ประโยชน์ทางด้านวิทยาศาสตร์ของสมาธิ 76 ข้อที่คุณอาจจะยังไม่ทราบ (ตอนจบ)

ที่มา: https://goo.gl/4TzxQu

3. ร่างกายและสุขภาพ

     ถ้าคุณไม่ชอบยา ลองทำสมาธิ เพราะหนึ่งออนซ์ของการป้องกันมีคุณค่าเป็นหนึ่งปอนด์ของการรักษา

การทำสมาธิช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง
     ผู้คนทั่วโลกเสียชีวิตจากโรคหัวใจมากกว่าโรคอื่น ๆ ผลการศึกษาที่เผยแพร่ในปลายปี 2012 กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงกว่า 200 คน ทั้งกลุ่มที่ใช้เวลาศึกษาด้านสุขภาพที่ส่งเสริมเรื่องการกินและการออกกำลังกายให้ดีขึ้น หรืออีกกลุ่มที่ใช้เวลาเรียนทำสมาธิล่วงพ้น (Transcendental Meditation) 
     ในช่วง 5 ปีต่อมา นักวิจัยทำการรวบรวมผู้เข้าร่วมทดลอง พบว่า กลุ่มคนที่ฝึกสมาธิมีผลต่อการลดความเสี่ยงโดยรวม ในการเป็นโรคหัวใจวาย, โรคหลอดเลือดสมองและความตาย ประมาณ 48%  พวกเขา กล่าวว่า การทำสมาธิ "ลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต, กล้ามเนื้อหัวใจวาย ในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ 
     การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้สัมพันธ์กับความดันโลหิตต่ำและปัจจัยความเครียดทางจิตสังคม
     นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยอื่น ๆ ที่ชี้ให้เห็นถึงข้อสรุปที่คล้ายกันเกี่ยวกับสุขภาพและเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง
ที่มา: Time Magazine, American Heart Association, HealthCentral

การทำสมาธิมีผลต่อยีนที่ควบคุมความเครียดและภูมิคุ้มกัน
     การศึกษาจากโรงเรียนการแพทย์ ฮาร์วาร์ด แสดงให้เห็นว่า หลังจากฝึกโยคะและการทำสมาธิแล้ว บุคคลดังกล่าวมีการปรับปรุงการผลิตพลังงานซึ่งเป็นสารในดีเอ็นเอ (mitochondrial) การบริโภคและความยืดหยุ่น การปรับปรุงนี้ช่วยพัฒนาระบบภูมิคุ้มกันให้สูงขึ้นและความยืดหยุ่นต่อความเครียด
ที่มา: Bloomberg, NCBI, American Psychosomatic Medicine Journal, Journal

การทำสมาธิลดความดันโลหิต
     การวิจัยทางคลินิก ชี้ให้เห็นว่า การปฏิบัติสมาธิแบบเซน (ที่
รู้จักกันในนาม "Zazen") ช่วยลดความเครียดและความดันโลหิตสูง         อีกหนึ่งการทดลองในเวลาเดียวกันด้วยเทคนิคที่เรียกว่า "ภาวะตอบสนองแบบผ่อนคลาย" ให้ผลลัพธ์ที่คล้ายคลึงกัน โดย 2/3 ของผู้ป่วยความดันโลหิตสูง มีความดันโลหิตลดลง หลังจากทำสมาธิ 3 เดือนและความต้องการยาน้อยลง อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการผ่อนคลายมีผลในการก่อตัวของไนตริกออกไซด์ ซึ่งสารนี้จะเปิดหลอดเลือดของคุณ
ที่มา: The Journal of Alternative and Complimentary Medicine, NPR News

ที่มา: https://peacerevolution.net/docs/en/inner-peace-time

การฝึกสติจะลดความผิดปกติของการอักเสบ
     การศึกษาที่ทำในประเทศฝรั่งเศสและสเปน ของศูนย์ UW-Madison Waisman แสดงให้เห็นว่า การปฏิบัติสมาธิแบบเจริญสติ ช่วยสร้างช่วงของพันธุกรรมและโมเลกุล จึงส่งผลต่อผู้เข้าร่วมทดลอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผลจากการศึกษายังระบุว่า ระดับยีนที่กระตุ้นการอักเสบลดลง ซึ่งจะมีความสัมพันธ์กับการฟื้นตัวของร่างกายที่เร็วขึ้นจากสถานการณ์ตึงเครียด
ที่มา: University of Winsconsin Madison, & HealthCentral & Medical News Today

การทำสมาธิแบบเจริญสติลดการอักเสบในระดับเซลล์
     จากผลการศึกษาทั้งสามชิ้นด้านล่าง กลุ่มคนที่ฝึกสมาธิ ได้รับผลดีเรื่องการป้องกันการอักเสบในระดับเซลล์มากกว่ากลุ่มควบคุม
แหล่งที่มา: ScienceDirect (1), ScienceDirect (2), ScienceDirect (3)

การฝึกสติช่วยป้องกันโรคหอบหืด, โรคไขข้ออักเสบและโรคลำไส้อักเสบ
     ในงานวิจัยที่ทำโดยนักประสาทวิทยา จากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน (University of Wiscons) เมืองแมดิสัน กลุ่มคนสองกลุ่มได้เผชิญกับความเครียดที่แตกต่างกัน กลุ่มหนึ่งได้รับการฝึกสติในขณะที่อีกกลุ่ม ได้รับการศึกษาด้านโภชนาการ, การออกกำลังกายและการบำบัดด้วยดนตรี 
     การศึกษานี้สรุปได้ว่า เทคนิคการฝึกสติมีประสิทธิภาพในการบรรเทาอาการอักเสบมากกว่ากิจกรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดี
ที่มา: Medical News Today

การทำสมาธิและการสวดมนต์ช่วยรักษาโรควัยก่อนหมดระดู (premenstrual) และอาการวัยหมดระดูแล้ว
     นี่คือข้อสรุปของการศึกษาควบคุมแบบสุ่มมากกว่า 20 แบบที่นำมาจาก PubMed, PsycInfo และ Cochrane Database ที่เกี่ยวกับเทคนิคการทำสมาธิ,การสวดมนต์, โยคะ และภาวะตอบสนองแบบผ่อนคลาย
ที่มา: The Journal of Alternative and Complementary Medicine


สมาธิลดความเสี่ยงของโรคอัลไซเมอร์และการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร
     ผลการวิจัยล่าสุดที่เผยแพร่ในวารสารเรื่องสมอง พฤติกรรมและภูมิคุ้มกัน (Brain, Behavior and Immunity) กล่าวว่า เพียง 30 นาทีของการทำสมาธิต่อวัน ไม่เพียงแต่ช่วยลดความรู้สึกเหงา แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ, ภาวะซึมเศร้า, การตายของคนอัลไซเมอร์และตายก่อนวัยอันควร
ที่มา: HealthCentral

ที่มา: https://goo.gl/wBc0hf

การฝึกสติจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคไขข้ออักเสบที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อหรือกระดูก (fibromyalgia)
     ในการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร PubMed ผู้เข้าร่วมทดลอง 11 รายที่ได้รับความเจ็บปวดจาก โรคไขข้ออักเสบ ได้รับการฝึกสติ 8 สัปดาห์ ผลการศึกษา นักวิจัยพบว่า สภาวะสุขภาพโดยรวมของผู้เข้าร่วมทดลองพัฒนาดีขึ้น รวมถึงอาการตึงเครียด, ความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าด้วย
ที่มา: NCBI (1), NCBI (2), Psychotherapy และ Psychosomatics Journal

การทำสมาธิช่วยจัดการอัตราการเต้นของหัวใจและอัตราการหายใจ
     จากการศึกษาที่เผยแพร่โดยสมาคมแพทย์แผนโบราณของเกาหลี ผู้ที่ฝึกปฏิบัติด้วยเทคนิค “ทำสมาธิแบบอมริตา(Amrita) เชิงบูรณาการ" แสดงชัดเจนว่า ช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจและอัตราการหายใจอย่างเด่นชัด เป็นระยะเวลาถึง 8 เดือนหลังการฝึกอบรมแล้ว
ที่มา: KoreaScience

การทำสมาธิแบบเจริญสติอาจช่วยรักษาเอชไอวี
คำพูดจากผลการศึกษาของ UCLA:
     Lymphocytes หรือเพียงแค่เซลล์ CD4 T นับเป็น "สมอง" ของระบบภูมิคุ้มกัน
     กิจกรรมของระบบนี้จะประสานกันเมื่อร่างกายถูกโจมตี รวมถึงเซลล์ที่ถูกโจมตีโดยเชื้อเอชไอวีซึ่งเป็นไวรัสทำลายล้างที่เป็นสาเหตุของโรคเอดส์และมีผู้ติดเชื้อประมาณ 40 ล้านคนทั่วโลก
     ไวรัสนี้ค่อยๆ กินไปที่ CD4 T เซลล์ ส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันลดลง แต่ระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยเอชไอวี / เอดส์ที่ต้องเผชิญกับอีกหนึ่งศัตรูด้วยเช่นกัน คือความเครียด ซึ่งสามารถเร่งเซลล์ CD4 T ให้
ลดลง ตอนนี้นักวิจัยจากยูซีแอลเอ รายงานว่า การฝึกสมาธิทำให้หยุดการลดลงของเซลล์ CD4 T ในผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีแบบบวก ลดความทุกข์ทรมานจากความเครียด ชะลอความก้าวหน้าของโรค (... )
     เครสเวลและเพื่อนร่วมงานของเขาได้ทำการทดลอง โปรแกรมสมาธิลดความเครียด ระยะเวลา 8 สัปดาห์ (MBSR) และเปรียบเทียบกับ การสัมมนาโปรแกรมสมาธิลดความเครียด
แบบควบคุม (MBSR) หนึ่งวัน โดยใช้ตัวอย่างที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติจำนวน 48 คนที่มีเชื้อเอชไอวีบวกในลอสแองเจลิส 
     ผู้เข้าร่วมในกลุ่ม 8 สัปดาห์ พบว่า ไม่มีการสูญเสียเซลล์ CD4 T บ่งชี้ถึงว่า การฝึกสมาธิแบบกำเจริญสติสามารถป้องกันการเสื่อมลงได้ ตรงกันข้ามกับกลุ่มควบคุม พบอย่างเด่นชัดว่า มีการลดลงอย่างมากของเซลล์ CD4 T ทั้งก่อนและหลังการศึกษา 
     การลดลงดังกล่าวเป็นลักษณะเฉพาะที่ชี้ชัดถึงความก้าวหน้าของเชื้อเอชไอวี
ที่มา: ScienceDaily

ที่มา: https://peacerevolution.net/docs/en/inner-peace-time

การทำสมาธิอาจทำให้คุณอยู่ได้นานขึ้น
     เทเลอเมียร์ส (Telomeres) คือโครงสร้างสารประกอบที่ปลายโครโมโซม เป็นส่วนสำคัญของเซลล์ที่มีผลต่ออายุของเซลล์ของมนุษย์
     แม้ว่างานวิจัยยังไม่สรุปเป็นที่แน่ชัด แต่ก็มีข้อมูลที่ชี้ให้เห็นว่า "บางรูปแบบของการทำสมาธิอาจมีผลดีต่อการยืดอายุของสารเทเลอเมียร์ส (Telomeres) โดยการลดความเครียดทางความคิดและลดการกระตุ้นความเครียดและเพิ่มสภาวะบวกของจิตใจและยังเป็นปัจจัยทางฮอร์โมนที่อาจส่งเสริมการบำรุงรักษาเทเลอเมียร์สได้ "
ที่มา: Wiley Online Library

ประโยชน์ด้านสุขภาพของการทำสมาธิล่วงพ้น (Transcendental Meditation)
     มีผลการศึกษาจำนวนมากเกี่ยวกับประโยชน์ด้านสุขภาพของ
การทำสมาธิล่วงพ้น กล่าวสรุปโดยย่อ ดังนี้


