เรียนรู้เรื่องศาสนาจากปัญหาข้องใจ(ตอนที่ 8): ทำไมพุทธศาสนิกชนจึงถูกลัทธิอื่นปราบปรามและเหยียดหยาม?

ที่มา: https://goo.gl/WtE6TD
ถาม: ทำไมพุทธศาสนิกชนต้องถูกลัทธิอื่นมาปราบปราม และเหยียดหยามทำลายศาสนาพุทธของเรา องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทำไมไม่จัดการเอง (หมายถึงทำลายเอง ไม่ต้องถูกเหยียดหยาม)

ตอบ: ที่ว่าพระพุทธศาสนิกชนมักถูกคนลัทธิอื่นมาปราบปราม และเหยียดหยามทำลายอยู่เสมอนั้นคงเป็นเพราะว่า พุทธศาสนิกชนได้รับการอบรมมาอย่างเดียวแล้วว่า อย่าได้เบียดเบียนกัน แต่ต้องช่วยเหลือกันตามมีตามกำลัง สิ่งเหล่านี้เป็นเหตุไม่ให้จองเวรกัน ให้อยู่กันด้วยสันติสุข มีความรักใคร่ปรองดองกัน มีเมตตาจิตหวังดีต่อกัน บางคนอาจจะเข้าใจว่าเป็นคำสอนที่ทำให้คนอ่อนแอ ทำให้คนขาดสมรรถภาพ ทำให้ประเทศชาติล่มจม
     ถ้ามองอย่างผิวเผินก็อาจเป็นเช่นนั้น เพราะผู้มีคุณธรรมเหมือนเป็นคนอ่อนแอ แต่ถ้ามองให้ลึกแล้ว คุณธรรมเหล่านั้นสร้างคนให้เข้มแข็ง สร้างพลังให้คนทีเดียว พลังที่ว่านี้เป็นพลังภายใน พลังภายในนั้นต้องเป็นพลังที่เกิดจากความอ่อนละมุนด้วยคุณธรรม และจะสามารถเอาชนะศัตรูด้วยพลังนั้นได้ไม่ยากนัก



     ตามปัญหานั้น ถ้าเราจะมองดูตามประวัติศาสตร์แล้ว จะเห็นได้ว่าที่พระพุทธศาสนาอยู่ในประเทศนั้นๆ ไม่ได้ โดยแม้ที่สุดแม้ในประเทศอินเดียซึ่งเป็นต้นกำเนิดพระพุทธศาสนาก็ตาม เป็นเพราะคนในประเทศนั้นๆ ยังมีคุณธรรมอันเป็นเพลังเหล่านี้กันอยู่หรือ ไมมีเลย พุทธบริษัทในประเทศนั้นๆ ต่างแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน ต่างทำลายกันเองจนอ่อนแอ ข้าศึกศัตรูแทบจะไม่ต้องออกกำลังเลยก็เอาชนะได้โดยง่าย

     คราวนี้มาดูในเมืองเราบ้าง เรานับถือศาสนาพุทธกันมาตั้งแต่กรุงสุโขทัยและนับถือเรื่อยมา จนถึงบัดนี้ก็เกือบพันปีแล้ว  เราก็ยังนับถือกันดีอยู่ แม้จะมีบางครั้งเกิดศึกสงคราม หรือมีคนต่างศาสนา ต่างลัทธิมาเผยแพร่ก็ทำสำเร็จไม่กี่เปอร์เซ็นต์นัก คนไทยเรายังมั่นคงในศาสนาเดิมของตน ใครจะยุยงให้เราแตกกัน ให้ทะเลาะกัน เราก็เป็นไปตามนั้นบ้างตามคำยุหรือด้วยความหลงผิด แต่ต่อมาเราก็สำนึกได้แล้วรวมตัวกันเหมือนเดิม ชาติไทยเราและศาสนาพุทธเราจึงดำรงมาได้จนถึงทุกวันนี้
นี่เป็นเพราะเรามีคุณธรรมที่บางคนเห็นว่าคนสอนให้คนอ่อนแอมิใช่หรือ 

ที่มา: https://goo.gl/WtE6TD
     !!! ข้อสำคัญชาวพุทธเราอย่าเหยียดหยามอย่าทำลายศาสนาพุทธเองเสียเท่านั้น ถ้าเราทำลายกันเสียเองแล้ว ศาสนาพุทธจะอยู่ไม่ได้ เหมือนสนิมเหล็กนั่นไง  มันเกิดจากเหล็กแล้วก็กัดเหล็กที่ตนเกิดนั่นแหละจนกร่อนไปไม่ใช่สนิมจากเหล็กอันอื่นเลย ศาสนาก็เช่นกัน ชาวพุทธเรานี่แหละจะทำลายเสียเอง คนลัทธิอื่นศาสนาอื่นทำลายไม่ได้หรอก 


ที่ทำลายมาสำเร็จก็เพราะคนพุทธส่วนใหญ่เลิกนับถือพุทธหรือกลายเป็นด้ามให้เขามาทำลายพุทธนั่นเอง

ที่มา: https://goo.gl/aCwbhP
     ที่คุณถามว่าทำไมองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่จัดการทำลายผู้ทำลายศาสนาเสียเองนั้น ข้อนี้ตอบได้ง่ายมาก
คือพระพุทธองค์ทรงสอนไว้เองทีเดียวว่าไม่ให้เบียดเบียนกัน มิให้ทำลายกัน ทำไมพระองค์จะทรงทำลายเสียเองเล่า เป็นไปไม่ได้ 

     ถ้าพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ อาจทรงตอบปัญหาของคุณว่า “อาตมาก็เป็นนักทำลายเหมือนกัน แต่ทำลายกิเลส นำความไม่ดีออกไปจากใจ และช่วยให้ชาวบ้านทำลายกิเลสของตนๆ ด้วยนะ” อะไรทำนองนี้แน่
     ในสมัยพระพุทธเจ้าเองก็ยังมีผู้ทำลายพุทธศาสนา ยังเหยียดหยามพระองค์เหมือนกัน แต่พระองค์ก็ทรงใช้กุศโลบายทำลายความคิดเห็นผิดๆ ของบุคคลนั้นเสียได้ โดยใช้ธรรมาวุธ คือพระมหากรุณาธิคุณและพระปัญญาคุณของพระองค์ ทำให้ผู้นั้นกันเข้าหาธรรมเป็นที่พึ่งได้
ที่มา: https://goo.gl/aCwbhP
  ในฐานะที่เราเป็นพุทธบุตร ทำไมเราไม่ลองนำธรรมาวุธต่างๆ ที่พระพุทธเจ้าประทานไว้มาใช้ทำให้คนทำลายศาสนา เหยียดหยามศาสนากันมานับถือศาสนากันบ้างเล่า


ขอบคุณข้อมูล

- หนังสือไขข้อข้องใจ ๒, (จากวารสารมงคลสาร: พฤษาคม, ๒๕๑๙). พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช),๒๕๕๒.หน้า ๓๐ – ๓๓.



