรมมาแตกต่างกัน กรรมที่ได้กระทำไว้แล้วนั่นเอง เป็นเหตุให้มีรูปร่างหน้าตา ผิวพรรณ ฐานะ ต่างกัน มีอุปนิสัยดีเลวต่างกัน กรรมที่ได้กระทำไว้แล้วนั่นเอง เป็นเหตุให้ได้ลาภเสื่อมลาภ ได้ยศเสื่อมยศ ได้รับความสุข ทุกข์ สรรเสริญ นินทา
 |
| ที่มา: https://goo.gl/9F5yXt |
มีเรื่องเล่าของพระเจ้าอโศกมหาราช เรื่องมีอยู่ว่า
พระมเหสีของพระเจ้าอโศกมหาราช ได้รับการยกย่องจาก พระเจ้าอโศกมหาราชมาก สนมกำนัลนางอื่นก็อิจฉา ผู้หญิงกระทบกระทั่งกันง่ายอยู่แล้ว ในเมื่ออิจฉาก็มีการเสียดสีกระแนะกระแหนเขาไปเรื่อย พระเจ้าอโศกมหาราช ทรงรำคาญ จะพิสูจน์บุญญานุภาพให้ดู ก็เลยสั่งโรงครัวทำขนมมา 1,000 ชิ้น แสดงว่าพระองค์มีมเหสีรวมนางสนมทั้งหมด 1,000 คนพอดี แล้วถอดพระธำมรงค์ประจำพระองค์ บอกพ่อครัวให้ใส่พระธำมรงค์ไว้ในขนมชิ้นหนึ่ง
พอถึงเวลานึ่งสุกเอามาให้บรรดาสนม และมเหสีทั้งหมดไปหยิบเอา ถ้าธำมรงค์อยู่ในขนมของใคร จะตั้งคนนั้นเป็นอัครมเหสี พวกสนมแย่งกันกระจายเลย ปรากฎว่า มเหสีตัวจริงท่านทรงนั่งอยู่เฉยๆ รอเขาหยิบจนเหลือชิ้นสุดท้ายท่านจึงหยิบมา และธำมรงค์ก็อยู่ในนั้น เห็นไหมว่า เขาทำของเขามา เขาต้องได้ ต่อให้เราทำมาถ้าทำช้ากว่าเขาก็ต้องรอเขาได้ก่อน ส่วนใหญ่แล้วจะไม่เข้าใจตรงนี้ ถึงเวลาเห็นพระเจ้าอโศกมหาราชท่านเมตตาพระมเหสีมากเป็นพิเศษ โปรดเป็นพิเศษก็คอยอิจฉาอยู่เรื่อย พิสูจน์ขนาดนั้นแล้วก็ยังมีคนไม่เชื่ออยู่ดี
อนาคตเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดไว้แล้วจากกรรมในอดีตนานนับไม่ได้ แต่เป็นสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น เพราะต้องมีเหตุในปัจจุบันร่วมด้วย ความพยายามในปัจจุบันนั่นแหละ จึงจะทำให้เกิดผลในอนาคตที่สมบูรณ์ แม้จะเปลี่ยนแปลงไม่ได้ทั้งหมด แต่ก็เปลี่ยน แปลงได้บางส่วน คนเราจึงไม่ควรละความพยายามตลอดชีวิตที่เกิดมา
การกระทำทุกอย่างย่อมมีผล เราเรียกผลนั้นว่า "วิบาก" สิ่งใดจะเกิดได้ต้องมีเหตุปัจจัยประชุมพร้อม กรรมจึงสามารถส่งผล หรือให้วิบากได้
ไม่มีโชคลาภเกิดขึ้นได้โดยไม่อาศัย บุญ กรรม โชคลาภ ไม่สามารถจะเกิดขึ้นลอยๆ หรือบังเอิญ โดยไม่มีเหตุปัจจัย
ทุกปัญหาเกิดขึ้นอย่างมีสาเหตุทั้งนั้น กิ่งไม้ตกใส่หัว หกล้ม ฯลฯ ล้วนเกิดจากกรรม เหมือนกับคำว่า "ใครกินคนนั้นก็อิ่ม คนอื่นอิ่มแทนไม่ได้"
เกลือ เค็มเหมือนกันหมด ไทย ฝรั่ง ลาว แขก กินเกลือในที่ลับ ที่แจ้งก็เค็ม เหมือนกัน เกลืออย่างไร กรรมก็อย่างนั้น ทุกชาติศาสนา
ความบังเอิญไม่มีในโลก ทุกสิ่งถูกลิขิตจากกรรมทั้งกุศล และอกุศลที่สัตว์โลกได้กระทำไว้ทั้งในอดีต และปัจจุบัน ขึ้นอยู่กับว่า กรรมอันไหนจะส่งผลก่อนกัน
Cr. Thai Monks
ที่ผ่านมาหลายเดือนจวบจนปัจจุบัน บนหน้าสื่อหลักๆ สื่อออนไลน์ยังคงมุ่งมั่นสร้างวาทะกรรมว่าวัด #ฟอกเงิน ว่าพระ #ไม่สมถะ สร้างความเสียหายและเสื่อมเสียให้กับวัด บั่นทอนศรัทธาชาวพุทธและสร้างความสั่นคลอนให้เกิดขึ้นต่อสถาบันศาสนาซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์รวมใจของคนในชาติ สื่อเสี้ยมและผู้บงการอยู่เบื้องหลังของแผนการอันเลวร้ายเพื่อหวังทำลายศรัทธาชาวพุทธ ตั้งใจจะขุดรากถอนโคนพุทธศาสนาให้หมดสิ้นไปจากแผ่นดินไทยหรืออย่างไร!!!???