- ลดการเผาผลาญ (ที่มา: American Medical Association’s Archives of Internal Medicine, June 2006)
- ช่วยจัดการผลกระทบจากการบาดเจ็บ (ที่มา: Hindustan Times)
- ช่วยยืดอายุ (ที่มา: American Journal of Cardiology, May 2005)
- ลดความดันโลหิตในวัยรุ่นที่เป็นกลุ่มเสี่ยง (ที่มา: American Journal of Hypertension,
April 2004; และ DoctorsOnTM)
- ลดภาวะหลอดเลือด (ที่มา: American Journal of Cardiology, April 2002)
- ลดภาวะตีบตันของหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงหัวใจ (Stroke, March 2000)
- ลดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (American Journal of Cardiology, May 1996)
- ช่วยจัดการและป้องกันความวิตกกังวล (ที่ here & here)
- ช่วยจัดการคอเลสเตอรอล (DoctorsOnTM)
- ช่วยรักษาโรคลมชัก (DoctorsOnTM)
- ช่วยให้คุณเลิกสูบบุหรี่ (DoctorsOnTM)
- สร้างและส่งเสริมสภาวะร่างกายและจิตใจให้พักผ่อนได้ลึก (Hypertension 26: 820-827, 199-
- เพิ่มความต้านทานต่อผิว (Physiology & Behavior 35: 591-595, 1985)
- เพิ่มความชัดเจนในการคิด (Perceptual and Motor Skills 39: 1031-1034, 1974)
แหล่งที่มา: มูลนิธิเดวิดลินช์ (David Lynch Foundation)

ที่มา: https://peacerevolution.net/docs/en/inner-peace-time

4. ด้านการปฏิสัมพันธ์

การทำสมาธิแม้จะเป็นการออกกำลังเพียงลำพังแต่ช่วยพัฒนาความสัมพันธ์ส่วนบุคคลและความสัมพันธ์ทางสังคมของคุณได้


การทำสมาธิแบบแผ่ความรักความเมตตาช่วยพัฒนาความเห็นอกเห็นใจและความสัมพันธ์ที่ดี
     ในวิถีทางพุทธศาสนา เราพบการฝึกความเมตตา หรือการทำสมาธิแบบแผ่ความรักความเมตตาที่ผู้ปฏิบัติมุ่งเน้นการพัฒนาความรู้สึกที่มีเมตตาและการใส่ใจต่อสิ่งมีชีวิตทั้งหมด
     จากการศึกษาของมหาวิทยาลัยเอมมอรี่ (Emory University) การฝึกปฏิบัติดังกล่าว ช่วยเพิ่มความสามารถในการเอาใจใส่คนอื่นด้วยการอ่านความรู้สึกจากการแสดงออกบนใบหน้า
     การศึกษาอีกชิ้นหนึ่งชี้ให้เห็นว่า การพัฒนาอารมณ์บวกผ่านความเมตตา ได้สร้างทรัพยากรบุคคลหลายอย่าง รวมถึง "ทัศนคติที่มีความรักต่อตัวเองและคนอื่น ๆ รวมถึงการยอมรับตนเอง การสนับสนุนทางสังคมที่ได้รับและความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น" รวมทั้ง "ความรู้สึกเข้าใจต่อความสามารถเกี่ยวกับชีวิตของแต่ละคน "และรวมถึง" วิถีการคิด การมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เป้าหมายในชีวิตและความยืดหยุ่นของตน
ที่มา: ScienceDaily, NCBI, PLOS One

การทำสมาธิแบบแผ่ความรักความเมตตาช่วยลดการแยกตนเองออกจากทางสังคม
     จากการศึกษาซึ่งตีพิมพ์ในวารสารสมาคมจิตวิทยาอเมริกัน เรื่องที่ว่า "แม้เพียงไม่กี่นาทีของการทำสมาธิที่แผ่ความรักความเมตตาช่วยเพิ่มความรู้สึกของการเชื่อมต่อทางสังคมและความรู้สึกที่ดีต่อบุคคลใหม่ทั้งในระดับที่ชัดเจนและโดยนัย ผลการวิจัยเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า เทคนิคง่ายๆ นี้ อาจช่วยเพิ่มอารมณ์ทางสังคมในเชิงบวกและลดการแยกทางสังคม "
ที่มา: American Psychological Association

การทำสมาธิเพิ่มความรู้สึกของความเมตตาและลดความวิตกกังวล
     หลังจากได้รับการฝึกอบรมเพาะปลูกความเมตตา ระยะเวลา 9 สัปดาห์ (CCT) แต่ละคนได้รับการพัฒนาความเห็นอกเห็นใจทั้ง 3 ด้านอย่างชัดเจน – ความเห็นอกเห็นใจต่อผู้อื่น,การได้รับความเห็นอกเห็นใจจากผู้อื่น, และความเห็นอกเห็นใจตนเอง ในสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกัน กลุ่มคนที่ได้ฝึกผ่านประสบการณ์ดังกล่าว ช่วยลดความวิตกกังวลและการกดดันทางอารมณ์
ที่มา: Stanford School of Medicine (also here), Sage Journals.

ที่มา: https://peacerevolution.net/docs/en/inner-peace-time

สมาธิแบบเจริญสติทำให้ลดความรู้สึกเหงาได้
     การศึกษาจากมหาวิทยาลัยคาร์เนกี้ เมลลอน (Carnegie Mellon University) พบว่า สมาธิแบบเจริญสติเป็นประโยชน์ในการลดความรู้สึกเหงา ซึ่งในทางกลับกันจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วย, การเสียชีวิต และลดการแสดงออกของยีนอักเสบอีกด้วย
ที่มา: ScienceDirect

การทำสมาธิช่วยลดความรู้สึกอยากกิน
     นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า การฝึกสมาธิล่วงพ้น (Transcendental Meditation) ช่วยจัดการความรู้สึกอยากกิน ซึ่งป้องกันโรคอ้วนได้
ที่มา: DoctorsOnTM

ที่มา: https://goo.gl/wBc0hf

5. ด้านความมีสติสำหรับเด็ก

สติเป็นสิ่งที่ต้องการที่สุดในการศึกษา 
เริ่มตั้งแต่การจรดที่กระดานดำ

ในการรวบรวมการศึกษาที่ทำเกี่ยวกับเรื่องสติในโรงเรียน ขององค์การ MindfulnessInSchools นำเสนอหลักฐานด้านวิจัย สำหรับประโยชน์การฝึกสติสำหรับเด็ก มีดังต่อไปนี้ :
- ลดอาการซึมเศร้า
- ลดความเครียดของร่างกาย
- ลดความเป็นปฏิปักษ์และความขัดแย้งกับเพื่อน
- ลดความวิตกกังวล
- ลดปฏิกิริยาโต้ตอบ
- ลดการใช้สารเสพติด
- การเก็บรักษาความรู้ความเข้าใจเพิ่มขึ้น
- เพิ่มการดูแลตนเอง
- การมองโลกในแง่ดีและอารมณ์ดีขึ้น
- เพิ่มความนับถือตนเอง
- เพิ่มความรู้สึกของความสุขและความเป็นอยู่ที่ดี
- ทักษะทางสังคมที่ดีขึ้น
- นอนหลับดีขึ้น
- การตระหนักรู้ในตนเองที่ดีขึ้น
- ผลการเรียนดีขึ้น

นอกจากนี้ยังมีรายงานเกี่ยวกับประโยชน์มากมายสำหรับครูและเจ้าหน้าที่ ได้แก่ :
- เพิ่มพูนสมรรถนะส่วนบุคคลของความอยากรู้อยากเห็นที่เปิดกว้าง , ความมีน้ำใจ, ความเอาใจใส่ ความเมตตายอมรับ, ความไว้วางใจ, ความอดทนและไม่มุทะลุ, ทักษะในการมุ่งเน้น, การให้และปรับเปลี่ยนความสนใจ

- พัฒนาสุขภาพกายและสุขภาพจิตให้ดีขึ้น กล่าวคือ มีแนวโน้มที่จะติดตามการเรียนรู้ของความมีสติ รวมทั้งเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับวิชาชีพครู เช่น ความเครียดและความเหนื่อยหน่าย
- พัฒนาประสิทธิภาพการเรียนการสอนด้วยตนเองให้ดีขึ้น
- สุขภาพร่างกายที่ดีขึ้น
- เพิ่มความสามารถในการให้การสนับสนุนที่เหมาะสมต่อเด็กนักเรียนมากขึ้น โดยผ่านการเพิ่มแรงจูงใจและความเป็นอิสระมากขึ้น
- ลดความเครียด
- มีแรงจูงใจในการทำงานเพิ่มขึ้น
- พัฒนาหน่วยความจำให้ดีขึ้น ด้านการทำงานและความสนใจที่ยั่งยืน
ที่มา: MindfulnessInSchools.org

ที่มา: https://goo.gl/wBc0hf

6. ประโยชน์สมาธิด้านอื่นๆ 

ข้อเท็จจริงที่น่าสนใจบางอย่างเกี่ยวกับการทำสมาธิ:
- การพูดเสียง โอม....(OM) ก่อนการผ่าตัด ช่วยในการเตรียมตัวและการฟื้นฟูของการผ่าตัด
- นักทำสมาธิสามารถมีอิทธิพลต่อความเป็นจริงรอบๆ ตัวเรามากขึ้นในระดับควอนตัม
- นอกจากนี้ยังมีเนื้อหาบางส่วนของการทำสมาธิเจริญสติทำให้ชีวิตทางเพศของคุณดีขึ้น (here, here, and here)
- ลดอคติทางเชื้อชาติและอายุ (Sage Journal)

7. ข้อสรุป

     บทสรุป วิทยาศาสตร์ยืนยันถึงประสบการณ์ของผู้ปฏิบัติสมาธิหลายล้านคน ยกตัวอย่าง การทำสมาธิจะช่วยให้คุณมีสุขภาพดี, ช่วยป้องกันโรคต่างๆ, ทำให้คุณมีความสุขมากยิ่งขึ้นและพัฒนาประสิทธิภาพพื้นฐานของคุณในงาน ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ

     อย่างไรก็ตามเพื่อที่จะได้รับประโยชน์สูงสุดเหล่านี้ 
คุณจำเป็นต้องฝึกสมาธิอย่างต่อเนื่อง (ขอย้ำว่า ทุกวัน)


                                                           Translated by Mali Smile

ขอบคุณข้อมูลจาก
- http://liveanddare.com/benefits-of-meditation/

ประโยชน์ทางด้านวิทยาศาสตร์ของสมาธิ 76 ข้อที่คุณอาจจะยังไม่ทราบ (ตอนที่ 1)

ที่มา: https://goo.gl/fYziGB


     เราทุกคนมักได้ยินว่า การฝึกสมาธิดีต่อเรานะ แล้วคำว่า ดี มันดีขนาดไหน? อะไรบ้าง?  ผมตั้งใจศึกษาและสรุปรวบรวมจากบทความจำนวนมากเกี่ยวกับข้อค้นพบทางวิทยาศาสตร์ในเรื่องประโยชน์ของการทำสมาธิ มากกว่า 100 งานวิจัยได้รับการวิเคราะห์และจัดหมวดหมู่ข้อค้นพบดังกล่าว เรื่องประโยชน์ของสมาธิได้ถึง 76 ข้อ (แบ่งจัดกลุ่มได้ 46 หัวข้อย่อย)

     คุณจะรู้สึกทึ้งเมื่อได้อ่านประโยชน์ของสมาธิเหล่านี้ ผลการศึกษาเรื่องสมาธิหลายชิ้น ระบุชัดว่า การฝึกสมาธิแม้เพียง 20 นาทีต่อวัน 2-3 วันต่อสัปดาห์ เป็นการเพียงพอแล้วที่จะได้สัมผัสประสบการณ์ถึงประโยชน์ของสมาธิ