ไม่มีคำว่า "บังเอิญ" ในทางพุทธศาสนา: ไม่มีโชคลาภเกิดขึ้นได้โดยไม่อาศัย บุญ กรรม โชคลาภ ไม่สามารถจะเกิดขึ้นลอยๆ หรือบังเอิญ โดยไม่มีเหตุปัจจัย

ที่มา: https://goo.gl/9F5yXt

ไม่มีคำว่า "บังเอิญ" ในทางพุทธศาสนา

     หากศึกษาเรื่องธรรมะดีๆ จะเข้าใจว่า ไม่มีคำว่า "บังเอิญ" ใดๆ ทั้งสิ้น "กรรม" นี้แม่นยำยิ่งกว่าเรด้าตรวจจับของนาซ่า พระพุทธเจ้าเคยตรัสว่า "เราเกิดมาแล้วนับชาติไม่ถ้วน น้ำตาที่เสียจากความพลัด พรากจากคนที่เรารักนับรวมกันได้เป็นมหาสมุทร ดังนั้น เราจึงได้เคยพบปะผู้คนมามากมาย จนผู้คนที่เดินบนถนนไปมานี้ต่างก็เคยเกิดมาเป็นพี่น้องเราทั้งสิ้น"

     จากคำอธิบายข้างต้น เป็นเหตุให้ "กรรม" จัดสรรให้เราได้พบเจอ รู้จัก พึ่งพา มาเกิดเป็นพ่อ แม่ ลูก พี่น้อง เพื่อน แฟน คู่รัก มิตร ศัตรู ครู ลูกศิษย์ เมียหลวง เมียน้อย ฯลฯ เนื่องจาก เคยเกี่ยวพัน มีความสัมพันธ์ และประกอบกรรมร่วมกันมาก่อน จึงได้มาเจอกันอีก เพื่อชดใช้กรรม หรืออาจอธิษฐานให้มาพบกันอีกในชาติต่อๆ ไป หรือเคยอาฆาตพยาบาทกันมาก่อน บางคนก็เคยอุปถัมภ์ ค้ำชู หรือเคยพึ่งพาอาศัยกันมาก่อน ดังนี้ เป็นต้น จึงไม่มีคำว่า "บังเอิญ" ในพระพุทธศาสนา

     หากใครเคยไปในสถานที่ใด แล้วรู้สึกคุ้นเคยกับสถานที่นั้นโดยไม่เคยไปมาก่อนรู้สึกคุ้นๆ กับเหตุการณ์นั้น โดยที่เราไม่เคยมีส่วนร่วมมาก่อน เคยรู้สึกประทับใจใคร รู้สึกเกลียดใคร อยากอยู่ใกล้ใคร หรืออยากหนีหน้าใคร โดยที่ไม่เคยพบเจอรู้จักกันมาก่อน สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นสัญญาเก่า (การจำได้หมายรู้) ที่ติดตัวมาแต่เก่าก่อน

     พระบาลีพุทธวจนะ เป็นภาษาเมื่อหลายพันปีมาแล้ว คำว่า "บังเอิญ" ดูเหมือนไม่มีในภาษาบาลี มีแต่คำว่า "เหตุ - ปัจจัย"

     พระพุทธศาสนา เป็นเรื่องของเหตุและผล ทุกสิ่งไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ หรือเป็นเรื่องบังเอิญ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นล้วนมีเหตุให้เกิดขึ้นทั้งสิ้น ดังที่ท่านพระอัสสชิ แสดงธรรมแก่ท่านพระสารีบุตรว่า "ธรรมทั้งหลายย่อมเกิดจากเหตุ" นั่นคือ การที่ทุกคนเกิดมาแตกต่างกัน เป็นเพราะได้กระทำเหตุ คือ ทำกรรมมาแตกต่างกัน กรรมที่ได้กระทำไว้แล้วนั่นเอง เป็นเหตุให้มีรูปร่างหน้าตา ผิวพรรณ ฐานะ ต่างกัน มีอุปนิสัยดีเลวต่างกัน กรรมที่ได้กระทำไว้แล้วนั่นเอง เป็นเหตุให้ได้ลาภเสื่อมลาภ ได้ยศเสื่อมยศ ได้รับความสุข ทุกข์ สรรเสริญ นินทา

ที่มา: https://goo.gl/9F5yXt

มีเรื่องเล่าของพระเจ้าอโศกมหาราช เรื่องมีอยู่ว่า

     พระมเหสีของพระเจ้าอโศกมหาราช ได้รับการยกย่องจาก พระเจ้าอโศกมหาราชมาก สนมกำนัลนางอื่นก็อิจฉา ผู้หญิงกระทบกระทั่งกันง่ายอยู่แล้ว ในเมื่ออิจฉาก็มีการเสียดสีกระแนะกระแหนเขาไปเรื่อย พระเจ้าอโศกมหาราช ทรงรำคาญ จะพิสูจน์บุญญานุภาพให้ดู ก็เลยสั่งโรงครัวทำขนมมา 1,000 ชิ้น แสดงว่าพระองค์มีมเหสีรวมนางสนมทั้งหมด 1,000 คนพอดี แล้วถอดพระธำมรงค์ประจำพระองค์ บอกพ่อครัวให้ใส่พระธำมรงค์ไว้ในขนมชิ้นหนึ่ง 

     พอถึงเวลานึ่งสุกเอามาให้บรรดาสนม และมเหสีทั้งหมดไปหยิบเอา ถ้าธำมรงค์อยู่ในขนมของใคร จะตั้งคนนั้นเป็นอัครมเหสี พวกสนมแย่งกันกระจายเลย ปรากฎว่า มเหสีตัวจริงท่านทรงนั่งอยู่เฉยๆ รอเขาหยิบจนเหลือชิ้นสุดท้ายท่านจึงหยิบมา และธำมรงค์ก็อยู่ในนั้น เห็นไหมว่า เขาทำของเขามา เขาต้องได้ ต่อให้เราทำมาถ้าทำช้ากว่าเขาก็ต้องรอเขาได้ก่อน ส่วนใหญ่แล้วจะไม่เข้าใจตรงนี้ ถึงเวลาเห็นพระเจ้าอโศกมหาราชท่านเมตตาพระมเหสีมากเป็นพิเศษ โปรดเป็นพิเศษก็คอยอิจฉาอยู่เรื่อย พิสูจน์ขนาดนั้นแล้วก็ยังมีคนไม่เชื่ออยู่ดี

     อนาคตเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดไว้แล้วจากกรรมในอดีตนานนับไม่ได้  แต่เป็นสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น เพราะต้องมีเหตุในปัจจุบันร่วมด้วย ความพยายามในปัจจุบันนั่นแหละ จึงจะทำให้เกิดผลในอนาคตที่สมบูรณ์ แม้จะเปลี่ยนแปลงไม่ได้ทั้งหมด แต่ก็เปลี่ยน แปลงได้บางส่วน คนเราจึงไม่ควรละความพยายามตลอดชีวิตที่เกิดมา