ขอย้ำชัดๆ ว่า วัดสอนแต่เรื่อง #ฟอกกาย #ฟอกวาจาและ #ฟอกใจให้สูงขึ้น
แล้ววัดใช้หลักธรรมอะไรเพื่อ #ฟอกกาย วาจา ใจ ให้สะอาด สงบและทำให้จิตใจสูงขึ้น???
หลักการ #ฟอกจิตใจให้สะอาด ในทางพุทธศาสนามีหลักง่ายๆ ๓ อย่าง คือ การให้ทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา
๑. การให้ทาน เป็นวิธี #ฟอกใจ ขั้นต้น
การให้ทาน คือการให้ที่ไม่หวังผลตอบแทนโดยหมายให้ผู้ได้รับได้พ้นจากทุกข์
ซึ่งเป็นวิธีช่วย #ฟอกใจขั้นพื้นฐาน เพื่อขจัดอำนาจมืด ยางเหนียวหนืดที่ครอบงำจิตใจ คือความตระหนี่ ด้วยวิถีของการให้ เริ่มตั้งแต่การให้วัตถุ สิ่งของ หรือเงินเป็นทาน (อามิสทาน) การสอนให้ธรรมะเป็นความรู้เป็นทาน (ธรรมทาน) และสละอารมณ์ไม่ดีขุ่นมัว การให้อภัยในสิ่งที่คนอื่นทำไม่ดีกับเรา ไม่จองเวร หรือพยาบาทกัน (อภัยทาน)
ควรบำเพ็ญ ซึ่งทาน คือการให้
ท่านว่าไว้ สวยงาม สามสถาน
หนึ่งให้ของ สองธรรมะ ชนะมาร
อภัยทาน ที่สาม งามเหลือเกิน
(ที่มาบทกลอน: https://goo.gl/MPR78E)
๒. การรักษาศีล เป็นวิธี #ฟอกกาย วาจา ใจ ขั้นกลาง
ศีลจะทำให้จิตใจสะอาดบริสุทธิ์ได้มากกว่าทานเพราะว่า การรักษาศีลนั้นเป็นการเพียรพยายามจะระงับสิ่งที่จะเกิดเป็นโทษทางกายและวาจาไม่ให้มันเกิดขึ้น
ศีล แปลว่า ปกติ เป็นวินัยทางธรรมเบื้องต้นของคน เป็นเครื่องจำแนกคนออกจากสัตว์ ดังนั้น เราทุกคนควรรักษาศีล ๕ ได้แก่ ไม่ฆ่าสัตว์, ไม่ลักทรัพย์, การดำรงตนอยู่ในคู่ครองของตัวเอง, ไม่พูดปด พูดส่อเสียด หรือแม้แต่พูดคำหยาบ และไม่ดื่มสุราให้ขาดสติเป็นเหตุให้สติไม่ตั้งมั่นจิตใจเศร้าหมองลง
๓. สมาธิ เป็นวิธี #ฟอกจิตใจระดับสูงขึ้นมา
การเจริญภาวนาในพุทธศาสนาเป็นการทำความสะอาดจิตอย่างละเอียดเป็นการ #ซักฟอกจิตให้สะอาดจนถึงที่สุดได้ คือ ทำให้จิตเบาบางไปจากสิ่งปรุงแต่ง (กิเลสทั้งหลาย) จนกระทั่งหมดกิเลสได้ในที่สุด