ที่มา : http://liveanddare.com/benefits-of-meditation/

1. ประโยชน์ต่อสมองและอารมณ์

สมาธิเปรียบเหมือนวิตามินรวมสำหรับสมอง 

มีประโยชน์ที่จะกินได้ทุกๆ วัน




การฝึกสมาธิช่วยลดภาวะความซึมเศร้า

     ในการศึกษาวิจัยที่โรงเรียนขนาดกลาง 5 แห่งในเบลเยี่ยมซึ่งมีนักเรียนเข้าร่วมประมาณ 400 คน (อายุ 13 ~ 20 ปี) ศาสตราจารย์ฟิลิปเรส สรุปได้ว่า "นักเรียนที่ปฏิบัติตามโปรแกรมฝึกสติในชั้นเรียน พบว่า อาการซึมเศร้า ความวิตกกังวลและความเครียดลดลง ถึงหกเดือนหลังจากนั้น นอกจากนี้ นักเรียนเหล่านี้มีโอกาสน้อยที่จะพัฒนามีอาการซึมเศร้าอย่างเด่นชัด"

     อีกหนึ่งการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ทำการศึกษากับผู้ป่วยที่มีภาวะซึมเศร้าในอดีต สรุปได้ว่า การทำสมาธิทำให้ลดภาวะการย้ำคิด จมลึกอยู่กับความคิดและความเชื่อที่ผิดปกติ

       อีกข้อสรุป พบว่า การทำสมาธิแบบเจริญสติ อาจมีประสิทธิภาพในการรักษาภาวะซึมเศร้าในระดับใกล้เคียงกับการรักษาด้วยยาต้านอาการซึมเศร้า "
ที่มา: ScienceDaily, Link Springer, Jama Network

การทำสมาธิแบบเจริญสติช่วยรักษาภาวะซึมเศร้าในมารดา
     หญิงตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูงได้เข้าร่วมการฝึกโยคะแบบเจริญสติ ระยะเวลา 10 สัปดาห์ พบว่า อาการซึมเศร้าลดลงอย่างมาก, ผลการศึกษาจากโครงการนำร่องการศึกษาความเป็นไปได้ของระบบสุขภาพ, มหาวิทยาลัยมิชิแกน

     มารดาจะมีการพัฒนาความสัมพันธ์ทางอารมณ์อย่างใกล้ชิดมากขึ้นต่อทารกในครรภ์ ผลการวิจัยนี้ถูกตีพิมพ์ในวารสาร เรื่องการบำบัดด้วยวิธีเสริมในการปฏิบัติการทางคลินิก
ที่มา : Medical News Today

การทำสมาธิช่วยควบคุมความผิดปกติของอารมณ์และความวิตกกังวล
นี่เป็นข้อสรุปของการศึกษาแบบสุ่มควบคุมกว่า 20 แบบที่นำมาจาก PubMed, PsycInfo และ Cochrane Databases ซึ่งเกี่ยวข้องกับเทคนิคการทำสมาธิสวดมนต์, โยคะ, ผลของความผ่อนคลาย

การวิจัยสรุปได้ว่า การทำสมาธิแบบเจริญสติอาจมีประสิทธิภาพในการรักษาความวิตกกังวลในระดับใกล้เคียงกันกับการรักษาด้วยยาต้านโรคซึมเศร้า

ที่มา : The Journal of Alternative and Complementary Medicine, Jama Network

จากการศึกษา พบว่า การทำสมาธิมีประสิทธิผลในการรักษาความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าในฐานะยาแก้ซึมเศร้า ... 



การทำสมาธิช่วยลดความเครียดและความกังวลโดยทั่วไป

     การศึกษาจากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน แมดิสัน ระบุว่า การปฏิบัติของ "การทำสมาธิเปิดการตรวจสอบ" (เช่น ฝึกวิปัสสนา) ช่วยลดความหนาแน่นของสารสีเทาในสมองบริเวณที่เกี่ยวกับความวิตกกังวลและความเครียด นักปฏิบัติสมาธิสามารถที่จะรักษาสภาวะใจยิ่งขึ้น ช่วงเวลาต่อช่วงเวลาต่อกระแสของสิ่งเร้าที่พวกเขาสัมผัสได้และไม่ค่อยมีแนวโน้มที่พวกเขาจะ "สะดุด/ ติดขัด" ต่อการกระตุ้นใด ๆ "การฝึกสมาธิเปิดการตรวจสอบ เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบที่ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองต่อเนื้อหาของประสบการณ์จากช่วงเวลาต่อช่วงเวลา ส่วนใหญ่เป็นวิธีการที่จะรับรู้ธรรมชาติทางอารมณ์และรูปแบบความรู้ความเข้าใจ


ที่มา : NCBI, Wiley Online Library, The American Journal of Psychiatry, ScienceDirect, American Psychological Association, American Psychosomtic Medicine Journal, Medical News Today

การทำสมาธิช่วยลดอาการของโรคตื่นตระหนก


     ในงานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน American Journal of Psychiatry ผู้ป่วย 22 รายที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรควิตกกังวลหรือโรคตื่นตระหนกถูกส่งไปฝึกสมาธิและการผ่อนคลาย 3 เดือน ผลปรากฏว่า 20 คนในผู้ป่วยเหล่านั้น ผลกระทบจากความหวาดกลัวและความวิตกกังวลลดลงอย่างมากและการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้รับการรักษาในขั้นติดตามผลต่อไป
Source: American Journal of Psychiatry




ที่มา : http://liveanddare.com/benefits-of-meditation/

สมาธิช่วยเพิ่มสารสีเทาเรื่องความจดจ่อในสมอง

     นักวิทยาศาสตร์ด้านสมองกลุ่มหนึ่งของฮาร์วาด ทำการทดลองกับกลุ่มคนทั่วไป 16 คนที่ได้สมัครเข้าร่วมคอร์สฝึกสติ, มีการแนะนำการทำสมาธิและการบูรณาการสติเข้ากับกิจกรรมประจำวัน
ดร.ซาร่า ลาซาร์ ( Sara Lazar, PhD.) ได้รายงานผลการศึกษาดังนี้ ในตอนท้ายของการสแกน MRI แสดงให้เห็นว่า ความเข้มข้นของสารสีเทาเพิ่มขึ้นในพื้นที่ของสมองที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้และความจำ, การควบคุมอารมณ์, ความรู้สึกของตัวเองและการมีมุมมอง
การศึกษาอื่นๆ ยังพบว่า ส่วนหนึ่งของสมองที่สำคัญต่อความจำและพื้นที่ส่วนหน้าของสารสีเทาขยายใหญ่ขึ้น สำหรับผู้ที่ทำสมาธิระยะยาว
ที่มา : Psychiatry Research Neuroimaging, ScienceDirect

สมาธิช่วยเพิ่มพลังจิตใจ ความรอบคอบ และอาจจะช่วยลดความจำเป็นในการนอนหลับ

     งานวิจัยโดยมหาวิทยาลัยเคนตั๊กกี้ ผู้เข้าร่วมได้รับการทดสอบใน 4 เงื่อนไขที่แตกต่างกัน ดังนี้
กลุ่มควบคุม(C), กลุ่มนอน (N), กลุ่มทำสมาธิ(M), และกลุ่มอดนอนบวกกับทำสมาธิ
ผู้ไม่เคยทำสมาธิ, ผู้ทำสมาธิที่เป็นสามเณร, และผู้มีประสบการณ์ในการทำสมาธิเป็นกลุ่มคนในการทดสอบครั้งนี้
ผลการศึกษาพบว่า
การทำสมาธิแม้ในระยะเวลาสั้นๆ ส่งผลต่อการพัฒนาบุคลิกภาพแม้กระทั้งผู้ทำสมาธิที่เป็นสามเณร ผู้ทำสมาธิระยะยาว ใช้เวลาทำสมาธิหลายชั่วโมงมีความสัมพันธ์กับการลดลงของเวลาในการนอนหลับอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบอายุและเพศกับกลุ่มควบคุมที่ไม่ได้ทำสมาธิ ไม่ว่าการทำสมาธิสามารถแทนที่ส่วนของการนอนหลับได้จริงหรือการชดใช้การนอนหลับได้ ยังคงต้องศึกษาค้นคว้าต่อไป
ที่มา : NCBI, DoctorsOnTM, Time Magazine

การทำสมาธิในระยะยาวช่วยเพิ่มความสามารถในการสร้างคลื่นแกมมาในสมอง

     ในการศึกษากับพระภิกษุทิเบต ทำการศึกษาโดยนักประสาทวิทยา Richard Davidson จากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน พบว่า สามเณรที่ทำสมาธิ "ปฏิกิริยาแกมมามีการเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่สำหรับพระมีมากที่สุด พบว่า มีปฏิกิริยาแกมม่าเพิ่มขนาดใหญ่อย่างมาก ที่ไม่เคยมีรายงานมาก่อน ในวรรณกรรมด้านประสาทวิทยา "
ที่มา: The Wall Street Journal

การทำสมาธิช่วยลดแอลกอฮอล์และสารเสพติด

     3 งานวิจัยที่ได้ทำการศึกษาเรื่อง การทำสมาธิแบบวิปัสสนากับกลุ่มคนที่ถูกจองจำ พบว่า
สามารถช่วยลดความอยากแอลกอฮอล์และสารเสพติดได้
ที่มา: Journal Of Alternative and Complementary Medicine





2. ด้านจิตใจและศักยภาพ

การทำสมาธิช่วยเพิ่มความสนใจ ความตั้งใจและความสามารถในการทำงานภายใต้ความเครียด


     การศึกษาที่นำโดยแคทเธอรีน แม็คลีน จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ชี้ให้เห็นว่า ระหว่างการฝึกสมาธิและหลังการฝึก อาสาสมัครมีทักษะเพิ่มขึ้นในการรักษาความสนใจจดจ่อโดยเฉพาะในงานที่ทำซ้ำและน่าเบื่อ
ยังมีการศึกษาอื่นๆ แสดงให้เห็นชัดว่า แม้จะมีการฝึกสมาธิเพียง 20 นาทีต่อวัน นักเรียนยังสามารถพัฒนาศักยภาพในการทดสอบทักษะทางปัญญา ในบางกรณีทำได้ดีกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ทำสมาธิถึง 10 เท่า พวกเขายังทำงานได้ดีขึ้นกับงานประมวลผลข้อมูลที่มีกำหนดเวลาซึ่งออกแบบมาเพื่อกระตุ้นความเครียด
     ในความเป็นจริงมีหลักฐานว่า ผู้ทำสมาธิมีเยื่อหุ้มสมองหนาขึ้น (prefrontal cortex) และ insula anterior ฝั่งขวาและยังมีผลต่อว่า การทำสมาธิอาจชดเชยการสูญเสียความสามารถทางความรู้ความเข้าใจในวัยชราได้
ที่มา: นิตยสารไทม์, NCBI, Link Springer

การทำสมาธิช่วยเพิ่มการประมวลผลข้อมูลและการตัดสินใจ

     Eileen Luders ผู้ช่วยศาสตราจารย์จาก UCLA Laboratory of Neuro Imaging และทีมงาน ได้พบว่า ผู้ทำสมาธิในระยะยาวมีปริมาณการหมุนวนที่ใหญ่ขึ้น ("รอยหยัก" ของเยื่อบุสมอง (cortex) ซึ่งอาจทำให้สมองสามารถประมวลผลข้อมูลได้เร็วกว่า) กว่ากลุ่มคนที่ไม่ได้ทำสมาธิ นักวิทยาศาสตร์ตั้งข้อสังเกตว่า การหมุนวนมีผลทำให้สมองดีขึ้นในการประมวลผลข้อมูล,การตัดสินใจ, สร้างความทรงจำและพัฒนาความตั้งใจ
ที่มา: UCLA Newsroom

การทำสมาธิช่วยให้คุณมีพลังจิต, ความยืดหยุ่นและความฉลาดทางอารมณ์
     นักจิตอายุรเวช Dr. Ron Alexander รายงานในหนังสือของเขาชื่อ Wise Mind, Open Mind (จิตใจที่ฉลาดและจิตใจที่เปิดกว้าง) ว่า เป็นกระบวนการในการควบคุมจิตใจได้โดยผ่านการทำสมาธิ ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งทางจิตใจ, ความยืดหยุ่นและความฉลาดทางอารมณ์
ที่มา: ดร. รอน อเล็กซานเด (Dr. Ron Alexander)