     การกระทำทุกอย่างย่อมมีผล เราเรียกผลนั้นว่า "วิบาก" สิ่งใดจะเกิดได้ต้องมีเหตุปัจจัยประชุมพร้อม กรรมจึงสามารถส่งผล หรือให้วิบากได้

     ไม่มีโชคลาภเกิดขึ้นได้โดยไม่อาศัย บุญ กรรม โชคลาภ ไม่สามารถจะเกิดขึ้นลอยๆ หรือบังเอิญ โดยไม่มีเหตุปัจจัย

     ทุกปัญหาเกิดขึ้นอย่างมีสาเหตุทั้งนั้น กิ่งไม้ตกใส่หัว หกล้ม ฯลฯ ล้วนเกิดจากกรรม เหมือนกับคำว่า "ใครกินคนนั้นก็อิ่ม คนอื่นอิ่มแทนไม่ได้"

     เกลือ เค็มเหมือนกันหมด ไทย ฝรั่ง ลาว แขก กินเกลือในที่ลับ ที่แจ้งก็เค็ม เหมือนกัน เกลืออย่างไร กรรมก็อย่างนั้น ทุกชาติศาสนา
     ความบังเอิญไม่มีในโลก ทุกสิ่งถูกลิขิตจากกรรมทั้งกุศล และอกุศลที่สัตว์โลกได้กระทำไว้ทั้งในอดีต และปัจจุบัน ขึ้นอยู่กับว่า กรรมอันไหนจะส่งผลก่อนกัน



Cr. Thai Monks

วัดสอนแต่เรื่อง #ฟอกกาย #ฟอกวาจาและ #ฟอกใจให้สูงขึ้น

     
     ที่ผ่านมาหลายเดือนจวบจนปัจจุบัน บนหน้าสื่อหลักๆ สื่อออนไลน์ยังคงมุ่งมั่นสร้างวาทะกรรมว่าวัด #ฟอกเงิน ว่าพระ #ไม่สมถะ สร้างความเสียหายและเสื่อมเสียให้กับวัด บั่นทอนศรัทธาชาวพุทธและสร้างความสั่นคลอนให้เกิดขึ้นต่อสถาบันศาสนาซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์รวมใจของคนในชาติ สื่อเสี้ยมและผู้บงการอยู่เบื้องหลังของแผนการอันเลวร้ายเพื่อหวังทำลายศรัทธาชาวพุทธ ตั้งใจจะขุดรากถอนโคนพุทธศาสนาให้หมดสิ้นไปจากแผ่นดินไทยหรืออย่างไร!!!???


ขอย้ำชัดๆ ว่า วัดสอนแต่เรื่อง #ฟอกกาย #ฟอกวาจาและ #ฟอกใจให้สูงขึ้น

     แล้ววัดใช้หลักธรรมอะไรเพื่อ #ฟอกกาย วาจา ใจ ให้สะอาด สงบและทำให้จิตใจสูงขึ้น???

     หลักการ #ฟอกจิตใจให้สะอาด ในทางพุทธศาสนามีหลักง่ายๆ ๓ อย่าง คือ การให้ทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา



๑. การให้ทาน เป็นวิธี #ฟอกใจ ขั้นต้น
การให้ทาน คือการให้ที่ไม่หวังผลตอบแทนโดยหมายให้ผู้ได้รับได้พ้นจากทุกข์
     ซึ่งเป็นวิธีช่วย #ฟอกใจขั้นพื้นฐาน เพื่อขจัดอำนาจมืด ยางเหนียวหนืดที่ครอบงำจิตใจ คือความตระหนี่ ด้วยวิถีของการให้  เริ่มตั้งแต่การให้วัตถุ สิ่งของ หรือเงินเป็นทาน (อามิสทาน) การสอนให้ธรรมะเป็นความรู้เป็นทาน (ธรรมทาน) และสละอารมณ์ไม่ดีขุ่นมัว การให้อภัยในสิ่งที่คนอื่นทำไม่ดีกับเรา ไม่จองเวร หรือพยาบาทกัน (อภัยทาน) 


ควรบำเพ็ญ ซึ่งทาน คือการให้
ท่านว่าไว้ สวยงาม สามสถาน
หนึ่งให้ของ สองธรรมะ ชนะมาร
อภัยทาน ที่สาม งามเหลือเกิน

(ที่มาบทกลอน: https://goo.gl/MPR78E)

๒. การรักษาศีล เป็นวิธี #ฟอกกาย วาจา ใจ ขั้นกลาง 
     ศีลจะทำให้จิตใจสะอาดบริสุทธิ์ได้มากกว่าทานเพราะว่า การรักษาศีลนั้นเป็นการเพียรพยายามจะระงับสิ่งที่จะเกิดเป็นโทษทางกายและวาจาไม่ให้มันเกิดขึ้น

     ศีล แปลว่า ปกติ เป็นวินัยทางธรรมเบื้องต้นของคน เป็นเครื่องจำแนกคนออกจากสัตว์ ดังนั้น เราทุกคนควรรักษาศีล ๕ ได้แก่ ไม่ฆ่าสัตว์, ไม่ลักทรัพย์, การดำรงตนอยู่ในคู่ครองของตัวเอง, ไม่พูดปด พูดส่อเสียด หรือแม้แต่พูดคำหยาบ และไม่ดื่มสุราให้ขาดสติเป็นเหตุให้สติไม่ตั้งมั่นจิตใจเศร้าหมองลง

๓. สมาธิ เป็นวิธี #ฟอกจิตใจระดับสูงขึ้นมา 
     การเจริญภาวนาในพุทธศาสนาเป็นการทำความสะอาดจิตอย่างละเอียดเป็นการ #ซักฟอกจิตให้สะอาดจนถึงที่สุดได้ คือ ทำให้จิตเบาบางไปจากสิ่งปรุงแต่ง (กิเลสทั้งหลาย) จนกระทั่งหมดกิเลสได้ในที่สุด

     บุคคลที่หมั่นเพียร #ฟอกจิตใจ ตนเองให้สะอาด สูงส่ง บริสุทธิ์อยู่เสมอแล้ว บุคคลนั้นจะอยากถอยหลังลงมาเกลือกกลั้วสิ่งสกปรก สิ่งที่ไม่สะอาด คือกิเลสอีกหรือไม่ 
     เปรียบเหมือน มีชายคนหนึ่งที่ใส่เสื้อผ้าตรากตรำทำงานหนักทั้งวัน เหงื่อไคลไหลชุ่มทั่วตัว เสื้อผ้าสกปรกเหม็นคาวกลิ่นเหงื่อไคล พอถึงบ้านจึงรีบอาบน้ำชำระความสะอาดร่างกาย ถูฟอกด้วยสบู่ เช็ดตัวให้สะอาด โรยแป้งทำให้กลิ่นกายหอมสดชื่น เขาจึงมีความสุข ถามว่าชายคนนี้จะปรารถนากลับมาสวมเสื้อผ้าชุดเก่าที่สกปรก มีกลิ่นเหม็นอับและชุ่มด้วยเหงื่อไคล อีกหรือไม่??? ฉันใดฉันนั้น



     ปุถุชนบางคน ผู้ยังเต็มไปด้วยกิเลส ใช้สายตา ทัศนะของตนอันเอิ่มอาบด้วยกิเลสเจตนาร้าย อคติและความไม่รู้ มาว่าพระผู้ประพฤติดี ปฏิบัติชอบ ให้เกิดความเสียหาย การทำเยี่ยงนี้มันใช่เหรอ?