บุคคลที่หมั่นเพียร #ฟอกจิตใจ ตนเองให้สะอาด สูงส่ง บริสุทธิ์อยู่เสมอแล้ว บุคคลนั้นจะอยากถอยหลังลงมาเกลือกกลั้วสิ่งสกปรก สิ่งที่ไม่สะอาด คือกิเลสอีกหรือไม่
เปรียบเหมือน มีชายคนหนึ่งที่ใส่เสื้อผ้าตรากตรำทำงานหนักทั้งวัน เหงื่อไคลไหลชุ่มทั่วตัว เสื้อผ้าสกปรกเหม็นคาวกลิ่นเหงื่อไคล พอถึงบ้านจึงรีบอาบน้ำชำระความสะอาดร่างกาย ถูฟอกด้วยสบู่ เช็ดตัวให้สะอาด โรยแป้งทำให้กลิ่นกายหอมสดชื่น เขาจึงมีความสุข ถามว่าชายคนนี้จะปรารถนากลับมาสวมเสื้อผ้าชุดเก่าที่สกปรก มีกลิ่นเหม็นอับและชุ่มด้วยเหงื่อไคล อีกหรือไม่??? ฉันใดฉันนั้น
ปุถุชนบางคน ผู้ยังเต็มไปด้วยกิเลส ใช้สายตา ทัศนะของตนอันเอิ่มอาบด้วยกิเลสเจตนาร้าย อคติและความไม่รู้ มาว่าพระผู้ประพฤติดี ปฏิบัติชอบ ให้เกิดความเสียหาย การทำเยี่ยงนี้มันใช่เหรอ?
สื่อเสี้ยม หรือคนใจมืดบอดที่บงการอยู่เบื้องหลังใช้สื่อเป็นเครื่องมือ ใช้คนหน้าเดิมๆ ไม่กี่คน ที่วันๆ ไม่รู้ว่าทำมาหากินอะไร? ขยันออกมา สร้างวาทกรรมอันร้ายกาจให้กับวัด ให้กับพระผู้ที่ท่านประพฤติดี ปฏิบัติชอบ ใส่ร้าย ยัดข้อหา ว่า พระ/วัดฟอกเงิน ทั้งที่จากจุดเริ่มต้นที่ถูกต้อง คือการรับเงินบริจาคจากศรัทธาญาติโยมเพื่อนำมาใช้ในงานพระศาสนาเท่านั้นเอง
ถ่มน้ำลายขึ้นฟ้า จะพยายามชักฟ้าให้ต่ำตามแรงปรารถนาของตน ฟ้าหาต่ำลงไม่ แต่บุคคลผู้มีเจตนาร้ายนั้นต่างหาก ยิ่งถ่ม ยิ่งอยากดึงฟ้าลง ตัวเองยิ่งต่ำเตี้ยถอยลงเรื่อยๆ ทุกอนุวินาที
เรียนรู้เรื่องศาสนาจากปัญหาข้องใจ(ตอนที่ 7):
7.1 ถ้ามัวแต่เข้าวัดจะทันคนได้อย่างไร?
7.2 ที่พระสอนว่าอย่าคบคนพาลนั้น มิเป็นการทอดทิ้งคนพาลไปหรือ?

7.1 ถาม: เดี๋ยวนี้ทุกคนต้องทำงานเข่งกับเวลา หากมัวชักช้าจะไม่ทันกินและต้องมีอุบายร้อยแปด หากมัวเข้าวัดฟังธรรมหรือมัวคิดจะไม่ให้ผิดธรรมอยู่แล้วจะหาทันกินคนได้อย่างไร จะมิเป็นว่างอมืองอเท้าไปหรือ?