ที่มา : http://liveanddare.com/benefits-of-meditation/

สมาธิทำให้คุณเข้มแข็งมากขึ้นที่จะต่อสู้กับความเจ็บปวด
     กลุ่มวิจัยจากมหาวิทยาลัยมอนทรีอัล ได้เปิดเผย ผู้นำการทำสมาธิแบบเซน 13 คนและอีก 13 คนที่ไม่ได้ฝึกสมาธิ เปรียบเทียบถึงระดับความเจ็บปวดจากความร้อน ขณะวัดการทำงานของสมองของพวกเขาในเครื่องสแกนด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (fMRI) สิ่งที่พวกเขาค้นพบคือ การทำสมาธิเซน (เรียกว่า zazen) กลุ่มผู้ทำสมาธิรายงานความเจ็บปวดน้อยลง ในความเป็นจริงพวกเขารายงานอาการปวดน้อยกว่าอาการทางระบบประสาทของพวกเขาที่ระบุใน fMRI
ดังนั้น แม้ว่าสมองของพวกเขาอาจได้รับจำนวนความเจ็บปวดเดียวกัน แต่ในใจของพวกเขามีความเจ็บปวดน้อยลงจริง
ที่มา: Time Magazine, NCBI, David Lynch Foundation

การทำสมาธิช่วยลดอาการปวดได้ดีกว่ามอร์ฟีน


     ในการทดลองที่ดำเนินการโดย Wake Forest Baptist Medical Center อาสาสมัครที่มีสุขภาพดี 15 คนเป็นคนใหม่ที่เข้ารับการฝึกสมาธิได้เข้าเรียนคอร์สสมาธิ 20 นาที จำนวน 4 ครั้ง เรียนรู้ฝึกสมาธิกำหนดสติที่ลมหายใจ ทั้งก่อนและหลังการฝึกสมาธิ สมองของผู้เข้าทดลองที่ได้รับการตรวจโดยใช้ ASL MRI ขณะที่ความปวดลุกลามพวกเขาด้วยการใช้ความร้อน ดร.ฟาเดล ซีแดน (Fadel Zeidan, Ph. D.,) หัวหน้าทีมศึกษาเรื่องนี้ได้อธิบายว่า

     นี่คือการศึกษาครั้งแรกที่แสดงให้เห็นว่า การฝึกสมาธิเล็กน้อยเพียงไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง

สามารถลดทั้งประสบการณ์ของความเจ็บปวดและความเจ็บปวดที่กระตุ้นจากปฏิกิริยาสมอง

     เราพบว่า มีผลกระทบอย่างมาก -ต่อการลดความรุนแรงของความเจ็บปวดลงถึงร้อยละ 40 และการลดความไม่พึงพอใจต่อความเจ็บปวดได้ 57 เปอร์เซ็นต์ การทำสมาธิมีผลต่อการลดความเจ็บปวดได้ดีกว่ามอร์ฟีนหรือยาลดความเจ็บปวดตัวอื่น ๆ ซึ่งโดยปกติแล้วยาเหล่านี้จะช่วยลดระดับความปวดลงได้ประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์ "
ที่มา: Huffington Post


การทำสมาธิช่วยในการจัดการภาวะซึมเศร้า (โรคสมาธิสั้น)
     การศึกษาที่ทำกับผู้ป่วยสมาธิสั้นในผู้ใหญ่ 50 ราย กลุ่มที่ถูกส่งไป MBCT (การบำบัดด้วยการรู้อาศัยสติ) มีแนวโน้ม ช่วยลดความกระวนกระวายใจ,ความหุนหันพลันแล่น และเพิ่มทักษะ"การกระทำด้วยความตระหนักรู้" มีส่วนร่วมต่อการพัฒนาโดยรวมของอาการไม่ตั้งใจ

ที่มา: Clinical Neurophysiology Journal, DoctorsOnTM


การทำสมาธิช่วยเพิ่มความสามารถการรักษาความสนใจแม้ว่ามีการรบกวน

     การศึกษาจากมหาวิทยาลัยเอมมอรี่ (Emory University) เมืองแอตแลนต้า แสดงให้เห็นว่าผู้เข้าร่วมการศึกษาที่มีประสบการณ์ในการทำสมาธิมามาก แสดงให้เห็นถึง การเชื่อมต่อภายในเครือข่ายสมอง

     ส่วนของการควบคุมความสนใจที่เพิ่มมากขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างระบบประสาทเหล่านี้ อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนาทักษะทางปัญญา เช่น การรักษาความสนใจและการปลดปล่อยจากสิ่งที่ทำให้ไขว้เขว นอกจากนี้ประโยชน์ของการฝึกสมาธิยังช่วยรักษาสภาวะปกติของสติระหว่างวันอีกด้วย 

ที่มา: Frontiers Journal


ที่มา: google.com

การทำสมาธิช่วยเพิ่มการเรียนรู้, ความจำและความตระหนักในตนเอง

     การฝึกสมาธิในระยะยาวจะเพิ่มความหนาแน่นของสารสีเทาในพื้นที่ต่างๆ สมองที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้, หน่วยความจำ, ความตระหนักในตนเอง, ความเมตตา, ความใคร่ครวญพิจารณา
ที่มา: NCBI

การทำสมาธิแบบเจริญสติช่วยเพิ่มการเรียกคืนหน่วยความจำได้อย่างรวดเร็ว
     อ้างอิงจากแคทเธอรีน เคอริ์ของ ศูนย์มาร์ติโนส์ภาพทางชีวการแพทย์และศูนย์วิจัย Osher "การทำสมาธิแบบเจริญสติ ทำให้เพิ่มความสามารถทางจิตจำนวนมากรวมถึงการเรียกคืนหน่วยความจำได้อย่างรวดเร็ว "
ที่มา : PsychCentral

การทำสมาธิช่วยพัฒนาอารมณ์และความสงบสุขทางจิตใจ
     นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยน็อตติงแฮมเทรนต์ ประเทศอังกฤษ พบว่า เมื่อผู้เข้าร่วมที่มีปัญหาด้านความเครียดและอารมณ์ ได้เข้ารับการฝึกสมาธิ พวกเขามีประสบการณ์ช่วยในเรื่องการพัฒนาความสงบสุขทางจิตใจ
ที่มา: Link Springer

การทำสมาธิช่วยป้องกันไม่ให้คุณตกอยู่ในกับดักของการทำงานหลายอย่างบ่อยเกินไป
     การทำงานหลายอย่างไม่ได้เป็นเพียงตำนานการผลิตที่เป็นอันตราย แต่ก็เป็นแหล่งที่มาของความตึงเครียด “การเปลี่ยนเกียร์” ระหว่างกิจกรรมต่างๆ มีค่าใช้จ่ายสำหรับสมองและก่อให้เกิด
ความรู้สึกของความไขว้เขวและความไม่พอใจจากงานที่กำลังทำอยู่        ในการวิจัยที่ทำโดยมหาวิทยาลัยวอชิงตันและมหาวิทยาลัยแอริโซนา  บุคลากรได้รับการฝึกอบรม 8 สัปดาห์ ในสองเรื่อง คือ
การฝึกสมาธิแบบเจริญสติ รวมทั้งเทคนิคการผ่อนคลายร่างกาย และการได้รับความเครียด
     การทดสอบมีงานที่หลากหลายให้ทำทั้งก่อนและหลังการฝึกสมาธิ กลุ่มพนักงานที่ได้ทำสมาธิ พบว่า มีระดับความเครียดที่ต่ำลงและมีความจำดีขึ้นต่องานที่พวกเขาได้ทำ พวกเขายังเปลี่ยนงานน้อยลงและยังคงจดจ่อต่องานได้นานขึ้น
แหล่งที่มา: ACM Digital Library


ที่มา : http://liveanddare.com/benefits-of-meditation/

การทำสมาธิช่วยให้เราจัดสรรทรัพยากรทางสมองที่จำกัด
     เมื่อสมองถูกนำเสนอให้สนใจในสองเป้าหมาย และสมองจะถูกเรียกคืนตำแหน่งเดิมทันทีต่อจากอีกเป้าหมาย (ความแตกต่างครึ่งวินาที) ซึ่งอันที่สองมักจะไม่เห็น สิ่งนี้เรียกว่า “การกะพริบความสนใจ” (attentional-blink)

   ในการทดลองที่ทำโดยมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย กระแสของตัวอักษรแบบสุ่มได้ถูกแสดงบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ กลุ่มตัวอักษรผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในแต่ละชุดมีตัวเลขหนึ่งหรือสอง หรือหน้าจอว่างเปล่าจะปรากฏอยู่ตรงกลาง และต่อมาผู้เข้าร่วมทดลองถูกถามทันทีหลังจากกลุ่มตัวอักษรสิ้นสุดลง ให้พิมพ์ตัวเลขที่เห็น พวกเขาถูกถามด้วยว่าพวกเขาคิดว่าหน้าจอว่างถูกแสดงหรือไม่ 
     กลุ่มทดลองนี้ที่ทำสมาธิวิปัสสนาอย่างเข้มข้นภายในระยะเวลาสามเดือน พบว่า มีการควบคุมที่ดีขึ้นด้านการกระจายความสนใจและการรับรู้แหล่งที่มา พวกเขาพบว่า การจัดสรรของสมองน้อยลง สำหรับที่มาแต่ละตัวอักษรที่แสดง ซึ่งส่งผลต่อการลดลงของขนาด “การกะพริบความสนใจ” (attentional-blink)
ที่มา: PLOS Biology

การทำสมาธิช่วยเพิ่มการประมวลผลแบบ visuospatial และหน่วยความจำด้านการทำงาน
     การวิจัยแสดงให้เห็นว่า แม้เพียงสี่ช่วงเวลาของการฝึกสมาธิแบบเจริญสติ, ผู้เข้าร่วมได้รับการพัฒนาในเรื่องการประมวลผลแบบ visuospatial, หน่วยความจำในการทำงานและหน่วยทำงานด้านบริหาร
ที่มา: ScienceDirect

การทำสมาธิเตรียมตัวให้คุณจัดการกับเหตุการณ์เครียด
     การศึกษาจากสถาบันวิทยาศาสตร์การแพทย์ของประเทศอินเดีย ทำการทดลองกับผู้ใหญ่ 32 คน ที่ไม่เคยฝึกสมาธิมาก่อน พบว่า ถ้ามีการฝึกสมาธิก่อนเจอเหตุการณ์เครียด ผลกระทบของความเครียดลดลง
ที่มา: 
The Journal of Alternative and Complementary Medicine

การทำสมาธิแบบเจริญสติส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์
     งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยไลเดน (Leiden University) ประเทศเนเธอร์แลนด์ แสดงให้เห็นว่า การทำสมาธิ "เปิดการตรวจสอบ" (การตรวจสอบที่ปราศจากการโต้ตอบต่อประสบการณ์จากช่วงเวลาต่อช่วงเวลา) มีผลในเชิงบวกต่อความคิดสร้างสรรค์และความคิดที่แตกต่าง     

     ผู้เข้าร่วมที่ได้ปฏิบัติสมาธิ ทำงานได้ดีขึ้นในชิ้นงานที่ต้องความสร้างสรรค์ขึ้นมาด้วยความคิดใหม่ ๆ
ที่มา: The Journal of Alternative and Complementary Medicine



                                                              Translated by Mali Smile

ขอบคุณข้อมูล
 http://liveanddare.com/benefits-of-meditation/

คุณติดหนึบอยู่กับสมาร์ทโฟนของคุณหรือไม่? แล้วทำอย่างไรเราถึงจะเอาชนะการเสพติดสมาร์ทโฟนไปได้?




     คุณติดหนึบอยู่กับสมาร์ทโฟนของคุณหรือไม่? แล้วทำอย่างไรเราถึงจะเอาชนะการเสพติดสมาร์ทโฟนไปได้? 