     สื่อเสี้ยม หรือคนใจมืดบอดที่บงการอยู่เบื้องหลังใช้สื่อเป็นเครื่องมือ ใช้คนหน้าเดิมๆ ไม่กี่คน ที่วันๆ ไม่รู้ว่าทำมาหากินอะไร? ขยันออกมา สร้างวาทกรรมอันร้ายกาจให้กับวัด ให้กับพระผู้ที่ท่านประพฤติดี ปฏิบัติชอบ ใส่ร้าย ยัดข้อหา ว่า พระ/วัดฟอกเงิน ทั้งที่จากจุดเริ่มต้นที่ถูกต้อง  คือการรับเงินบริจาคจากศรัทธาญาติโยมเพื่อนำมาใช้ในงานพระศาสนาเท่านั้นเอง



     ถ่มน้ำลายขึ้นฟ้า จะพยายามชักฟ้าให้ต่ำตามแรงปรารถนาของตน ฟ้าหาต่ำลงไม่ แต่บุคคลผู้มีเจตนาร้ายนั้นต่างหาก ยิ่งถ่ม ยิ่งอยากดึงฟ้าลง ตัวเองยิ่งต่ำเตี้ยถอยลงเรื่อยๆ ทุกอนุวินาที

ชาวพุทธห่วงวัด ห่วงพระศาสนายิ่งขึ้น เมื่อผอ.พศ.ชี้ให้ออกกฎหมายคุมบัญชีเงิน 4 หมื่นวัดทั่วประเทศ...ท่านผอ.มีวาระซ่อนเร้นในใจหรือเปล่า???


ที่มา: http://www.komchadluek.net/news/regional/282116

     ช่วงนี้มีกระแสข่าวออกมาเกือบทุกสำนักสื่อ เกี่ยวกับพ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ออกมามีบทบาทชี้ให้ออกกฎหมายคุมบัญชีเงิน 4 หมื่นวัดทั่วประเทศ จะดีที่สุด พร้อมพิจารณา กำหนดบทลงโทษ


     การที่ผอ.พศ.ออกมาแสดงท่าทีห่วงใยต่อเรื่องทรัพย์สินของวัด จึงดูจะทำเกินบทบาทหน้าที่หรือไม่ เกินความจำเป็นหรือเปล่า เพราะกิจการภายในสงฆ์ พระท่านก็มีผู้ที่ทำหน้าที่และทำการตรวจสอบเรื่องบัญชีทรัพย์สินของแต่ละวัดอยู่แล้ว

     จึงอยากจะฝากข้อแท้จริง ๔ ประเด็นนี้ ถึงท่านผอ.พศ. ให้ทบทวน ดังนี้

     - ระบบตรวจสอบบัญชีการเงินของวัดมีผู้ทำหน้าที่อยู่แล้ว และต้องส่งสรุปให้เจ้าคณะปกครองตรวจสอบบัญชีทุกปี 

...ปัจจุบัน ประเทศไทยมีกฎหมายหลักที่ดูแลในเรื่องการจัดการทรัพย์สินของวัดคือ พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 ซึ่งยังมีกฎกระทรวงฉบับต่าง ๆ ที่ออกตามกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งให้อำนาจแก่เจ้าอาวาสเป็นผู้ดูแลทรัพย์สินของวัด และให้มีการแต่งตั้งไวยาวัจกรหรือคณะกรรมการวัดขึ้นมาดูแลตรวจสอบทรัพย์สินของวัด รวมถึงมติมหาเถรสมาคม (มส.) ที่ขอความร่วมมือวัดให้รายงานบัญชีดังกล่าว (ที่มา https://goo.gl/Ni6dHC)

     ⁃ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.)ไม่มีหน้าที่ในการตรวจสอบบัญชีการเงินของวัดโดยตรง

     ⁃ ส่วนมูลนิธิก็จะต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินให้ผู้เกี่ยวข้องดูแลตรวจสอบทุกปีอยู่แล้ว

     กำหนดให้กรมสรรพากรเข้าไปทำหน้าที่กำกับดูแลการใช้จ่ายเงินของมูลนิธิหรือสมาคมแทนผู้บริจาคเงิน โดยองค์กรการกุศลกลุ่มนี้ต้องส่งงบดุล บัญชีรายได้-รายจ่าย และผลการดำเนินงานให้กรมสรรพากรตรวจสอบภายใน 150 วัน นับจากวันสิ้นรอบปีบัญชี หากไม่ดำเนินการจะถูกเพิกถอนชื่อออกจากประกาศกระทรวงการคลังฯ ฉบับที่ 2 (ที่มา: https://goo.gl/D3dM1C)



   
     - สังเกตดูท่าที ผอ.พศ. กระตือรือร้นที่อยากจะให้มีกฎหมายเพื่อควบคุมตรวจสอบเข้มการเงินวัดจนออกหน้าออกตา ดูจะเป็นเรื่องสำคัญ วาระเร่งด่วนสำหรับท่านเหลือเกิน จนพระสงฆ์หลายๆ รูปและชาวพุทธหลายๆ คนเกิดคำถามขึ้นในใจว่า ผอ.พศ.มีเจตนาเบื้องหลังอะไรแอบแฝงหรือเปล่า??? 


เรียนรู้เรื่องศาสนาจากปัญหาข้องใจ(ตอนที่ 7): ถ้ามัวแต่เข้าวัดจะทันคนได้อย่างไร?

เรียนรู้เรื่องศาสนาจากปัญหาข้องใจ(ตอนที่ 7): 
7.1 ถ้ามัวแต่เข้าวัดจะทันคนได้อย่างไร? 
7.2 ที่พระสอนว่าอย่าคบคนพาลนั้น มิเป็นการทอดทิ้งคนพาลไปหรือ? 

7.1 ถาม: เดี๋ยวนี้ทุกคนต้องทำงานเข่งกับเวลา หากมัวชักช้าจะไม่ทันกินและต้องมีอุบายร้อยแปด หากมัวเข้าวัดฟังธรรมหรือมัวคิดจะไม่ให้ผิดธรรมอยู่แล้วจะหาทันกินคนได้อย่างไร จะมิเป็นว่างอมืองอเท้าไปหรือ?