ตอบ: เรื่องนี้ยังมีผู้เข้าใจผิดกันอยู่เสมอว่า ศาสนาสอนให้คนงอมืองอเท้า ศาสนาสอนให้คนอืดอาด ไม่กล้าทำงานให้คล่องตัว และคนที่เข้าวัดฟังธรรมมักจะกินไม่ทันคน เพราะกลัวผิดเสียไปหมด หรือเพราะเสียเวลาไปกับการไปวัด ส่วนมากคิดกันอย่างนี้
ความจริงจะโทษศาสนาไม่ถูกเลย ศาสนาทุกศาสนานั้นมีหลักคำสอนในเรื่องการทำมาหากินครบถ้วนบริบูรณ์ เป็นแต่ว่าผู้เข้าวัดฟังธรรมนั้นๆ ไม่ได้นำคำสอนที่เรียนหรือที่ฟังมาไปใช้ในชีวิตประจำวันเท่านั้น ผลที่ตามมาจึงหากินไม่ค่อยพอกินหรือไม่ทันคน ส่วนบางคนซึ่งก็มีโดยมากเขาไม่รู้จักศาสนา ไม่รู้จักธรรมะเสียด้วยซ้ำ แต่เขารู้จักทำมาหากิน ดำเนินชีวิตไปตามครรลองแห่งธรรมะของศาสนาโดยไม่รู้ตัว ผลที่ได้รับก็มีตามมา ทั้งเป็นผลดีเสียด้วย เหมือนเด็กน้อยนำเมล็ดมะม่วงไปโยนทิ้งไว้หลังบ้านโดยไม่รู้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น แต่เมล็ดมะม่วงนั้นเมื่อได้น้ำได้ปุ๋ยลงตัวแล้วก็งอกออกมา เจริญเติบโตและให้ผลแก่เจ้าของ คือเด็กนั้นและคนอื่นๆ ได้
ผู้ที่ไม่รู้ธรรมะ ไม่เข้าใจธรรมะ ไม่เคยฟังธรรมะ แต่ปฏิบัติตัวและดำเนินชีวิตไปตรงกับหลักธรรมะทางศาสนาพอดีก็ย่อมได้รับผลดีอันเหมาะสมแก่การปฏิบัติ
 |
| ที่มา: https://goo.gl/5q6xLc |
ในเรื่องการทำมาหากินนั้น ในทางศาสนาสอนให้ทุกคนขยันทำมาหากิน รู้จักเก็บงำ รู้จักหาคู่ครองที่ดี มีความเสียดายทรัพย์ที่หามาได้ รู้จักใช้จ่ายทรัพย์แต่พอควร ไม่สุรุ่ยสุร่ายฟุ่มเฟือย สอนให้รีบด่วนในเวลาที่ควรด่วน โดยให้มีสติสัมปชัญญะกำกับเป็นบังเหียนใจไม่ให้ด่วนในทางผิดหรือเสียหายนอกลู่นอกทาง สอนให้รู้จักช้าในเวลาที่ควรช้า ดูทีท่าเหตุการณ์ด้วยสติปัญญาเสียก่อนค่อยลงมือทำ เป็นต้น
คนที่หากินไม่ทันคนนั้น ลองสืบหาสาเหตุดูว่าเป็นเพราะอะไรกันแน่? เพราะเข้าวัดหรืออย่างไร หรือเพราะเขาไม่นำพาต่อคำสอนทางศาสนาที่ได้ยินได้ฟังมาจนชินหู
เป็นของแน่เหลือเกิน คนที่รู้ธรรมะแค่ไม่ปฏิบัติธรรมะ ย่อมไม่ได้รับผลของธรรมะ จึงสู้คนที่ไม่รู้ธรรมะแต่ปฏิบัติธรรมะไม่ได้ พระพุทธเจ้าทรงเปรียบไว้ว่า เหมือนลูกจ้างที่รับจ้างเขาเลี้ยงวัวนม ได้เลี้ยงและใกล้ชิดวัวได้แต่ค่าจ้างเป็นค่าตอบแทนเท่านั้น หาได้รับผล คือน้ำนมและเนื้อของวัวเหล่านั้นไม่ ส่วนเจ้าของวัวแม้ไม่ได้ใกล้ชิดกับวัวเลย แต่ได้นมและเนื้อมันมาขายเลี้ยงชีวิตสบายไป
 |
| ที่มา: https://goo.gl/kwaHih |
7.2 ถาม: ที่พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า อย่าคบคนพาลนั้น มิเท่ากับว่าทอดทิ้งคนพาลหรือ เพราะคนพาลทั้งหลายเมื่อไม่มีใครคบเขาจะหายพาลได้อย่างไร บ้านเมืองคงจะเต็มไปด้วยพาล เพราะเขาถูกทอดทิ้ง ไม่ได้รับการเอาใจใส่จากคนดีเสียแล้ว
ตอบ: ข้อนี้เป็นปัญหาเส้นผมบังภูเขา คือคล้ายกับว่าที่ทรงสอนไม่ให้คบคนพาลนั้นเท่ากับให้ทอดทิ้งคนพาล อย่าไปตอแยด้วย แต่ความจริงแล้วคำสอนข้อนี้ที่ต้องทำความเข้าใจหลายตอน