     โฮเทลส์ ดอทคอม เผยคนไทยติดมือถืออันดับ 1 จากกลุ่มตัวอย่างนักท่องเที่ยวจาก 28 ประเทศ ที่พกมือถือตลอดเวลาแม้แต่ไปพักร้อน คนไทย โดย 6 ใน 10 ใช้เวลาไปกับการเช็กอีเมล์บนมือถือ และ 100% ใช้เพื่อเชื่อมต่อกับโลกโซเชียล

     ผลสำรวจพฤติกรรมการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพื่อการสื่อสาร ของ โฮเทลส์ ดอทคอม ที่สำรวจพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือระหว่างเวลาเดินทางท่องเที่ยว ในวันหยุดพักผ่อน โดยสำรวจนักท่องเที่ยวจาก 28 ประเทศทั่วโลก เผยคนเอเชียติดโทรศัพท์มือถือมากกว่าชาติอื่นๆ ในรายงานระบุว่า คนไทยเป็นชาติอันดับ 1 ที่ไม่ต้องการอยู่ห่างจากมือถือแม้ในเวลาท่องเที่ยวในวันหยุดพักผ่อน (ข้อมูลเมื่อปี 2558 อ่านเพิ่มเติมที่ http://nannch.blogspot.com/2015/09/1.html)


“มันไม่ใช่สิ่งที่เทคโนโลยีทำต่อเรา แต่มันอยู่ที่สิ่งที่เราทำต่อเทคโนโลยี การใช้อย่างมืออาชีพ มันสามารถพัฒนา ส่งเสริมต่อความก้าวหน้าของชีวิต และจินตนาการที่กว้างไกลที่สุด แต่การใช้เทคโนโลยีอย่างไม่มืออาชีพ มันสามารถดึงเราให้รู้สึกโดดเดี่ยวลำพัง ตื่นเต้น หรือหวาดกลัว จงเลือกใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาด และใช้มันให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อตัวคุณเองและคนรอบตัว” แอนดี้ พุดดีคัมม์ (Andy Puddicombe)

ที่มาภาพ: https://goo.gl/xq1Qsw

     ผมชอบที่จะได้รับการแจ้งเตือนครั้งหรือสองครั้ง การได้รับสิ่งเล็กน้อยเหล่านี้จากโลกของโทรศัพท์ช่วยให้ผมรู้สึกดีขึ้นเล็กน้อยโดยเฉพาะการแจ้งเตือนมาจากบุคคลสำคัญสำหรับผมและการเปิดดูผ่านแอปพลิเคชั่นก็ดึงดูดผมอยู่เสมอ

แต่ผมได้ตระหนักแล้วว่า สมาร์ทโฟนทำให้ผมไขว้เขว้อย่างมาก

เวลาหลายวันที่ผมไม่สามารถหยุดยั้งตัวเองได้จากการติดหนึบที่หน้าจอโทรศัพท์

ผมเคยมีประสบการณ์หลายวันที่ปลดล็อกโทรศัพท์อย่างต่อเนื่องเกินกว่าที่จะสามารถนับได้ และมีอีกหลายต่อหลายวันที่ผมทำมันทั้งสองอย่าง

ผมรู้สึกได้ถึงประสบการณ์ในการมีโทรศัพท์มือถือในหัวของผมซึ่งติดแน่นอยู่กับการแจ้งเตือน ระฆังและนกหวีดซึ่งอาจมาจากเครื่องโทรศัพท์ของผมเอง

บางครั้งกำลังเดินบนถนน แต่จริงๆ แล้วเราอยู่ในสองสถานที่ในเวลาเดียวกันแทนที่จะอยู่กับโลกรอบตัวเรา

ที่มาภาพ: https://goo.gl/xq1Qsw

ทำไมเราจึงติดหนึบอยู่กับโทรศัพท์ของเรา?

     ทุกคนรู้ว่าที่เราชอบจะเช็คโทรศัพท์บ่อยๆ ไม่มีเหตุผลใดนอกเหนือจากความเบื่อ ความเหงาหรือความวิตกกังวล ซึ่งจากการศึกษา โดยเฉลี่ยคนปลดล็อกโทรศัพท์ของพวกเขาอย่างเหลือเชื่อ 80 ถึง 100 ครั้งต่อวัน

     ดังนั้น จึงชัดเจนว่าเราไม่ได้ใช้สมาร์ทโฟนอย่างตั้งใจหรือมีวัตถุประสงค์ชัดเจน แต่เรามองหาโทรศัพท์เพื่อความสะดวกสบายเมื่อเรารู้สึกขาดหรือรู้สึกไม่สบายใจ เราคิดถึงการสนทนาและการแลกเปลี่ยนที่เราเคยมีหรือยังมีอยู่ในสมาร์ทโฟน บางทีเราอาจต้องการการหลบเหลี่ยงเล็กน้อยจากกิจวัตรประจำวันอันน่าเบื่อ แต่การหลบหลีกเหล่านั้น นับว่าได้ละทิ้งความตั้งใจของตัวเองซึ่งเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดของเรา

การละทิ้งความตั้งใจของตัวเองไปอย่างไร้สติ วันแล้ววันเล่า เราจึงไม่สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีความหมายและคุณค่า

     ก่อนที่ผมจะเอาชนะการเสพติดสมาร์ทโฟน ผมเคยพิมพ์คำว่า “f” เพื่อหาเฟสบุ๊ค กดค้นหาอยู่หลายรอบจนนับจำนวนครั้งไม่ได้ มีอีกหลายวันที่ผมเคยเช็คข้อความเข้าใน gmail มากกว่ายี่สิบครั้ง แม้หลังจากถอนการติดตั้งแอปที่เกี่ยวข้องแล้วก็ไม่สามารถช่วยผมได้ ผมยังไปค้นหาต่อจากเวบไซต์บนมือถือ

     ผมเสพติดมันแล้ว พยายามที่จะขีดข่วนไปมาบนหน้าจอ ค้นหาการแจ้งเตือนเพื่อทำให้ตัวเองรู้สึกถึงการเชื่อมต่อ คุณอาจจะเข้าใจถึงความรู้สึกนั้น ผมกลายเป็นคนที่แนบติดกับ "เช็คนิดหน่อย" แต่หลายๆ ครั้ง

     ส่วนหนึ่งนั้น ผมอยากจะเห็นป๊อปใหม่เข้ามาชีวิต ผมตระหนักว่าพฤติกรรมแบบนี้ได้ค่อยๆ กลายมาเป็นบรรทัดฐานมากกว่าที่จะเป็นข้อยกเว้น แต่นับว่าพฤติกรรมนี้ไกลจากความมีสติยิ่งนัก 

ที่มาภาพ: https://goo.gl/xq1Qsw

มูลค่าจิตใจแห่งการเช็คโทรศัพท์อย่างต่อเนื่องของคุณ


     การเช็คโทรศัพท์ได้พัฒนาแนวทางที่ผมรู้สึกใช่ไหม? ใช่บางทีแต่เล็กน้อย จุดหนึ่งที่ชัดเจน มันเป็นเพียงภาพลวงตาของความรู้สึกที่ดีเท่านั้น ในขณะความเป็นจริง คือมันจบไปแล้วตั้งแต่ที่มันทำให้ผมรู้สึกไม่จดจ่อและไม่มีความพอใจ

     การเช็คโทรศัพท์หลายๆ ครั้งในแต่ละวันทำให้สมองของผมล้ามาก มันทำให้ผมตัดขาดจากตัวเอง ในขณะที่มันก็ให้ความหวังกับสิ่งที่อยู่ภายนอกตัวผมเอง บนหน้าจอสี่ถึงห้านิ้วแต่สามารถให้ความรู้สึกของความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นมากกว่าได้

     ครั้งหนึ่งผมเคยตระหนักถึงปัญหานี้อย่างมากถึงขั้นปิดโทรศัพท์ไปสองวัน บางช่วงรู้สึกเหมือนเรากำลังขาดหายจากบางสิ่งบางอย่างไป แทนที่จะตอบรับต่อความต้องการขณะนั้น ผมกลับมานั่งพิจารณาว่า โทรศัพท์มันเป็นเพียงภาพลวงตา สิ่งนี้ดึงผมออกจากความเป็นผู้กำกับสติในแต่ละวันของผม เมื่อหลายชั่วโมงผ่านไป ทำให้ผมคลายจากเสียงรบกวน ผมเริ่มรู้สึกถึงความไม่เชื่อมต่อมากขึ้นเรื่อยๆ หลังจากหนึ่งวัน ผมรู้สึกห่างไกลยิ่งขึ้นที่จะเชื่อมต่อตัวเองและสิ่งอื่นๆ รอบตัว

     เรามีข้อสันนิษฐานนี้ว่า สมาร์ทโฟนสามารถพาเราไปในที่อื่นๆ ที่คอยกระตุ้นเราและทำให้ตื่นเต้นมากขึ้น โทรศัพท์เปรียบเทียบเป็นเหมือนกับบุหรี่สำหรับสายตา และเป็นน้ำตาลสำหรับความอยากของเราและเราก็ไม่รู้สึกพอได้

     แต่ยิ่งเราเช็คโทรศัพท์บ่อยครั้งมากขึ้นๆ เรายิ่งสูญเสียความสงบแห่งจิตใจและตัดการเชื่อมต่อจากตัวตนที่แท้จริงของเราเอง

ทำไมการตัดขาดจากโทรศัพท์ของคุณไปเลยจึงไม่ใช่คำตอบ?

     ผมได้ตระหนักว่าต้องหาวิธีการสักอย่างเพื่อที่จะเลิกเสพติดโทรศัพท์ ดังนั้นผมจึงเลือกวิธีลัด จึงกลับไปใช้โทรศัพท์รุ่นมาตรฐานที่ไม่มีแอพใดๆ เลยในเครื่อง หลังจากหลายเดือนผ่านไป ทั้งๆ ที่ผลประโยชน์อันยอดเยี่ยมจะเกิดขึ้น ผมกลับพลาดไปหลายอย่าง เช่น ไม่สามารถใช้ กูเกิล แม็ป, ใช้บริการรถอูเบอร์, การถ่ายภาพ, หรือการมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนๆ จากรอบโลกด้วยการส่งข้อความ, ผมพลาดที่จะได้ฟังเพลง ฟังหนังสือเสียง และรายการวิทยุ

     ผมไม่ใช่กำลังโต้แย้งบางคนที่จะไม่ใช้โทรศัพท์อย่างถาวร แต่นี้เราอยู่ยุคดิจิตอล การไม่มีอุปกรณ์เหล่านี้จึงไม่ใช่ทางเลือกที่ยั่งยืนสำหรับคนส่วนใหญ่ และเป็นการยับยั้งเราให้มีชีวิตชีวาในการใช้ชีวิตอย่างมีความหมายด้วยประโยชน์มากมายของเทคโนโลยี

สมาร์ทโฟนจึงไม่ใช่ศัตรู แต่สิ่งที่จำเป็นต้องเปลี่ยน คือวิธีการที่เราจะใช้สมาร์ทโฟน

ที่มาภาพ: https://goo.gl/xq1Qsw

7 วิธีในการเลิกเสพติดสมาร์ทโฟนของคุณ

     สมาร์ทโฟนในถุงกระเป๋าหรืออยู่ไม่กี่เมตรจากมุมมองของคุณ มันไม่เพียงแค่อยู่ระหว่างคุณและความสงบของจิตใจ, ความจดจ่อ, และความตระหนักรู้มีสติ นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างคุณและทิศทางที่คุณไป

     เนื่องจากเวลาที่ใช้หมดไปบนหน้าจอมากขึ้น หมายถึงยิ่งทำให้คุณมีเวลาเหลือน้อยลงในการทำสิ่งที่ต้องการอย่างแท้จริงในชีวิต

     การทำตามขั้นตอนด้านล่างนี้ ผมสามารถลดเวลาตัวเองที่ใช้ไปกับสมาร์ทโฟนลงได้ครึ่งหนึ่งและยังเพิ่มความสงบของจิตใจและความสามารถในการทำงานของผมอย่างมาก

1. อย่าใช้โทรศัพท์ของคุณเป็นนาฬิกาปลุก

     หลายคนมักใช้โทรศัพท์เป็นสิ่งแรกในตอนเช้า การทำเช่นนั้นหมายความว่าเราเริ่มต้นวันใหม่ด้วยแผนการของคนอื่นแทนที่จะเป็นของเราเอง