ตอบ: เรื่องนี้ยังมีผู้เข้าใจผิดกันอยู่เสมอว่า ศาสนาสอนให้คนงอมืองอเท้า ศาสนาสอนให้คนอืดอาด ไม่กล้าทำงานให้คล่องตัว และคนที่เข้าวัดฟังธรรมมักจะกินไม่ทันคน เพราะกลัวผิดเสียไปหมด หรือเพราะเสียเวลาไปกับการไปวัด ส่วนมากคิดกันอย่างนี้

     ความจริงจะโทษศาสนาไม่ถูกเลย ศาสนาทุกศาสนานั้นมีหลักคำสอนในเรื่องการทำมาหากินครบถ้วนบริบูรณ์ เป็นแต่ว่าผู้เข้าวัดฟังธรรมนั้นๆ ไม่ได้นำคำสอนที่เรียนหรือที่ฟังมาไปใช้ในชีวิตประจำวันเท่านั้น ผลที่ตามมาจึงหากินไม่ค่อยพอกินหรือไม่ทันคน ส่วนบางคนซึ่งก็มีโดยมากเขาไม่รู้จักศาสนา ไม่รู้จักธรรมะเสียด้วยซ้ำ แต่เขารู้จักทำมาหากิน ดำเนินชีวิตไปตามครรลองแห่งธรรมะของศาสนาโดยไม่รู้ตัว ผลที่ได้รับก็มีตามมา ทั้งเป็นผลดีเสียด้วย เหมือนเด็กน้อยนำเมล็ดมะม่วงไปโยนทิ้งไว้หลังบ้านโดยไม่รู้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น แต่เมล็ดมะม่วงนั้นเมื่อได้น้ำได้ปุ๋ยลงตัวแล้วก็งอกออกมา เจริญเติบโตและให้ผลแก่เจ้าของ คือเด็กนั้นและคนอื่นๆ ได้ 

ผู้ที่ไม่รู้ธรรมะ ไม่เข้าใจธรรมะ ไม่เคยฟังธรรมะ แต่ปฏิบัติตัวและดำเนินชีวิตไปตรงกับหลักธรรมะทางศาสนาพอดีก็ย่อมได้รับผลดีอันเหมาะสมแก่การปฏิบัติ

ที่มา: https://goo.gl/5q6xLc
     ในเรื่องการทำมาหากินนั้น ในทางศาสนาสอนให้ทุกคนขยันทำมาหากิน รู้จักเก็บงำ รู้จักหาคู่ครองที่ดี มีความเสียดายทรัพย์ที่หามาได้ รู้จักใช้จ่ายทรัพย์แต่พอควร ไม่สุรุ่ยสุร่ายฟุ่มเฟือย สอนให้รีบด่วนในเวลาที่ควรด่วน โดยให้มีสติสัมปชัญญะกำกับเป็นบังเหียนใจไม่ให้ด่วนในทางผิดหรือเสียหายนอกลู่นอกทาง สอนให้รู้จักช้าในเวลาที่ควรช้า ดูทีท่าเหตุการณ์ด้วยสติปัญญาเสียก่อนค่อยลงมือทำ เป็นต้น

     คนที่หากินไม่ทันคนนั้น ลองสืบหาสาเหตุดูว่าเป็นเพราะอะไรกันแน่? เพราะเข้าวัดหรืออย่างไร หรือเพราะเขาไม่นำพาต่อคำสอนทางศาสนาที่ได้ยินได้ฟังมาจนชินหู

     เป็นของแน่เหลือเกิน คนที่รู้ธรรมะแค่ไม่ปฏิบัติธรรมะ ย่อมไม่ได้รับผลของธรรมะ จึงสู้คนที่ไม่รู้ธรรมะแต่ปฏิบัติธรรมะไม่ได้ พระพุทธเจ้าทรงเปรียบไว้ว่า เหมือนลูกจ้างที่รับจ้างเขาเลี้ยงวัวนม ได้เลี้ยงและใกล้ชิดวัวได้แต่ค่าจ้างเป็นค่าตอบแทนเท่านั้น หาได้รับผล คือน้ำนมและเนื้อของวัวเหล่านั้นไม่ ส่วนเจ้าของวัวแม้ไม่ได้ใกล้ชิดกับวัวเลย แต่ได้นมและเนื้อมันมาขายเลี้ยงชีวิตสบายไป

ที่มา: https://goo.gl/kwaHih

7.2 ถาม: ที่พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า อย่าคบคนพาลนั้น มิเท่ากับว่าทอดทิ้งคนพาลหรือ เพราะคนพาลทั้งหลายเมื่อไม่มีใครคบเขาจะหายพาลได้อย่างไร บ้านเมืองคงจะเต็มไปด้วยพาล เพราะเขาถูกทอดทิ้ง ไม่ได้รับการเอาใจใส่จากคนดีเสียแล้ว
ตอบ: ข้อนี้เป็นปัญหาเส้นผมบังภูเขา คือคล้ายกับว่าที่ทรงสอนไม่ให้คบคนพาลนั้นเท่ากับให้ทอดทิ้งคนพาล อย่าไปตอแยด้วย แต่ความจริงแล้วคำสอนข้อนี้ที่ต้องทำความเข้าใจหลายตอน

     ตอนแรก ต้องเข้าใจความหมายของคำว่า “คบ” ก่อน คำๆ นี้ในภาษาไทยเราออกจะแคบไปหน่อย คือหมายถึงเข้าพวกกันหรือหมายถึงเพียงการไปไหนมาไหนด้วยกันเท่านั้น

     ส่วนคำเดิมที่เราแปลออกมาว่า “คบ” นั้น ได้แก่คำว่า “เสวนา” ท่านแจกลูกอธิบายไว้ว่าหมายถึง ๓ ลักษณะ คือ

- ภชน การคบหาสมาคมกัน รู้จักกัน

- สหายตา การไปไหนมาไหนด้วยกัน เป็นเพื่อนกัน อยู่ด้วยดัน

- สมฺปวงฺกตา การเข้าเป็นพวกเดียวกัน เอาไงเอากัน ไปไหนไปกัน

     เสวนา ของพระมิใช่เพียงแค่คบตามภาษาที่เราเข้าใจกันเท่านั้น ยังหมายถึง การอยูร่วมกันแบบสามีภรรยา แบบบิดามารดากับบุตร แบบนายจ้างกับลูกจ้าง เป็นต้นด้วย

     คราวนี้วกเข้ามาถึงปัญหาที่พระพุทธองค์ทรงห้ามคบคนพาลก็เพราะถ้าคบคนพาลจะเป็นอัปมงคล คือมีแต่ทางเสีย ไม่มีทางได้ มิใช่หมายถึงให้ทอดทิ้งคนพาลเสียเลย แต่ให้ “เข้าใกล้” คนพาลได้ ขออย่าไปคบเท่านั้น
ที่มา: https://goo.gl/kwaHih
“เข้าใกล้” กับ “คบ” ไม่เหมือนกัน

     เข้าใกล้ หมายเพียงเข้าไปมาหาสู่ เดินไปหา ไปนั่งใกล้เท่านั้น เช่น ทำงานด้วยกัน เรียนด้วยกัน แค่นี้ไม่เสียหาอะไรมากหรอก

     ส่วน คบ หมายถึง การไปมาหาสู่ประจำจนเป็นพวกเดียวกันดังความหมายข้างต้น จนกระทั่งถ่ายทอดนิสัยและพฤติกรรมของคนพาลที่ตนคบมาเลย อย่างนี้เสียแน่