ตอนแรก ต้องเข้าใจความหมายของคำว่า “คบ” ก่อน คำๆ นี้ในภาษาไทยเราออกจะแคบไปหน่อย คือหมายถึงเข้าพวกกันหรือหมายถึงเพียงการไปไหนมาไหนด้วยกันเท่านั้น
ส่วนคำเดิมที่เราแปลออกมาว่า “คบ” นั้น ได้แก่คำว่า “เสวนา” ท่านแจกลูกอธิบายไว้ว่าหมายถึง ๓ ลักษณะ คือ
- ภชน การคบหาสมาคมกัน รู้จักกัน
- สหายตา การไปไหนมาไหนด้วยกัน เป็นเพื่อนกัน อยู่ด้วยดัน
- สมฺปวงฺกตา การเข้าเป็นพวกเดียวกัน เอาไงเอากัน ไปไหนไปกัน
เสวนา ของพระมิใช่เพียงแค่คบตามภาษาที่เราเข้าใจกันเท่านั้น ยังหมายถึง การอยูร่วมกันแบบสามีภรรยา แบบบิดามารดากับบุตร แบบนายจ้างกับลูกจ้าง เป็นต้นด้วย
คราวนี้วกเข้ามาถึงปัญหาที่พระพุทธองค์ทรงห้ามคบคนพาลก็เพราะถ้าคบคนพาลจะเป็นอัปมงคล คือมีแต่ทางเสีย ไม่มีทางได้ มิใช่หมายถึงให้ทอดทิ้งคนพาลเสียเลย แต่ให้ “เข้าใกล้” คนพาลได้ ขออย่าไปคบเท่านั้น
 |
| ที่มา: https://goo.gl/kwaHih |
“เข้าใกล้” กับ “คบ” ไม่เหมือนกัน
เข้าใกล้ หมายเพียงเข้าไปมาหาสู่ เดินไปหา ไปนั่งใกล้เท่านั้น เช่น ทำงานด้วยกัน เรียนด้วยกัน แค่นี้ไม่เสียหาอะไรมากหรอก
ส่วน คบ หมายถึง การไปมาหาสู่ประจำจนเป็นพวกเดียวกันดังความหมายข้างต้น จนกระทั่งถ่ายทอดนิสัยและพฤติกรรมของคนพาลที่ตนคบมาเลย อย่างนี้เสียแน่
ดังนั้น เมื่อเรารู้ว่าใครเป็นพาล หากมีจิตเมตตาสงสารต้องการให้เขาหายพาล ก็อย่าทอดทิ้งเขาเลย จงเข้าไปใกล้เขาไว้ พยายามพูดคุยโน้มน้าวจิตใจของเขา พยายามถ่ายทอดความดีของเราไปให้เขา แต่อย่าถ่ายทอดของเขามาสู่เราท่านั้น แค่นี้ไม่ชื่อว่าคบคนพาลดังกล่าวมา และก็หาโทษมิได้ด้วย
การเข้าใกล้คนพาลนั้น ไม่ต้องระวังคนพาลหรอก ระวังตัวเองจะไปถ่ายทอดอะไรๆ จากคนพาลมาเท่านั้น ขอให้คิดถึงหมอหรือพยาบาลที่รักษาคนไข้ที่เป็นโรคติดต่อร้ายแรงก็แล้วกัน พวกเขารักษาคนไข้ใกล้ชิด แต่จะไม่ยอมให้โรคของคนไข้มาติดตัวได้ คือพยายามป้องกันตัวเองอยู่เสมอในขณะที่รักษาคนไข้นั้นอยู่
 |
| ที่มา: https://goo.gl/kwaHih |
การที่เราเข้าไปหาคนพาลเพื่อแนะนำ เพื่ออบรมสั่งสอน หรือเพื่อให้เลิกเป็นพาลนั้น มิใช่ว่าเราจะพลอยเป็นคนพาลไปด้วย เหมือนกับพระพุทธเจ้าไปสอนโจรองคุลีมาลจะทรงเป็นโจรไปด้วยก็หาไม่
ฉะนั้น สาธุชนคนดีทั้งหลายจงหวังความอนุเคราะห์เป็นที่ตั้ง มีเมตตาจิตเป็นกำลังช่วยคนพาลเถิด เข้าใกล้คนพาลกันเถิด แต่อย่าคบคนพาลเลย ให้คนพาลเอาอย่างเถิด อย่าเอาอย่างคนพาลเลย แล้วโลกนี้จะสันติสุขแค่ไหน ไม่ต้องบรรยายกระมัง
ขอบคุณข้อมูล
- หนังสือไขข้อข้องใจ ๒, (จากวารสารมงคลสาร: มีนาคม, ๒๕๑๙). พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช),๒๕๕๒.หน้า ๖ - ๗.
-___________________, (จากวารสารมงคลสาร: มิถุนายน, ๒๕๑๙ ). พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช),๒๕๕๒.หน้า๔๕-๔๗.