2. ตั้งโทรศัพท์ในโหมดเครื่องบินทุกคืน ในเวลาเดียวกัน

     คุณจะหลีกเลี่ยงการนอนหลับที่ถูกขัดจังหวะและคุณจะถูกล่อลวงน้อยลงไม่ให้เข้าสู่โลกอินเทอร์เน็ตเป็นสิ่งแรกในตอนเช้าถ้าอยู่ในโหมดเครื่องบิน นั่นหมายถึงการพักผ่อนที่ดีขึ้นและช่วงเช้าที่เงียบสงบ
ที่มาภาพ: https://goo.gl/xq1Qsw


3. ปิดโทรศัพท์ตลอด 24 ชั่วโมง หนึ่งครั้งต่อสัปดาห์

     หนึ่งวันของแต่ละสัปดาห์การปลดปล่อยตัวเองออกห่างจากโทรศัพท์นับว่า คุณได้ให้พรที่ดีงามเพื่อตัวเอง ทำให้ผมตระหนักว่าสมาร์ทโฟนเป็นเพียงเครื่องมือเท่านั้นและไม่ใช่สิ่งจำเป็นที่ผมต้องถือไว้ใช้งานตลอด 24/7 ช่วยให้ผมมีระยะห่างไกลระหว่างผมกับโทรศัพท์

4. ใช้แอปติดตามเวลาเพื่อดูจำนวนเวลาที่คุณใช้ในการดูสมาร์ทโฟนทุกสัปดาห์

     บนแอนดรอยด์ (Android) มีแอป TimeUsed ในเพลย์สโตร์ (Play Store) ส่วนบนไอโฟน ลองพิจารณาแอป Moment คุณจะเห็นได้ทันทีและง่ายขึ้นว่า สมาร์ทโฟนกินเวลาของคุณไปเท่าไหร่? คุณจะตระหนักชัดว่า การเช็คโทรศัพท์นิดหน่อยแต่ทำบ่อยๆ เหล่านั้น ใช้เวลาส่วนหนึ่งที่ดีในวันของคุณไป

5. ปิดใช้งานแอปที่คุณไม่ได้ใช้

     เก็บเฉพาะแอปโซเชียลมีเดียที่คุณชื่นชอบจริงๆ และกำจัดแอปส่วนที่เหลือ ตัวอย่างเช่น ผมไม่มี อินสตาแกรม (Instagram), ทวิตเตอร์ (Twitter) หรือเฟสบุ๊ค (Facebook) ติดตั้งอยู่ในโทรศัพท์ของผม แต่ผมมี WhatsApp และ Snapchat. พิจารณาเองว่าแอปอะไรเหมาะกับคุณ

6. ปิดการใช้งานอีเมลในโทรศัพท์ของคุณ

     ถ้าคุณเสพติดอย่างหนัก ให้พิจารณาปิดการใช้งานอินเทอร์เน็ตเบราเซอร์เช่นกัน การเคลียร์แอปอีเมล์ออกจากเครื่องโทรศัพท์ ทำให้ผมรู้สึกเบาและผ่อนคลายขึ้น คุณสามารถใช้ PackageDisabler Pro บนแอนดรอยด์ เพื่อปิดใช้งานเบราว์เซอร์สต็อก มิฉะนั้นการถอนการติดตั้งเบราว์เซอร์ที่คุณชื่นชอบอาจยังทำงานได้

ที่มาภาพ: https://goo.gl/GR0V7u


7. โปรดจำไว้ว่า เมื่อคุณใช้สมาร์ทโฟนโดยคำนึงถึงเป้าหมายในใจก่อนที่คุณจะปลดล็อก จากนั้นคุณจะใช้มันด้วยเหตุผลที่เหมาะสม


     พยายามที่จะตระหนักรู้ว่า คุณเข้าถึงโทรศัพท์ของคุณโดยไม่จำเป็นแต่แค่รู้สึกสบายใจ หรือเพราะคุณมีความตั้งใจอย่างหนึ่งอย่างใดหรือไม่ การตระหนักรู้เช่นนี้จะเปลี่ยนแปลงคุณที่จะเช็คโทรศัพท์บ่อยๆ อย่างได้ผล

นึกภาพยนต์ที่ตัวละครหลักคอยเช็คสมาร์ทโฟนอยู่ตลอดเวลา ตัวละครฟุ้งซ่านจะไม่ทำให้เป็นวีรบุรุษมากนัก

มีอะไรจะพูดว่า คุณไม่ใช่ตัวละครหลักในชีวิตของคุณ?

หยุดพฤติกรรมดังกล่าว 
และเริ่มใช้สมาร์ทโฟนเพื่อประโยชน์ของชีวิต



ขอบคุณข้อมูล:
- http://tinybuddha.com/blog/attached-to-smartphone-how-overcame-my-addiction/







วิธีที่คุณคิดและทำ สามารถเปลี่ยนประสบการณ์ทางความเครียดของคุณได้อย่างไร?

     
นักจิตวิทยา เคลลี่ แมคกอนิกัล



         ความเครียด มันทำให้หัวใจคุณเต้นแรง ลมหายใจถี่ขึ้น และเหงื่อออกบนหน้าผาก แต่ขณะที่ความเครียดกลายเป็นศัตรูทางสุขภาพของคนส่วนใหญ่นั้น งานวิจัยชิ้นใหม่เสนอว่าความเครียดจะไม่ดีต่อคุณก็ต่อเมื่อคุณเชื่อว่ามันเป็นแบบนั้นเท่านั้น นักจิตวิทยา เคลลี่ แมคกอนิกัล ชวนให้พวกเรามองความเครียดในด้านบวก และแนะนำเราให้รู้จักกับกลไกที่ไม่ได้รับการเอ่ยถึงมาก่อนสำหรับการลดความเครียด นั่นก็คือการเข้าหาผู้อื่น

     เคลลี่เป็นนักจิตวิทยา และภารกิจของเธอ คือการช่วยให้คนมีความสุขมากขึ้นและสุขภาพดีขึ้น

     แต่แล้วเธอก็กลัวว่าตลอด 10 ปีที่ผ่านมานั้น เมื่อพูดถึงความเครียดแล้วจะเป็นโทษมากกว่าประโยชน์ เพราะหลายปีที่ผ่านมา เธอเฝ้าบอกผู้คนว่าความเครียด มันเพิ่มความเสี่ยงในทุกๆ ด้าน จากไข้หวัดธรรมดาไปจนถึงโรคหัวใจ

     โดยพื้นฐานเธอทำให้ความเครียดเป็นศัตรู แต่ปัจจุบันเธอได้เปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับความเครียดแล้ว และวันนี้เธออยากจะเปลี่ยนความคิดของคนอื่นด้วย


งานวิจัยที่ทำให้เคลลี่ต้องคิดใหม่เกี่ยวกับวิธีการมองความเครียดของเธอ

     งานศึกษาชื้นนี้ติดตามผู้ใหญ่จำนวน 30,000 คนในสหรัฐฯ เป็นเวลา 8 ปี และพวกเขาเริ่มถามผู้คนว่า 
...คุณมีความเครียดมากแค่ไหนปีที่ผ่านมา? 
พวกเขาถามด้วยว่า
...คุณเชื่อหรือเปล่า ความเครียดเป็นอันตรายต่อสุขภาพของคุณ 
แล้วพวกเขาก็ดูที่สถิติการตายของรัฐ เพื่อดูว่าใครบ้างที่ตายแล้ว


เคลลี่นำเสนอเริ่มที่ข่าวร้ายก่อน 
     - คนที่มีความเครียดมากๆ ในช่วงปีก่อนหน้า มีความเสี่ยง 43 % ที่จะเสียชีวิต แต่นั่นเป็นจริงเฉพาะคนที่เชื่อว่าความเครียดนั้นเป็นอันตรายต่อสุขภาพของเขา

     - คนที่เจอความเครียดมากๆ แต่ไม่ได้มองว่าความเครียดอันตราย มีความเป็นไปได้น้อยกว่าที่จะตาย ที่จริงแล้ว พวกเขามีความเสี่ยงในการตายน้อยที่สุดเปรียบเทียบกับคนอื่นๆ ในงานวิจัย ซึ่งรวมถึงกลุ่มคนที่มีความเครียดน้อยด้วย

     - นักวิจัยประมาณการว่า ในช่วง 8 ปีที่พวกเราติดตามตัวเลขการเสียชีวิต คนอเมริกัน 182,000 คน ตายก่อนวัยอันควร ไม่ใช่เพราะความเครียด แต่เป็นเพราะเชื่อว่าความเครียดนั้นไม่ดีกับตัวเขา  

     คุณจะเห็นได้ว่าทำไมงานวิจัยชิ้นนี้ถึงทำให้เคลลี่เปลี่ยนไป เธอใช้พลังงานมากมายในการบอกผู้คนว่า ความเครียดนั้นแย่สำหรับสุขภาพของคุณ
     งานวิจัยชิ้นนี้ทำให้เคลลี่เกิดข้อสงสัย การเปลี่ยนความคิดที่คุณมีต่อความเครียดจะทำให้คุณ มีสุขภาพที่ดีขึ้นได้หรือไม่ และวิทยาศาสตร์ก็ได้บอกว่า ใช่ เมื่อคุณเปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับความเครียด คุณจะสมารถเปลี่ยนการตอบสนองของร่างกายของคุณที่มีต่อความเครียดได้

เคลลี่จะอธิบายว่า มันทำงานอย่างไร???

     ถ้าคุณเข้าไปอยู่การทดสอบที่ต้องเจอกับภาวะความเครียดมากๆ แล้ว หัวใจของคุณอาจจะเต้นแรง คุณอาจจะหายใจเร็วขึ้น อาจจะเหงื่อแตก และโดยทั่วไป เราแปลความหมายของการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายเหล่านี้ว่า ความวิตกกังวล หรือสัญญาณที่ว่า เราจัดการกับความเครียดได้ไม่ดีนัก 

     แต่ถ้าหากคุณมองพวกมันเป็นสัญญาณที่ว่า ร่างกายของคุณมีชีวิตชีวาขึ้นล่ะ เป็นการเตรียมตัวที่จะได้เจอกับความท้าทายนี้ล่ะ นั่นคือสิ่งที่ผู้เข้าร่วมวิจัยถูกบอก ในงานวิจัยที่ทำโดยมหาวิทยาลัยฮาร์ดวาร์ด ก่อนที่พวกเขาจะเข้าทำการทดสอบความเครียดทางสังคม พวกเขาถูกสอนให้คิดเกี่ยวกับปฏิกิริยาตอบสนองความเครียดเสียใหม่ว่า มีประโยชน์ ที่ว่า

- หัวใจที่เต้นแรงช่วยทำให้คุณเตรียมพร้อมสำหรับการกระทำ 
- ถ้าคุณหายใจเร็วขึ้น นั่นไม่ใช่ปัญหา มันทำให้ออกซิเจนไปที่สมองคุณมากขึ้น 


     และผู้เข้าร่วมซึ่งเรียนรู้ว่าปฏิกิริยาตอบสนองความเครียดนั้น เป็นประโยชน์ต่อความสามารถของพวกเขา  พวกเขาเครียดน้อยลง กังวลน้อยลง มั่นใจมากขึ้น แต่ข้อค้นพบที่น่าทึ่งที่สุดสำหรับเคลลี่ คือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดกับปฏิกิริยาทางร่างกายของพวกเขาที่ตอบสนองต่อความเครียด
     ในการตอบสนองความเครียดโดยทั่วไป อัตราการเต้นหัวใจของคุณสูงขึ้นและเส้นเลือดของคุณจะหดตัวลง และนี่คือหนึ่งในเหตุผลทั้งหลายที่ว่าความเครียดเรื้อรัง บางครั้งมีผลเกี่ยวพันกับโรคหัวใจ มันไม่ดีต่อสุขภาพเลย ที่จะต้องอยู่ภายในภาวะแบบนี้ตลอดเวลา

     แต่ในงานวิจัยนี้ เมื่อผู้เข้าร่วมมองว่า ปฏิกิริยาตอบสนองความเครียดนั้นมีประโยชน์  เส้นเลือดของพวกเขาจะผ่อนคลาย หัวใจของพวกเขายังเต้นแรง แต่มันเป็นระบบหัวใจและหลอดเลือดที่ดูมีสุขภาพดีกว่า ที่จริง สภาพมันดูเหมือนกับตอนที่คนเราอยู่ในช่วงเวลาแห่งความสุขและกล้าหาญ 