     ดังนั้น เมื่อเรารู้ว่าใครเป็นพาล หากมีจิตเมตตาสงสารต้องการให้เขาหายพาล ก็อย่าทอดทิ้งเขาเลย จงเข้าไปใกล้เขาไว้ พยายามพูดคุยโน้มน้าวจิตใจของเขา พยายามถ่ายทอดความดีของเราไปให้เขา แต่อย่าถ่ายทอดของเขามาสู่เราท่านั้น แค่นี้ไม่ชื่อว่าคบคนพาลดังกล่าวมา และก็หาโทษมิได้ด้วย

     การเข้าใกล้คนพาลนั้น ไม่ต้องระวังคนพาลหรอก ระวังตัวเองจะไปถ่ายทอดอะไรๆ จากคนพาลมาเท่านั้น ขอให้คิดถึงหมอหรือพยาบาลที่รักษาคนไข้ที่เป็นโรคติดต่อร้ายแรงก็แล้วกัน พวกเขารักษาคนไข้ใกล้ชิด แต่จะไม่ยอมให้โรคของคนไข้มาติดตัวได้ คือพยายามป้องกันตัวเองอยู่เสมอในขณะที่รักษาคนไข้นั้นอยู่

ที่มา: https://goo.gl/kwaHih
     การที่เราเข้าไปหาคนพาลเพื่อแนะนำ เพื่ออบรมสั่งสอน หรือเพื่อให้เลิกเป็นพาลนั้น มิใช่ว่าเราจะพลอยเป็นคนพาลไปด้วย เหมือนกับพระพุทธเจ้าไปสอนโจรองคุลีมาลจะทรงเป็นโจรไปด้วยก็หาไม่

     ฉะนั้น สาธุชนคนดีทั้งหลายจงหวังความอนุเคราะห์เป็นที่ตั้ง มีเมตตาจิตเป็นกำลังช่วยคนพาลเถิด เข้าใกล้คนพาลกันเถิด แต่อย่าคบคนพาลเลย ให้คนพาลเอาอย่างเถิด อย่าเอาอย่างคนพาลเลย แล้วโลกนี้จะสันติสุขแค่ไหน ไม่ต้องบรรยายกระมัง



ขอบคุณข้อมูล
- หนังสือไขข้อข้องใจ ๒, (จากวารสารมงคลสาร: มีนาคม, ๒๕๑๙). พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช),๒๕๕๒.หน้า ๖ - ๗. 

-___________________, (จากวารสารมงคลสาร: มิถุนายน, ๒๕๑๙ ). พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช),๒๕๕๒.หน้า๔๕-๔๗.

เรียนรู้เรื่องศาสนาจากปัญหาข้องใจ(ตอนที่ 6) “มงคลในแบบกับมงคลนอกแบบ” คืออะไร?


เรียนรู้เรื่องศาสนาจากปัญหาข้องใจ(ตอนที่ 6) 
“มงคลในแบบกับมงคลนอกแบบ” คืออะไร?

ที่มา: https://goo.gl/sh82ar

ถาม: มงคล คืออะไร เคยได้ยินเขาว่า “มงคลในแบบกับมงคลนอกแบบ” หมายความว่าอย่างไร และมงคล เช่น ด้ายมงคล ซึ่งสวมเวลาแต่งงาน เป็นต้น มีอิทธิพลต่อมนุษย์ได้จริงหรือ


ตอบ: คำว่า มงคล เราได้ยินได้ฟังกันมาตั้งแต่โบราณแล้ว จนไม่คิดอยากจะแปลกันว่าหมายถึงอะไร เพราะชินหู คำนี้เป็นภาษาบาลี เป็นภาษาแขก แต่เรานำมาพูดมาเขียนกันจนชินแล้วอย่างว่า เลยกลายเป็นภาษาไทยมานานแล้วด้วย

     มงคล แปลอย่างภาษาชาวบ้านฟังกันรู้เรื่องว่า “เหตุให้ถึงความเจริญ” หรือ “สิ่งที่สามารถนำความสุขความเจริญให้แก่ชีวิตมนุษย์” คราวนี้ก็มาถึงปัญหาต่อไปว่า ก็เหตุหรือสิ่งนั้นคืออะไรล่ะ ก็ต้องแจงกันมากหน่อยอีกข้อหนึ่ง

     คือทุกคนทั้งผู้ถามและผู้ตอบ ต่างก็ต้องการความสุขความเจริญด้วยกันทั้งนั้นแหละ ไม่มีพิเศษยกเว้นใครทั้งสิ้น ข้อนี้ไม่มีใครปฏิเสธเมื่อต้องการความสุขความเจริญก็ต้องแสวงหากัน ตอนแสวงหานี่แหละเริ่มผิดแผกกันไป ต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างหา ต่างคนต่างไป ไม่ดำเนินไปตามทางเดียวกันทั้งหมด

     หลายคนคิดว่า ความสุขความเจริญจะมีได้ ต้องขยันทำมาหากินเก็บหอมรอบริบไว้ เงินทองทรัพย์สมบัติจึงจะมีพอกินพอใช้ให้เป็นสุข ให้เจริญได้ จึงต่างคนต่างก็แสวงหาทรัพย์สินเงินทองกันตามความเชื่อความเข้าใจของตัว ได้สมประสงค์บ้าง ได้ไม่สมประสงค์บ้าง
ที่มา: https://goo.gl/sh82ar
ที่มา: https://goo.gl/sh82ar

     หลายคนคิดว่า ต้องมีของดีอยู่ในตัว เช่น ต้องมีลักษณะดี มีอักษรชื่อดี มีสัตว์ดีอยู่ในบ้าน มีว่าน มีต้นไม้ มีเครื่องรางของขลัง มีวัตถุมงคลอยู่ในบ้าน เงินทองจึงจะไหลมาเทมา

     สิ่งต่างๆ ที่มนุษย์คิดว่าจะบันดาลให้เกิดความสุขความเจริญดังกล่าวมาทั้งหมดนี้แหละชาวโลกสมมติเรียกกันว่า “มงคล” 
     ทีนี้ก็พอจะได้ความหมายมงคลในแบบกับมงคลนอกแบบได้แล้ว

     “มงคลในแบบ” คือ มงคลที่พระพุทธเจ้าได้ทรงสอนไว้จำนวน ๓๘ อย่าง ทั้ง ๓๘ อย่างนี้เท่านั้นจึงจะนำความสุขความเจริญมาให้มนุษย์ได้อย่างแท้จริง
     “มงคลนอกแบบ” คือ มงคลที่นอกเหนือไปจาก ๓๘ ประการนั้น ซึ่งได้แก่ มงคลที่ชาวโลกทั่วไปนับถือว่าเป็นของดีดังกล่าวถึงข้างต้น
     พูดง่ายๆ อีกทีก็คือ มงคลในแบบเป็นมงคลที่เกิดจากการกระทำด้วยตัวเอง ไม่ใช่เรื่องบันดาลให้เป็นไป หรือด้วยอำนาจของเทพเจ้า ดวงดาวและวัตถุใดๆ ทั้งสิ้น แต่เป็นผลที่เกิดจากอิทธิพลของการลงมือปฏิบัติของมนุษย์ ส่วนมงคลนอกแบบเป็นมงคลที่เกิดจากวัตถุภายนอก จากอำนาจดลบันดาลของเทพเจ้า ดวงดาว หรืออยู่ภายใต้ของโชคเคราะห์ เป็นต้น 