     ตลอดชีวิตที่เต็มไปด้วยประสบการณ์ความเครียดต่างๆ การเปลี่ยนแปลงทางชีวภาพนี้ สามารถทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างหัวใจวายจากความเครียดตอนอายุ 50 กับการอยู่ดีมีสุขจนถึงอายุ 90 และนี่คือสิ่งทีวิทยาศาสตร์ด้านความเครียดแนวใหม่เปิดเผยออกมา ว่า วิธีที่คุณคิดเกี่ยวกับความเครียดนั้นสำคัญ 

      เวลาที่คุณเจอความเครียดมากๆ เวลาที่หัวใจคุณเต้นแรงเพราะความเครียด คุณจะต้องบอกกับคุณเองว่า นี่คือการที่ร่างกายของฉันกำลังช่วยฉันให้ลุกขึ้นสู้ต่อความท้าทายนี้ และเมื่อคุณมองความเครียดในทางนั้น ร่างกายของคุณจะเชื่อคุณ และความเครียดองคุณจะดีต่อสุขภาพมากขึ้น 


มารู้จักฮอร์โมนคลอเคลีย 

     เคลลี่ ใช้เวลามากกว่าสิบปี ในการมองความเครียดเป็นมารร้าย ที่เธอต้องการปลดปล่อยตัวเองออกจากมัน ดังนั้น เธออยากจะบอกเกี่ยวกับหนึ่งในด้านที่ถูกมองข้ามมากที่สุดในปฏิกิริยาตอบสนองต่อความเครียด และความคิดนี้ก็คือ  ความเครียดทำให้คุณเข้าสังคม 


     ในการที่จะเข้าใจความเครียดในด้านนี้ เราต้องพูดเกี่ยวกับฮอร์โมนที่ชื่อว่า ออกซิโทซิน  ออกซิโทซิน ได้รับการพูดถึงอย่างมาก ฮอร์โมนนี้มีชื่อเล่นๆ น่ารักๆ ว่า ฮอร์โมนคลอเคลีย เพราะมันจะถูกหลั่งออกมาเมื่อคุณกอดใครสักคน แต่นี่เป็นเพียงส่วนเล็กๆ ส่วนหนึ่งที่ออกซิโทซินเกี่ยวข้อง 

     ออกซิโทซินเป็นฮอร์โมนประสาท มันปรับสัญชาตญาณการเข้าสังคมของสมองของคุณ 

     มันตระเตรียมคุณให้ทำอะไรๆ ที่จะพัฒนาความสัมพันธ์แบบใกล้ชิด ออกซิโทซินทำให้คุณต้องการการสัมผัสทางกาย กับเพื่อนและครอบครัวของคุณ มันเพิ่มการเห็นอกเห็นใจของคุณ มันจะทำให้คุณอยากที่จะช่วยเหลือและสนับสนุนคนที่คุณเป็นห่วงเป็นใย บางคนแนะนำแม้กระทั่งว่า เราควรพ่นออกซิโทซินออกทางจมูก เพื่อจะได้มีความเห็นอกเห็นใจและห่วงใยมากขึ้น 

     แต่เป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจเกี่ยวกับออกซิโทซิน มันคือฮอร์โมนความเครียด ต่อมใต้สมองของคุณผลิตเจ้าสารตัวนี้ออกมา มันเป็นส่วนหนึ่งของการตอบสนองต่อความเครียด มากพอๆ กับอะดรีนาลีนที่ทำให้หัวใจคุณเต้นแรง 

     และเมื่อออกซิโทซินถูกปล่อยออกมาเพื่อตอบสนองความเครียด มันจะกระตุ้นให้คุณมองหากำลังใจ ปฏิกิริยาตอบสนองความเครียดทางชีวภาพได้กระตุ้นให้คุณบอกใครสักคนว่าคุณรู้สึกยังไง มากกว่าที่จะเก็บกดมันเอาไว้ ปฏิกิริยาตอบสนองความเครียดของคุณต้องการที่จะแน่ใจว่า คุณสังเกตเห็นว่าใครสักคนในชีวิตคุณกำลังลำบาก เพื่อที่ว่าคุณจะได้เป็นกำลังใจให้กันและกัน เมื่อชีวิตตกที่นั่งลำบาก ปฏิกิริยาสนองความเครียดของคุณต้องการให้คุณถูกห้อมล้อมไปด้วยคนที่ห่วงใยคุณ 

แล้วเราได้รู้จักด้านนี้ของความเครียดจะทำให้คุณสุขภาพดีขึ้นได้ยังไง 

ฮอร์โมนออกซิโทซินมีผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด

     ก็ออกซิโทซินมันไม่ได้แค่มีผลต่อสมองเท่านั้น มันยังมีผลต่อร่างกายของคุณด้วย และหนึ่งในบทบาทหลักของมันที่มีต่อร่างกายคุณ ก็คือ เพื่อป้องกันระบบหัวใจและหลอดเลือดของคุณ จากผลลัพธ์ทางความเครียดต่างๆ มันเป็นยาแก้อักเสบแบบธรรมชาติ มันยังช่วยให้หลอดเลือดคุณผ่อนคลายระหว่างเครียดอีกด้วย 
     แต่ผลที่มีต่อร่างกายที่เคลลี่ชอบมาก คือ ผลที่มีต่อหัวใจ หัวใจของคุณมีหน่วยรับเจ้าฮอร์โมนนี้ และออกซิโทซินช่วยผลิตและรักษาเซลล์หัวใจที่เสียหายจากความเครียด ฮอร์โมนความเครียดตัวนี้ทำให้หัวใจของคุณแข็งแรงขึ้น 

     และสิ่งที่เจ๋งก็คือว่า ประโยชน์ต่อร่างกายของออกซิโทซินทั้งหมดนี้ เพิ่มขึ้นด้วยการพบปะทางสังคมและการเกื้อหนุนทางสังคม

อีกชิ้นหนึ่งของงานวิจัย ฟังให้ดีเพราะงานวิจัยชิ้นนี้สามารถช่วยชีวิตได้ด้วย

- งานศึกษานี้ติดตามผู้ใหญ่ 1,000  คนในสหรัฐฯ พวกเขาอยู่ในช่วงอายุ 34 – 93 
- งานวิจัยเริ่มต้นด้วยการถามว่า คุณเจอความเครียดมากแค่ไหนในปีที่ผ่านมา
- พวกเขาถามด้วยว่า คุณใช้เวลามากแค่ไหนในการช่วยเหลือเพื่อน เพื่อนบ้าน และคนอื่นๆ ในชุมชนของคุณ
- แล้วพวกเขาก็ดูที่สถิติของรัฐในห้าปีถัดมาว่า ใครตายไปบ้าง


     เอาข่าวร้ายก่อน สำหรับความเครียดหนักมากๆ ในชีวิต เช่น ความลำบากทางการเงิน หรือวิกฤตครอบครัวนั่น เพิ่มความเสี่ยงในการตายไป 30 % แต่นั่นไม่จริงสำหรับทุกคน 
     คนที่ใช้เวลาไปกับการดูแลคนอื่น ได้แสดงให้เห็นว่า ไม่มีการเพิ่มขึ้นของการตายที่เกี่ยวข้องกับความเครียดเลย เป็นศูนย์ การดูแลห่วงใยได้สร้างการฟื้นฟูขึ้น

     เราได้เห็นอีกครั้งว่าผลลัพธ์ที่อันตรายของความเครียดที่มีต่อสุขภาพของคุณเป็นเรื่องที่หลักเลี่ยงไม่ได้ วิธีที่คุณคิดและทำ สามารถเปลี่ยนประสบการณ์ทางความเครียดของคุณได้ 

>>> เมื่อคุณเลือกที่จะมองว่าปฏิกิริยาสนองความเครียดของคุณมีประโยชน์ คุณได้สร้างชีววิทยาของความกล้าหาญขึ้น  
>>> และเมื่อคุณเลือกที่จะสัมพันธ์กับผู้อื่นระหว่างที่เครียด คุณสามารถสร้างการฟื้นฟูได้ 
     


ขอขอบคุณข้อมูล - https://www.ted.com/talks/kelly_mcgonigal_how_to_make_stress_your_friend
- https://www.ted.com/talks/kelly_mcgonigal_how_to_make_stress_your_friend?language=th


คำว่า ความสามัคคี หมายถึง ไฟที่สงบ...หากขาดความสามัคคี ย่อมขาดพลังในการทำสิ่งต่าง ๆ และยิ่งหากปัญหาความขัดแย้งมีมาก ย่อมสามารถลุกลามไปสู่ความรุนแรงได้ในที่สุด

        

        กระแสข่าวการเมืองของสังคมไทยช่วงนี้ ใครที่ติดตามข่าวจะมีคำติดหู คำว่า “ปรองดอง”...ปรองดองแล้วดีอย่างไร? หลายคนอาจจะเฉยๆ กับคำนี้ แต่มีประชาชนอีกหลายๆ คนก็อยากจะรู้ผลว่า เมื่อรัฐบาลจัดโครงการลงนามใน เอ็มโอยู (MOU) เพื่อความปรองดองสำเร็จแล้วจะทำให้สังคมในด้านต่างๆ เดินหน้าไปต่อและแก้ปัญหาความขัดแย้งที่สังคมกำลังเผชิญอยู่ได้จริงหรือไม่? อย่างไร? 

        คำว่า ปรองดอง เป็นหนึ่งในความหมาย ของความสามัคคี

        คำว่า ความสามัคคี มีรากศัพท์มาจากคำบาลีและสันสกฤต คำว่า สมะ คำบาลี หมายถึง ความสงบ ความราบคาบ คำว่า อัคคิ อัคคี คำบาลีและสันสกฤตใช้ อคฺคิ อคฺนิ หมายถึง ไฟ เมื่อนำทั้ง 2 คำมารวมกันจึงหมายถึง ไฟที่สงบ

        โดยทั่วไป “ความสามัคคี” จึงให้ความหมายถึง การที่ทุกคนมีความพร้อมกาย พร้อมใจ และพร้อมความคิด เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน มีจุดมุ่งหมายที่จะปฏิบัติงานให้ประสบความสำเร็จ เป็นคุณธรรมพื้นฐานที่ทุกคนในสังคมต่างยอมรับว่า เป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการอยู่ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็น หน่วยสังคมขนาดเล็ก ระดับครอบครัว ระดับองค์กร หรือขนาดใหญ่ระดับชุมชน ระดับประเทศ และระดับโลก หากขาดความสามัคคี ย่อมขาดพลังในการทำสิ่งต่าง ๆ และยิ่งหากปัญหาความขัดแย้งมีมาก ย่อมสามารถลุกลามไปสู่ความรุนแรงได้ในที่สุด


ขอบคุณภาพจาก https://goo.gl/u1Hojy

        การที่จะสร้างความปรองดองหรือสามัคคีให้เกิดขึ้นในชุมชน องค์กร ประเทศนั้น คงต้องมีองค์ประกอบและบริบทปัจจัยอะไรหลายๆ อย่าง จึงทำให้นึกถึงหลักธรรมข้อหนึ่งในพระพุทธศาสนาที่พูดถึงเหตุที่จะก่อให้เกิดความสามัคคี ซึ่งความสามัคคีจะเกิดมีขึ้นได้ ต้องอาศัยเหตุที่เรียกกันว่า สาราณียธรรม ธรรมเป็นเหตุให้ระลึกถึงกัน กระทำซึ่งความเคารพระหว่างกัน อยู่ร่วมกันในสังคมด้วยดี มีความสุข ความสงบ ไม่ทะเลาะเบาะแว้ง ทำร้ายทำลายกัน มี 6 ประการ คือ

👍1.ทำต่อกันด้วยเมตตา คือ แสดงไมตรีและความหวังดีต่อเพื่อนร่วมงาน ร่วมกิจการ ร่วมชุมชน ด้วยการช่วยเหลือธุระต่างๆ โดยเต็มใจ แสดงอาการกิริยาสุภาพ เคารพนับถือกัน ทั้งต่อหน้าและลับหลัง

👍2.พูดต่อกันด้วยเมตตา คือ ช่วยบอกสิ่งที่เป็นประโยชน์ สั่งสอนหรือแนะนำตักเตือนกันด้วยความหวังดี กล่าววาจาสุภาพ แสดงความเคารพนับถือกัน ทั้งต่อหน้าและลับหลัง

👍3.คิดต่อกันด้วยเมตตา คือ ตั้งจิตปรารถนาดี คิดทำแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์แก่กัน มองกันในแง่ดี มีหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสต่อกัน



👍4.ได้มาแบ่งกันกินใช้ คือ แบ่งปันลาภผลที่ได้มาโดยชอบธรรม แม้เป็นของเล็กน้อย ก็แจกจ่ายให้ได้มีส่วนร่วมใช้สอยบริโภคทั่วกัน

👍5.ประพฤติให้ดีเหมือนเขา คือ มีความประพฤติสุจริต ดีงาม รักษาระเบียบวินัยของส่วนรวม ไม่ทำตนให้เป็นที่น่ารังเกียจ หรือทำความเสื่อมเสียแก่หมู่คณะ

👍6.ปรับความเห็นเข้ากันได้ คือ เคารพรับฟังความคิดเห็นกัน มีความเห็นชอบร่วมกัน ตกลงกันได้ในหลักการสำคัญ ยึดถืออุดมคติหลักแห่งความดีงาม หรือจุดหมายอันเดียวกัน

        ธรรมทั้ง 6 ประการนี้ เป็นคุณค่าก่อให้เกิดความระลึกถึง ความเคารพนับถือกันและกัน เป็นไปเพื่อความสงเคราะห์ยึดเหนี่ยวน้ำใจกัน เพื่อป้องกันความทะเลาะ ความวิวาทแก่งแย่งกัน เพื่อความพร้อมเพรียงร่วมมือ ผนึกกำลังกัน เพื่อความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

        อานิสงส์ของความสามัคคีนี้ ท่านกล่าวไว้ว่า เป็นบ่อเกิดแห่งความสุข ความเจริญ เป็นเหตุแห่งความสำเร็จในกิจการงานต่างๆ และความสามัคคีมีคุณค่ามากหลายเกินจะบรรยายทีเดียว


ขอบคุณภาพจาก https://goo.gl/QaKFfb
        ตรงข้าม โทษของการแตกสามัคคีกันนั้น ท่านกล่าวไว้ว่า หาความสุข ความเจริญไม่ได้ ไม่มีความสำเร็จด้วยประการทั้งปวง เหตุให้แตกความสามัคคีกันนี้ อาจเกิดจากเหตุเล็กๆ น้อยๆ ก็เป็นได้ เหมือนเรื่องน้ำผึ้งหยดเดียว แต่เป็นเหตุให้เกิดสงครามได้เหมือนกัน ดูตัวอย่างเรื่องพวกเจ้าลิจฉวีในเมืองไพศาลี แคว้นวัชชี มีความสามัคคีกัน พระเจ้าอชาตศัตรูก็ทำอะไรไม่ได้ แต่พอถูกวัสสการพราหมณ์ยุยงให้แตกสามัคคีกันเท่านั้น ก็เป็นเหตุให้พระเจ้าอชาตศัตรู เข้าโจมตีและยึดเมืองเอาไว้ได้ในที่สุด


ขอบคุณข้อมูล:
- 100ข้อคิดดีๆ https://goo.gl/HzAJIu 
- http://www.kriengsak.com/node/2364
- http://news.voicetv.co.th/thailand/453018.html

“รอดตายเพราะสวดมนต์” อานิสงส์ของการสวดมนต์ที่เกิดขึ้นจริง


“รอดตายเพราะสวดมนต์”
อานิสงส์ของการสวดมนต์ที่เกิดขึ้นจริง

        เรื่องราว อานิสงส์ของการสวดมนต์ ต่อไปนี้เป็นเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นกับ คุณวิชาญ ฤทธิรงค์ อดีตประธานชมรมพุทธศาสตร์ ของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ด้วยกิจกรรมของชมรม ที่มีการนิมนต์พระสงฆ์มาเทศนา และสอนวิธีการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน สัปดาห์ละ1 – 2 ครั้ง หลังเลิกงาน 
        คุณวิชาญจึงไม่ลืมที่จะนำแนวทางแห่งพุทธศาสนามาปฏิบัติเป็นประจำทุกวัน นั่นก็คือ การสวดมนต์
        คุณวิชาญเริ่มฝึกการสวดมนต์ภาวนา ด้วยการสวดบทพาหุงและบทอิติปิโส ในจำนวนครั้งเท่ากับอายุตัวเองบวกหนึ่งจนจบ จากนั้นต่อด้วยบทแผ่เมตตา ให้เจ้ากรรมนายเวร และผู้ที่เคยโกรธเกลียดกันมาก่อน ยิ่งไม่ชอบหน้ากันมากเท่าไร คุณวิชาญก็ยิ่งสวดมนต์แผ่เมตตาให้เขามากขึ้นเท่านั้น
        ผลของการสวดมนต์ ไม่เพียงทำให้คุณวิชาญได้รับความเมตตาจากคนที่เขาเคยโกรธ เคยไม่ชอบหน้าเท่านั้น ทว่าอานิสงส์ของการสวดมนต์ ยังส่งผลไปถึงลูกสาวของคุณวิชาญที่อยู่ไกลถึงรัฐโอไฮโอ ประเทศสหรัฐอเมริกาด้วย
        เหตุการณ์ในครั้งนั้นเริ่มขึ้นจากวันหนึ่งลูกสาวคุณวิชาญโทรศัพท์มาจากอเมริกา เพื่อขอให้ผู้เป็นพ่อซื้อรถยนต์ให้ใช้ขณะอยู่ที่นั่น แต่คุณวิชาญปฏิเสธไปว่าไม่เห็นด้วย เนื่องจากลูกสาวเพิ่งย้ายไปอยู่ต่างประเทศ ยังไม่คุ้นกับถนนหนทางดีนัก



        หนึ่งเดือนผ่านไป หลังจากที่โครงการซื้อรถยนต์ต้องล้มเลิก คุณวิชาญก็ไม่ได้โทรศัพท์ไปหาลูกสาวอีกเลย แต่อยู่ๆ ขณะที่คุณวิชาญกำลังสวดมนต์ และภาวนาขอให้พระพุทธพระธรรม และพระสงฆ์คุ้มครองลูกสาว เช่นที่เคยปฏิบัติ จิตใจของคุณวิชาญกลับรู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ ไม่สงบนิ่งเหมือนครั้งก่อนๆ ทว่า คุณวิชาญก็พยายามควบคุมสติแล้วเริ่มต้นสวดมนต์อีกครั้ง กลับไปกลับมาจนจบบท พร้อมด้วยลางสังหรณ์ที่เกิดขึ้นในใจว่า คงจะเกิดอะไรขึ้นสักอย่างกับลูกสาว ยิ่งคุณวิชาญได้เห็นข้าวของเครื่องใช้ และรูปของลูกสาวด้วยแล้ว ความรู้สึกคิดถึงลูกจับใจ ก็ผุดขึ้นมาอย่างประหลาด

        เมื่อไม่ได้รับการติดต่อจากลูกสาว คุณวิชาญจึงตัดสินใจโทรศัพท์ไปที่หอพักของมหาวิทยาลัย คนที่รับสายคือเจ้าหน้าที่หอพัก น้ำเสียงรีบร้อนบอกว่า จะไปตามลูกสาวให้มารับสาย
จากนั้นไม่กี่นาที เสียงจากปลายสายก็ดังเข้ามาเป็นเสียงลูกสาวของคุณวิชาญอย่างที่คาด แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไรกัน ลูกสาวก็ส่งสายต่อให้ผู้ประสานงานที่ทำหน้าที่ดูแลเด็กนักเรียนต่างชาติ

        “คุณพ่อใจเย็นๆ อย่าเพิ่งดุลูกสาวนะคะ เธอกำลังตกใจอยู่ ” ผู้ประสานงานเริ่มบทสนทนาด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยจะสู้ดีนัก พร้อมกับบอกว่า ลูกสาวคุณวิชาญเพิ่งรอดตายอย่างน่าอัศจรรย์จากอุบัติเหตุรถยนต์ชนกันกลางสี่แยกของมหาวิทยาลัยโดยคู่กรณีที่ถูกชนนั้นไม่ได้รับบาดเจ็บและความเสียหายแต่อย่างใด ส่วนลูกสาวคุณวิชาญนั้นมีเพียงแผลฟกช้ำดำเขียวเล็กน้อย แต่รถยนต์ที่ขับมานั้นขาดเป็นสองท่อน สภาพไม่ต่างจากเศษเหล็ก!

        วันที่เกิดเหตุเป็นวันที่ลูกสาวคุณวิชาญแอบไปซื้อรถยนต์และเพิ่งขับออกมาทั้งๆ ที่ยังไม่มีประกันใดๆ ด้วยความรีบร้อนจะกลับให้ถึงมหาวิทยาลัยก่อนค่ำ ทำให้เธอขับรถด้วยความเร็วสูง
        เมื่อใกล้ถึงสี่แยกจึงไม่ทันระวังและฝ่าไฟแดงไปประสานงากับรถของอีกฝ่ายอย่างแรง จนรถที่ทำจากเหล็กชั้นดีฉีกเป็นสองท่อนตรงบริเวณหลังของคนขับพอดิบพอดีผู้ที่เห็นเหตุการณ์ต่างก็กรูกันเข้ามาช่วยโดยที่ไม่คิดว่าจะมีใครรอดชีวิตจากอุบัติเหตุในครั้งนี้

        แต่สิ่งที่ทำให้ผู้ที่มุงดูประหลาดใจเป็นอันมากก็คือ ภาพของลูกสาวคุณวิชาญที่ค่อยๆ ปลดเข็มขัดนิรภัยและก้าวลงจากรถโดยที่แทบจะไม่มีบาดแผลตามตัวเลยแม้แต่น้อย นอกจากสีหน้าที่แสดงอาการตื่นตกใจอย่างที่สุด
        ที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่านั้นคือ วันและเวลาที่เกิดเหตุตรงกับช่วงเวลาที่คุณวิชาญกำลังสวดมนต์และแผ่เมตตาให้ลูกสาวอยู่ที่เมืองไทยพอดิบพอดี!



        เมื่อได้ฟังเรื่องราวของผลานิสงส์จากการสวดมนต์ระลึกถึงคุณของพระรัตนตรัยแล้ว ให้นึกถึงเหตุการณ์ภัยพิบัติน้ำท่วมที่กำลังเกิดขึ้นที่พื้นที่ภาคใต้ของไทยเรา ความยากลำบากทั้งความทุกข์กาย ทุกข์ใจ ที่พี่น้องชาวใต้กำลังเผชิญหน้ากันอยู่ นึกสภาพคนชรา คนป่วย เด็กเล็ก นับว่าน่าเห็นใจอย่างยิ่ง 
        ดังนั้นเราคนไทยไม่ทิ้งกันอยู่แล้ว สามารถช่วยส่งกำลังใจ กำลังทรัพย์ หรือปัจจัยต่างๆ เพื่อการยังชีพของพี่น้องภาคใต้ที่กำลังประสบทุกข์อย่างมาก  ที่ยิ่งกว่านั้นที่ทุกคนทำได้ทุกที่ ทุกเวลาที่สะดวก คือ การส่งกระแสจิตที่ดีงามจากการทำความดีอะไรก็แล้วแต่ หรือที่เราได้สวดมนต์ ภาวนา ทำจิตเป็นสมาธิแล้วตั้งจิตอธิษฐานให้เหตุการณ์ภัยพิบัติน้ำท่วม บรรเทาลง ขอให้เหตุการณ์เป็นปกติโดยเร็ว 

ขอบคุณเรื่องราวดีๆจาก 
1. เรื่อง นู๋กล้วย เรียบเรียงจากหนังสือ “กฎแห่งกรรม – ธรรมปฏิบัติ” เล่มที่ 10, หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม แห่งวัดอัมพวัน
http://www.goodlifeupdate.com/40026/healthy-mind/praypower/
2.ขอบคุณภาพจาก google