     มงคลทั้งสองนี้ ในทางพระพุทธศาสนาให้เชื่อมงคลในแบบเท่านั้นเพราะสามารถนำความสุข ความเจริญ นำสมบัติที่มนุษย์ต้องการมาให้ได้ทุกอย่าง นับตั้งแต่มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ และนิพพานสมบัติอันเป็นสมบัติวิเศษสูงสุด มงคลในแบบ ๓๘ ประการนั้น เช่น การไม่คบคนพาล การคบแต่บัณฑิต การบูชาสิ่งที่ควรบูชา การตั้งตนชอบ เป็นต้น จนขั้นสูงสุด คือการทำใจให้หมดจดจากกิเลส ให้มีความเกษม

ที่มา: https://goo.gl/sh82ar
     ส่วนมงคลนอกแบบ ซึ่งได้แก่ วัตถุบางอย่าง เช่น ด้าย อาวุธ ใบไม้บางอย่าง เช่น ใบเงินใบทอง ขนมบางอย่าง เช่น ทองหยิบ ฝอยทอง ถ้วยฟู สัตว์บางชนิด เช่น แมว ช้าง ม้า โค นก รวมไปทั้งอำนาจของเทพเจ้าดวงดาวต่างๆ มงคลนอกแบบเหล่านี้ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะบันดาลความสุขความเจริญและสมบัติให้แก่มนุษย์ได้ทุกอย่างเหมือนมงคลในแบบ 

     แต่ชาวโลกยอมรับว่าเป็นมงคลจึงให้ความนับถือกันอยู่ ก็เพราะนำความสบายใจมาให้แก่ผู้เป็นเจ้าของ เช่น ถ้าแต่งงานไม่มีมงคลแฝดสวม คู่บ่าวสาวก็จะไม่สบายใจถือว่าทำไม่ถูกวิธี เมื่อไม่สบายใจก็ทำให้เป็นกังวลอยู่เรื่อย ทำให้จิตใจหวาดระแวงอยู่เสมอ หากมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นภายหลัง ก็จะโทษทันทีว่าเพราะไม่สวมมงคลแฝด เป็นต้น ซึ่งที่จริงแล้วคนที่สวมมงคลแฝดแต่งงานกลับหย่าร้างกัน มีเรื่องราวก็มาก ส่วนคนไม่ได้สวมแต่อยู่ดีกินดีก็มีถมไป

     แต่ยังถือยังทำอยู่ก็เพราะทำเพื่อให้เกิดความสบายใจ คือ ตกในคติที่ว่า ทำดีกว่าไม่ทำ ทำไปแล้วก็ไม่เสียหายอันใด
     เรื่องอื่นๆ ก็เช่นกัน ถือกันมาเสียจนเป็นปกติธรรมดา ไม่เป็นของแปลก แต่ถ้าไม่ถือสิกลับเป็นแปลกไป ก็อยู่ในลักษณะเดียวกัน คือ ทำดีกว่าไม่ทำ มีดีกว่าไม่มี เชื่อดีกว่าไม่เชื่อ อะไรทำนองนั้น

ที่มา: https://goo.gl/5yP96f

     ยังมีอีกมงคลหนึ่งที่ทางศาสนาปฏิเสธว่าเป็นสิ่งไม่ควรถือ คือ มงคลตื่นข่าว
     อันมงคลตื่นข่าว ก็คือการเชื่อถืออะไรตามข่าวร่ำลือ ตามที่ได้ยินได้ฟังมา เข้าลักษณะคนหูเบา เชื่ออะไรง่ายๆ เช่น เมื่อเร็วๆ นี้มีสาส์นแห่งการนำโชคลาภระบาดทั่วกรุง คนที่เชื่อก็เกรงกลัว พิมพ์แจกคนโน้นบ้างคนนี้บ้างต่อๆ กันไป คนที่ไม่เชื่อก็เฉยๆ และก็ไม่เห็นจะมีอะไรเกิดขึ้นดังนี้ เป็นต้น นี่เป็นการเชื่อแบบคนหูเบา แบบโง่เขลา ไม่คิดถึงเหตุผล ความเป็นไปได้ ตกอยู่ในความกลัวตาย เขาว่าคนโง่เป็นเหยื่อของคนฉลาดก็เพราะอย่างนี้เอง ไม่ได้ใช้สติปัญญาพิจารณาไตร่ตรองดูเหตุผลเสียก่อน ว่าเป็นได้หรือไม่ได้

     นี่แหละหนอ อิทธิพลมงคลตื่นข่าว ปิดบังปัญญาคนฉลาดๆ ก็ได้ทำให้ตบอดตามัวก็ได้ และทำให้ล่มจมกันมาไม่รู้เท่าไหร่แล้ว ยังไม่เข็ดกันอีก

กรรมของมนุษย์แท้ๆ!


ขอบคุณข้อมูล
- หนังสือไขข้อข้องใจ ๒, (จากวารสารมงคลสาร, เมษายน ๒๕๑๙). พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช),๒๕๕๒.หน้า ๒๑ - ๒๔.


สวดมนต์ให้ขลังด้วยกำลัง 5 ประการ

ที่มา: https://goo.gl/VNBUlM

สวดให้ขลังด้วยกำลัง 5 ประการ

     การสวดมนต์เพื่อป้องกันภัยนั้น จะเกิดอานุภาพมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นในบทสวดและความตั้งใจของผู้สวดเป็นสำคัญ เพราะพุทธมนต์แต่ละบทล้วนมีพลังอานุภาพและความศักดิ์สิทธิ์อยู่ในตัวแล้ว เพียงแต่ว่าใครจะสามารถนำออกมาใช้ให้เกิดผลได้มากหรือน้อยกว่ากันเท่านั้น หัวใจของการปลุกพุทธมนต์ให้เกิดฤทธานุภาพนั้น มี อยู่ 5 ประการ เรียกว่า พละ 5 คือ

๑. ต้องมีศรัทธา คือ มีความเชื่อมั่นในอานุภาพของพระรัตนตรัย เชื่อมั่นในอานุภาพของบทสวด เชื่อมั่นในอานุภาพแห่งความดี เชื่อมั่นว่าการสวดมนต์เป็นการทำความดี และเชื่อมั่นว่าเมื่อตนทำความดีด้วยการสวดมนต์แล้ว ความดีจักคุ้มครองตนให้ปลอดภัย ทำให้ชีวิตมีความสุขและคิดให้เป็นสุขได้

๒. ต้องมีวิริยะ คือ มีความเพียร ตั้งใจทำ ไม่ทำด้วยความเกียจคร้าน

๓. ต้องมีสติ คือ ในขณะสวดต้องมีสติรักษาใจให้จดจ่ออยู่กับบทสวด ไม่ปล่อยใจลอยไปคิดเรื่องอื่น คนที่สวดแต่ปาก แต่ใจลอยไปที่อื่น การสวดมนต์ก็เปล่าประโยชน์

๔. ต้องมีสมาธิ คือ ขณะสวดพึงรักษาจิตให้ตั้งมั่นแน่วแน่อยู่กับการสวดเท่านั้น ถ้าผู้สวดสามารถรักษาสติให้อยู่กับบทสวดได้นานเท่าไร สมาธิก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น จิตที่มีสมาธิมาก ย่อมมีพลังในการปลุกเสกพระพุทธมนต์ให้เกิดอานุภาพได้มาก

๕. ต้องมีปัญญา หมายถึง ต้องสวดด้วยความเข้าใจ คือ ในขณะ สวดมนต์ก็ให้พิจารณาทำความเข้าใจในเนื้อหาของบทสวดไปด้วย เพราะเมื่อเรามีความรู้ความเข้าใจที่ประกอบด้วยเหตุผลแล้ว ก็จะเป็นแรงหนุนให้มีศรัทธามากขึ้น เมื่อศรัทธามากขึ้น ก็ทำให้มีวิริยะมากขึ้น เมื่อวิริยะมากขึ้น สติก็มากขึ้น เมื่อสติมากขึ้นก็เกื้อหนุนให้สมาธิแก่กล้าขึ้น เมื่อสมาธิแก่กล้าขึ้น ปัญญาก็ เฉียบแหลมยิ่งขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้ ความศักดิ์สิทธิ์ที่มีอยู่ในพระพุทธมนต์ก็จะซึมซาบเข้าสู่จิตใจ ก่อให้เกิดพลานุภาพคุ้มครองตนเองได้อย่างปลอดภัยและมั่นคง 

ที่มา: https://goo.gl/VNBUlM

อานิสงส์การสวดมนต์ ๑๕ ประการ
     ผู้ที่สวดมนต์ด้วยความตั้งใจจริงแล้ว ย่อมได้รับอานิสงส์ คือผลความดี มากมายดังต่อไปนี้

๑. ทำให้สุขภาพดี การสวดมนต์ออกเสียง ช่วยให้ปอดได้ทำงาน เมื่อปอดทำงาน เลือดลมก็เดินสะดวก เมื่อเลือดลมเดินสะดวก ร่างกายก็สดชื่น กระปรี้กระเปร่า และกรฉับกระเฉง

๒. คลายความเครียด ขณะสวดมนต์จิตจดจ่ออยู่กับบทสวด สมองไม่ได้คิดในเรื่องที่ทำให้เครียด จึงทำให้อารมณ์ผ่อนคลาย

๓. เพิ่มพูนศรัทธาในพระรัตนตรัย บทสวดแต่ละบทเป็นการระลึกถึงคุณของพระรัตนตรัย เมื่อสวดบ่อย จิตก็จะยิ่งแนบแน่นอยู่กับพระรัตนตรัย

๔. ขันติบารมีย่อมเพิ่มพูน ขณะสวดต้องใช้ความอดทนเพื่อเอาชนะอาการปวดเมื่อยที่เกิดขึ้นกับร่างกาย ตลอดถึงอารมณ์ฝ่ายต่ำทั้งหลายมีความเกียจคร้าน เป็นต้น ยิ่งสวดบ่อย ความอดทนก็จะมีมากยิ่งขึ้น

๕. จิตสงบตั้งมั่นเป็นสมาธิ ขณะสวดจิตจดจ่ออยู่กับบทสวด ไม่วอกแวกฟุ้งซ่านไปที่อื่น จึงทำให้จิตสงบและเกิดสมาธิมั่นคง

๖. บุญบารมีเพิ่มพูน ในขณะสวดมนต์ จิตใจย่อมปราศจากกิเลส มีความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นต้น จึงได้ชื่อว่าเกิดบุญบารมี บุญบารมีนี้ เมื่อสั่งสมมากเข้าก็จะเป็นทุนสนับสนุนให้บรรลุผลตามที่เราต้องการ

๗. จิตใจอ่อนโยนมีเมตตา การแผ่เมตตาหลังจากสวดมนต์ เป็นการส่งความปรารถนาดีไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลาย ลดละความเห็นแก่ตัว เป็นอุบายกำจัดความโกรธในใจให้เบาบางและลดน้อยลง ทำให้จิตใจปราศจากความโกรธ และพบแต่ความสุข 

ที่มา: https://goo.gl/VNBUlM

๘. เกิดความเป็นสิริมงคล การสวดมนต์เป็นการทำความดีไปพร้อมกันทั้งทางกาย วาจา ใจ การทำดี พูดดี คิดดี ย่อมเป็นสิริมงคลแก่ตัวเอง

๙. เทวดารักษา ผู้ที่ประกอบกรรมดี ทางกาย วาจา ใจ ย่อมเป็นที่รักของเหล่าเทวดา และการที่เราได้แผ่เมตตาให้แก่เทวดานั้น ก็ยิ่งจะเป็นที่รักของเทวดามากขึ้น

๑๐. ปัญญาเกิด การสวดมนต์พร้อมคำแปล ทำให้ได้รู้และเข้าใจถึงความหมายของบทสวดนั้น

๑๑. ผิวพรรณผ่องใสและมีเสน่ห์ การสวดมนต์ทำให้จิตใจของผู้สวดสดชื่นเบิกบาน จิตที่สดชื่นเบิกบานย่อมส่งผลให้ผิวพรรณดี หน้าตายิ้มแย้ม แจ่มใส ทำให้ผู้ที่พบเห็นเกิดความรู้สึกเป็นมิตร รักใคร่เอ็นดู

๑๒. ศัตรูกลายเป็นมิตร ผู้เป็นมิตรยิ่งรักใคร่

๑๓. ทำให้แคล้วคลาดปลอดภัยจากภยันตรายทั้งปวง

๑๔. ทำให้ดวงดี แก้ไขเคราะห์ร้าย ปัดเป่าเสนียดจัญไร เพราะดวงชะตาของคนเราขึ้นอยู่กับการกระทำ ใครทำดี ดวงชะตาย่อมดี ใครทำชั่ว ดวงชะตาก็ตก การสวดมนต์เป็นการทำดีที่สามารถเปลี่ยนดวงชะตาให้ดีขึ้นได้

๑๕. ครอบครัวและสังคมสงบสุข ที่พ่อบ้าน แม่บ้าน สวดมนต์อยู่เป็นประจำ และสอนให้บุตรหลานได้สวดมนต์ จะไม่มีการทะเลาะเบาะแว้ง และการที่จะไปสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่นก็ไม่มี มีแต่จะทำให้คนรอบข้างและสังคมอยู่เป็นสุข สงบ ร่มเย็น และยังเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ผู้อื่นอีกด้วย 

สามเณรเชน เณรน้อย 8 ขวบ! ท่องบท ‘ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร’ 



ขอบคุณข้อมูล
- "พุทธฤทธิ์ พิชิตภัย" สำนักพิมพ์เลี่ยงเชียง
http://www.lc2u.org/th/know_mon.php
- https://www.youtube.com/watch?v=QvcI7GpDQdg